Categories
good food

7 สรรพคุณของน้ำเก๊กฮวยที่ดีต่อสุขภาพ

น้ำเก๊กฮวย ที่เราหาซื้อดื่มได้ทั่วไปตามร้านขายอาหาร หรือว่าในปัจจุบันนี้มีการบรรจุกระป๋องจำหน่ายตามห้างสรรพสินค้าหรือว่าซุปเปอร์มาร์เกตทั่วๆไปด้วย ดื่มน้ำเก๊กฮวยเย็นๆแล้วช่วยดับกระหายน้ำได้ดี มีกลิ่นรสชาติ

ที่หอมหวานอร่อย และนอกจากความหอมหวานเย็นชื่นใจของน้ำเก๊กฮวยแล้ว น้ำเก๊กฮวยยังมีสรรพคุณที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพของเราด้วย บทนี้จึงขอนำสรรพคุณ 7 ข้อของเก๊กฮวยมาฝากกัน ใครที่ชอบดื่มน้ำเก๊กฮวย เรามาติดตามกันเลย

  1. เก๊กฮวยช่วยดับร้อน ดอกเก๊กฮวยนั้นมีฤทธิ์เย็น ช่วยดับพิษร้อนในร่างกายของเราได้ ช่วยแก้อาการร้อนใน แก้กระหาย แก้ไข้ ให้เราใช้ดอกเก๊กฮวยแห้งประมาณ 5-9 กรัมนำมา ต้มกิน หรือทำเป็นชา แล้วดื่มในปริมาณที่เหมาะสม
  2. เก๊กฮวยดีต่อระบบหัวใจของเรา เก๊กฮวยเป็นพืชสมุนไพรที่ดีต่อสุขภาพของหัวใจ เก๊กฮวยมีฤทธิ์ในการช่วยลดระดับความดันโลหิตภายในร่างกายได้ และยังได้รับการยืนยันจากทางมูลนิธิโรคหัวใจแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ระบุว่า เก๊กฮวยช่วยป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือดได้อีกด้วย
  3. เก๊กฮวยช่วยกระตุ้นระบบย่อยอาหาร โดยเฉพาะการที่เราดื่มชาเก๊กฮวยร้อน ๆ จะช่วยทำให้ระบบย่อยอาหารของเราทำงานได้ดีขึ้น ช่วยบรรเทาอาการปวดท้องจากอาหารไม่ย่อยได้ ให้เราใช้ดอกเก๊กฮวยแห้งประมาณ 5-9 กรัม ต้มกิน หรือทำเป็นชา แล้วดื่มในปริมาณที่เหมาะสม
  • เก๊กฮวยช่วยในการแก้วิงเวียนได้ หากว่าเรามีอาการปวดศีรษะ วิงเวียน ตามตำราโบราณนั้นมีสาแหตุเนื่องมาจากการกำเริบของหยางในตับ หรือความสมดุลของตับนั่นเอง เราสามารถใช้เก๊กฮวยร่วมกับโกศสอ น่าจะหาซื้อได้ตามร้านขายยาแผนโบราณ และสมุนไพรฤทธิ์เย็นชนิดอื่นๆเพื่อบรรเทาอาการเหล่านี้ได้
  • เก๊กฮวยช่วยแก้อาการตาบวมแดงได้ มาจากในตำรับยาสมุนไพรของจีนมักใช้ดอกเก๊กฮวยผสมกับใบหม่อน เก๋ากี้ หรือชุมเห็ดไทย รักษาอาการตาบวมแดงจากการตากลม หรือตาบวมแดงจากภาวะตับพร่อง ไฟในตับมาก โดยใช้ดอกสดล้างสะอาด ตำให้แหลก แล้วนำมาประคบที่ดวงตาที่มีอาการ
  • เก๊กฮวยช่วยในการรักษาผมร่วง มาจากตำรับยาจากประเทศเวียดนามใช้ดอกเก๊กฮวยสดตำละเอียดแล้วกลั่นเอาแต่น้ำมาหมักผม โดยชาวเวียดนามเชื่อว่าดอกเก๊กฮวยสามารถช่วยรักษาอาการผมร่วงได้ และยังช่วยให้สีผมดำ เงางามขึ้นด้วย ทั้งยังไม่เปลี่ยนเป็นสีเทาก่อนวัยอันควร
  • เก๊กฮวยช่วยในการรักษาแผลฝีหนอง และแผลบวม โดยให้เราใช้ดอกเก๊กฮวยสด 1 กำมือ ล้างให้สะอาด บดผสมน้ำแล้วดื่ม และจากนั้นก็ให้นำกากดอกเก๊กฮวยที่เหลือจากการต้มน้ำดื่มอยู่นั้นมาพอกตามแผลที่เป็นฝีหนองและแผลบวมด้วย

และนี่ก็คือ 7 สรรพคุณของน้ำเก๊กฮวย ที่เราชอบดื่มกันที่นำมาฝากกันในบทนี้ ใครที่ไม่ค่อยชอบดื่มน้ำเก๊กฮวย ลองหันไปดื่มน้ำเก๊กฮวยดูบ้าง เพื่อประโยชน์สรรพคุณที่ดีต่อสุขภาพของเรา แล้วในบทหน้าเรามาพบกันใหม่กับเรื่องสุขภาพที่จะนำมาฝากกันต่อในทุกสัปดาห์ จะเป็นเรื่องอะไรกันบ้าง ต้องคอยติดตามกันต่อ

ติดตามบทความ good food ในทุกสัปดาห์ได้ที่ howto-healthy.com

Categories
good health

  4 ผลิตภัณฑ์ยาแก้ท้องเสีย หาซื้อง่าย ราคาย่อมเยาว์

           เมื่อเกิดอาการท้องร่วงกินยาอะไรช่วยบรรเทาได้บ้าง สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการท้องร่วงนั้นส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียจากการรับประทานอาหารที่ไม่สะอาดตามสุขอนามัย หรืออาหารที่ไม่ปรุงสุก หมูดิบ ตับดิบ เมื่อเกิดอาการท้องร่วงขึ้นเราควรจะบรรเทาอาการอย่างไรได้บ้าง กระทู้นี้มีคำตอบ จะกิน ยาแก้ท้องเสีย ให้ปลอดภัย ทำอย่างไร ก่อนที่คุณจะกินยาแก้ท้องเสีย ควรอ่านคำแนะนำการใช้ยาบนฉลากให้ดีก่อน ซึ่งจะมีคำแนะนำกำกับไว้ว่า ควรกินในปริมาณเท่าใด ยาสามัญประจำบ้านรักษาอาการท้องเสียที่ควรมีติดบ้านไว้คือ

1.ผงถ่าน charcoal

สรรพคุณ ช่วยดูดซับสารพิษได้ ไม่ให้เข้าสู่ร่างกาย เหมาะสำหรับถ่ายไม่เยอะ

วิธีการรับประทาน 1-2ครั้ง ไม่มีไข้ไม่อาเจียน ช่วยหยุดถ่ายได้น้อย ปลอดภัยด้วย กินซ้ำได้ทุก 3-4 ชั่วโมง ตามความรุนแรงของอาการ

ข้อเสีย ผงถ่านอาจไปดูดซับยาตัวอื่นได้ จำเป็นต้องทานยาคาร์บอน ควบคู่กับการดื่มน้ำเกลือแร่เพื่อชดเชยน้ำที่เสียไปจากการถ่ายเพื่อป้องกันอาการช็อกจากการขาดน้ำ หากถ่ายบ่อย หรือถ่ายเป็นน้ำให้กินยาให้ถี่ขึ้น ไม่ควรใช้เกิน 16 เม็ดต่อวัน

ราคา 25-30 บาท

Cr.pic:www.pobpad.com

2.Loperamind

ช่วยลำไส้หยุดบีบตัว ช่วยหยุดถ่ายได้เหมาะสำหรับ กรณีถ่ายเยอะรุนแรง 8-10ครั้ง ระหว่างลำไส้ที่หยุดบีบตัว หยุดถ่าย เชื้อหรือสะสมอยู่ได้เพราะไม่ได้ถ่ายออกมา สามารถนำไปสู่การติดเชื้อในกระแสเลือดได้ ถ้าใช้ยาตัวนี้ อาจมีการใช้ยาฆ่าเชื้อร่วมด้วย ขึ้นอยู่กับแพทย์หรือเภสัชแนะนำยาตัวนี้จะช่วยให้อาการท้องเสียดีขึ้น เนื่องจากอุจจาระจะเป็นรูปเป็นทรงเพิ่มมากขึ้น ไม่ได้เหลวเป็นน้ำเหมือนที่ผ่านมา

วิธีการรับประทาน ขนาดการใช้ยาในผู้ใหญ่ ให้เริ่มต้นรับประทาน 2 แคปซูล หลังจากนั้นให้รับประทาน

ครั้งละ 1 แคปซูล ราคา 220-350บาท

Cr.pic: www.pobpad.com

3. ยาธาตุน้ำขาว มีตัวยาฆ่าเชื้ออ่อนๆ ช่วยขับลมเหมาะสำหรับ รักษาท้องเสีย เมื่อเริ่มต้นมีอาการได้ ไม่มีส่วนช่วยลดกรดและรักษาแผลในกระเพาะ

ข้อเสีย ช่วยหยุดถ่ายรุนแรงไม่ได้

วิธีการรับประทาน ผู้ใหญ่ ให้รับประทานครั้งละ 1 ช้อนโต๊ะ วันละ 3 ครั้ง หลังอาหารเช้า กลางวัน และเย็น หรือทุก 4-6 ชั่วโมง ราคา 56 บาท

Cr.pic: www.pobpad.com

4.ผงเกลือแร่โออาร์เอส

ชดเชยการสูญเสียน้ำและเกลือแร่ ชง 1 ซอง ผสมน้ำสะอาดตามปริมาณที่ระบุไว้ที่ซองยาดื่มจนหมด หรือค่อยๆจิบถ้ามีอาการคลื่นไส้ หากมีอาการท้องเสียค่อย ๆ จิบผงน้ำตาลเกลือแร่เพื่อป้องกันอาการขาดน้ำไปในระหว่างที่มีผู้อาการท้องเสียร่วมกับอาการอ่อนเพลียราคาซองละ 7-8 บาท

        ข้อแนะนำหลังมีอาการท้องเสีย รับประทานอาหารอ่อนๆ ย่อยง่าย เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก งดอาหารรสจัด เช่น เผ็ดจัด เปรี้ยวจัด ของหมักดองด่างๆ และหากมีอาการ คลื่นไส้ อาเจียน อุจจาระมีมูกเลือดมีไข้สูงกว่า 38.5 องศาเซลเซียส แนะนำให้รีบไปพบแพทย์ จากกระทู้เบื้องต้นสรุปได้ว่า  ถ้าอาการน้อยไม่รุนแรงใช้ผงถ่านและยาธาตุน้ำขาวได้ อาการรุนแรงถ่ายเยอะ ควรใช้ Loperamind แต่ควรปรึกษาเภสัชหรือแพทย์ร่วมด้วย เมื่อมีอาการท้องเสียควรกินเกลือแร่เพิ่มเติมด้วย เนื่องจากเสียน้ำในร่างกาย

ติดตามบทความ good health ในทุกสัปดาห์ได้ที่ howto-healthy.com

Categories
good food

7 ผลไม้ช่วยเคลือบกระเพาะอาหาร

หากว่าเรามีอาการแสบท้อง จากโรคกระเพาะ สิ่งที่เราควรทำก็คือ ไม่ทานอาหารในปริมาณที่มากจนเกินไปในมื้อเดียว ให้ทานน้อยลง แต่ให้เราเพิ่มเป็นวันละ 4-5 มื้อแทน จะช่วยได้ดีกว่า รวมทั้งให้เราทานอาหารที่มีกากใยสูง เช่น ผัก ผลไม้ ให้มากขึ้นด้วย จึงมีผลไม้ที่จะสามารถช่วยในการบรรเทาอาการแสบท้องจากโรคกระเพาะได้ ข้อมูลที่นำมาฝากนี้มาจากข้อมูลทางการแพทย์ที่เชื่อถือได้ ในบทนี้จึงขอนำ 7 ผลไม้ช่วยเคลือบกระเพาะอาหาร มาฝากทุกคนกัน โดยเฉพาะคนที่เป็นโรคกระเพาะอาหาร จะมีผลไม้อะไรบ้าง เรามาติดตามไปพร้อมๆกันเลย

  1. กล้วย

ประโยชน์ของกล้วยจะช่วยบรรเทาอาการโรคกระเพาะได้หลายทาง ไม่ว่าจะเป็นการนำสารแทนนินจากกล้วยดิบ (ในรูปแบบผงกล้วยดิบชงดื่ม) มาช่วยเคลือบกระเพาะอาหาร หรือการกินกล้วยน้ำว้า กล้วยหอมสุก เพื่อให้ร่างกายได้รับใยอาหารชนิดละลายน้ำ ที่จะช่วยในการดูดซึมของผนังกระเพาะอาหาร รักษาแผลในกระเพาะอาหารให้หายเร็วขึ้นได้

นอกจากนี้ในกล้วยยังมีสารชนิดพิเศษที่จะเข้าไปช่วยกระตุ้นการแบ่งตัวของเซลล์ในกระเพาะอาหารด้วย เสริมสร้างความแข็งแรงให้กระเพาะอาหารทนกรดได้ดีขึ้น อีกทั้งในกล้วยยังมีทริปโตเฟน ซึ่งเป็นกรดอะมิโนจำเป็นที่เมื่อเราทานเข้าไปแล้ว ร่างกายจะเปลี่ยนให้เป็นเซโรโทนิน สารสื่อประสาทที่จะช่วยกระตุ้นให้กระเพาะอาหารสร้างเยื่อเมือกตามธรรมชาติออกมาเคลือบแผลในกระเพาะ ลดอาการแสบระคายท้อง และเซโรโทนินยังช่วยคลายเครียด ช่วยให้นอนหลับสบายมากขึ้นได้อีกด้วย

แต่อย่างไรก็ตาม คนที่เป็นโรคกระเพาะก็ไม่ควรกินกล้วยตอนท้องว่าง เพราะว่าในกล้วยนั้นมีคาร์โบไฮเดรตที่ร่างกายจำเป็นต้องย่อยเพื่อเปลี่ยนแป้งเป็นน้ำตาล ซึ่งร่างกายจะหลั่งน้ำย่อยออกมามาก และอาจทำให้คนเป็นโรคกระเพาะหรือโรคกรดไหลย้อนอาการกำเริบได้ ดังนั้นถ้าจะกินกล้วยช่วยลดอาการโรคกระเพาะ ก็ให้เราหลังจากมื้ออาหารแล้ว

  • แอ้ปเปิ้ล

ในแอปเปิ้ลนั้นมีสารเพกตินที่จะช่วยในการเคลือบกระเพาะอาหาร เสริมภูมิต้านทานให้เยื่อบุกระเพาะอาหารทนต่อกรดจากน้ำย่อยได้ดีขึ้น และยังช่วยบรรเทาอาการแสบท้องจากโรคกระเพาะอาหารด้วย

  • มะละกอ

มะละกอเป็นผลไม้ที่ดีต่อระบบย่อยอาหาร อีกทั้งในมะละกอยังมีใยอาหารชนิดที่ละลายน้ำได้ รวมไปถึงสารเบต้าแคโรทีน และวิตามินซี ที่มีส่วนช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหาร ทำให้แผลหายเร็วขึ้น ช่วยป้องกันการติดเชื้อ และมะละกอยังช่วยในการขับถ่ายให้ดีขึ้นอีกด้วย

  • แคนตาลูป

แคนตาลูปมีสารเบต้าแคโรทีนอยู่สูง จึงสามารช่วยป้องกันเยื่อบุกระเพาะอักเสบได้ ช่วยเร่งให้แผลในกระเพาะอาหารหายเร็วขึ้นได้ อีกทั้งในแคนตาลูปยังมีวิตามินซีอยู่ไม่น้อย จึงเป็นผลไม้ที่ช่วยป้องกันการติดเชื้อในกระเพาะอาหารได้อีกด้วย

  • ฝรั่ง

ในฝรั่งนั้นมีสารแทนนินอยู่มาก อีกทั้งในผลสุกของฝรั่งยังมีใยอาหารชนิดเพกตินสูง และยังมีวิตามินซีสูงด้วย เรียกได้ว่ารวมสารอาหารสำคัญๆที่จะช่วยดูแลกระเพาะอาหารของเราได้เป็นอย่างดีทีเดียว การทานฝรั่งจึงช่วยสมานแผล และช่วยลดอาการอักเสบของกระเพาะอาหารและลำไส้ของเราได้นั่นเอง

  • มะขามป้อม

มะขามป้อมมีวิตามินซีสูงกว่าส้มประมาณ 20 เท่า นอกจากนี้มะขามป้อมเป็นผลไม้ที่มีรสฝาด ขม จึงมีสรรพคุณรักษาแผลและลดกรดเกินในกระเพาะอาหารได้ อีกทั้งน้ำมะขามป้อมยังช่วยบรรเทาอาการเสียดท้องได้อีกต่างหาก

  • ลูกยอ

ลูกยอจะมีสรรพคุณเด่นในเรื่องช่วยรักษาอาการกรดไหลย้อน และสารที่มีในลูกยอยังจะช่วยเร่งกระบวนการสมานแผลในกระเพาะอาหาร ลดอาการอักเสบเฉียบพลันของกระเพาะอาหารจากแอลกอฮอล์ได้ด้วย

นี่ก็คือ 7 ผลไม้ช่วยเคลือบกระเพาะอาหาร ที่นำมาฝากกัน ลองนำไปเป็นทางเลือกในการเลือกทานผลไม้ ที่จะช่วยเคลือบกระเพาะอาหาร อาการแสบท้อง จากโรคกระเพาะ ในชีวิตประจำวันของเรากัน แล้วในบทหน้าเรามาพบกันใหม่กับเรื่องเคล็ดลับสุขภาพที่จะไปสรรหามาฝากกันอีกได้ในทุกสัปดาห์ จะเป็นเคล็ดลับสุขภาพเรื่องอะไรกันบ้าง ต้องมาติดตามกันต่อ

ติดตามบทความ good food ในทุกสัปดาห์ได้ที่ howto-healthy.com

Categories
good health

เช็ค 8 อาการคนท้อง

    เมื่อเราเริ่มตั้งครรภ์ จะมีอาการของคนตั้งครรภ์ ต่างๆนานา ที่เราสามารถสังเกตได้ ตั้งแต่สัปดาห์แรกจะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องร่างกาย พฤติกรรมการรับประทานอาหาร ชอบกินอาหารรสเปรี้ยวมากขึ้น บางคนมีอาการแพ้ท้องเมื่ออายุครรภ์ 9 สัปดาห์ นอกจากนี้จะมีอาการอะไรอีกบ้างก็ลองมาดูกันนะคะ ดังนี้เลย

1. ความชอบและการรับประทานอาหารจะเปลี่ยนไปส่วนใหญ่อยากรับประทานอาหารมากขึ้นเพื่อเตรียมสำรองอาหารให้ตนเองและลูกน้อยในครรภ์  บางครั้งมีอาการอยากรับประทานอาหารแปลกๆ อาหารหรือผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว

Cr.pic: https://www.freepik.com/

2. ขาดประจำเดือน ให้คุณลองสังเกตประจำเดือนครั้งสุดท้ายว่ามาตรงกำหนดหรือไม่ ปริมาณเลือดเท่ากับปริมาณตามปกติไหม เนื่องจากอาจไม่ใช่ประจำเดือนแต่เป็นเลือดที่ออกจากโพรงมดลูกในขณะที่ไข่ฝังตัวในเยื่อบุโพรงมดลูกซึ่งจะมีเลือดออกทางช่องคลอดปริมาณเล็กน้อยในช่วงแรกของการตั้งครรภ์นั่นเอง นอกจากนี้ภาวะขาดประจำเดือนอาจเกิดจากสาเหตุอื่น เช่น ภาวะไข่ไม่ตก ภาวะเครียด ร่างกายเหนื่อยล้า หรือโรคเรื้อรัง เป็นต้น และประวัติการใช้ยาคุมกำเนิดอาจมีผลทำให้ประจำเดือนคลาดเคลื่อนหรือขาดหายไปได้

3.อาการคลื่นไส้ อาเจียน ในระยะแรกของการตั้งครรภ์สตรีตั้งครรภ์จะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ส่วนใหญ่จะมีมีอาการในช่วงเข้าที่เรียกว่า อาการแพ้ท้อง และหายไปใน 14-16 สัปดาห์ อาการเหล่านี้จะสัมพันธ์กับฮอร์โมน HCG และหลังจากนั้นจะค่อยลดลงเรื่อยๆ อาการคลื่นไส้อาเจียนไม่จำเพาะกับการตั้งครรภ์ สามารถพบได้ในภาวะอื่น เช่น ความผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร โรคเรื้อรัง ความเครียด เป็นต้น

Cr.pic: https://www.freepik.com/

4. มีการเปลี่ยนแปลงของเต้านม เต้านมจะมีขนาดใหญ่ขึ้น รู้สึกเจ็บคัดตึงเต้า บริเวณลานนมและหัวนมจะมีสีเข้มขึ้น

รวมถึง ผิวหนังมีเม็ดสีเพิ่มขึ้น เช่น ฝ้า บางคนมีสิวขึ้น แต่บางทีอาจเกิดจากสตรีที่รับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวมแล้วมีฝ้าเกิดขึ้น

5 ปัสสาวะบ่อย มดลูกที่มีขนาดใหญ่มากขึ้นจะกดเบียดกระเพาะปัสสาวะ ทำให้ความจุของกระเพาะปัสสาวะลดลง ส่งผลให้ว่าที่คุณแม่มือใหม่ปัสสาวะบ่อยขึ้นนั่นเอง

6. อ่อนเพลีย ในระยะแรกของการตั้งครรภ์ เราจะมีความรู้สึกอ่อนเพลียอย่างเห็นได้ชัด และหายไปเมื่อตั้งครรภ์ประมาณ 20 สัปดาห์

Cr.pic: https://www.freepik.com/

7 รู้สึกว่าเด็กดิ้น การดิ้นของทารกในครรภ์ที่ผู้หญิงอย่างเราๆรู้สึกได้เป็นครั้งแรกเมื่ออายุครรภ์ 18-20 สัปดาห์ ส่วนในผู้หญิงท้องหลังหรือท้องลูกคนที่สองเป็นต้นไป จะเริ่มรู้สึกว่าลูกดิ้นตั้งแต่อายุครรภ์ 16-18 สัปดาห์

8 หน้าท้องขยายขนาดขึ้น เป็นผลมาจากมดลูกที่ขยายขนาดขึ้น โดยจะเริ่มคลำได้ทางหน้าท้องเหนือหัวหน่าว เมื่ออายุครรภ์ 12 สัปดาห์ และจะโตขึ้นเรื่อยๆจนครรภ์ครบกำหนด ในครรภ์หลังจะสังเกตเห็นได้ชัดกว่าครรภ์แรก เนื่องจากกล้ามเนื้อหน้าท้องหย่อน

    หลังจากเราทารบว่าตนเองตั้งครรภ์แล้ว ควรดูแลตัวเองให้ดี ทั้งสุขภาพร่างกาย และจิตใจให้นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายเบาๆ เช่น เดิน วิ่ง  รับประทานอาหารให้ครบ5หมู รับประทานอาหารเสริมธาตุเหล็กและแคลเซียมดในปริมาณที่เหมาะสม และเลือกผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่น่าเชื่อถือ

ติดตามบทความ good health ในทุกสัปดาห์ได้ที่ howto-healthy.com

Categories
good food

คีโตเจนิก

ก่อนหน้านี้ เป็นที่รู้กันดีในกลุ่มผู้รักสุขภาพ และคนที่กำลังลดน้ำหนักว่า การกินอาหาร “คลีน” ซึ่งเป็นอาหารที่ผ่านการปรุงแต่งน้อยถึงน้อยมากๆ จนแทบจะไม่มีไขมันเลยนั้น ดีต่อการควบคุมน้ำหนักมากที่สุด แต่ช่วงหลังๆ มานี้ เรามักจะได้ยินอีกคำหนึ่งบ่อยขึ้น และดูเหมือนว่าจะมาแรงแซงหน้าการกินคลีนไปแล้ว นั่นก็คือการกิน “คีโต”

หลักของการ กินคีโต คือ การกินไขมัน เพื่อลดไขมัน แต่จะต้องกินไขมันที่ดีเท่านั้น ไม่ใช่ไขมันอะไรก็ได้ ส่วน อาหารคีโต ที่คนทั่วไปเรียกกันนั้น กล่าวโดยสรุปคือ อาหารที่กินเข้าไปแล้ว ทำให้ร่างกายรู้สึกเหมือนเราไม่ได้กินอาหาร จึงไปทำการสลายไขมันที่สะสมอยู่ในร่างกายนั่นเอง

ระยะเวลาเห็นผล

การลดน้ำหนักด้วยวิธีการ กินคีโต หรือ คีโตเจนิก ไดเอท นั้น หากเทียบกับการกินอาหารไขมันต่ำอื่นๆ นับว่ามันดีกว่าจริงๆ แต่จะเห็นผลชัดเจนในระยะสั้น ซึ่งโดยทั่วไปคือในระยะ 6 เดือนแรก แต่ในระยะยาวนับว่าไม่แตกต่างกัน เพราะคนเราจะไม่สามารถทนกินอาหารแบบนี้ไปได้ตลอด

หากกินระยะยาวจะเป็นอย่างไร

เนื่องจากการกินคีโต เป็นการกินที่ได้สารอาหารไม่ครบถ้วน เช่น กินไขมัน กินโปรตีน ผลไม้บางชนิด และผักใบได้ แต่ห้ามกินผักที่เป็นหัว ข้าว แป้ง และน้ำตาลทุกชนิด ฉะนั้น ถ้าเราจะกินคีโตในระยะยาว จึงจำเป็นต้องเสริมสารอาหาร วิตามิน และเกลือแร่ที่ขาดไป และมีสิ่งที่ต้องระวังคือ เมื่อไหร่ที่กลับมากินคาโบร์ไฮเดรตอีก น้ำหนักก็จะกลับมาอย่างรวดเร็ว ซึ่งมีงานวิจัยออกมาว่า คนส่วนใหญ่จะกินคีโตได้ผลดีอยู่ที่ไม่เกิน 2 ปี

ใครบ้างที่ไม่ควรกินคีโต

  • คนที่ห้ามเด็ดขาด คือคนเป็นโรคตับ
  • รองลงมาคือคนที่มีปัญหาเรื่องไต คนที่มีปัญหาเรื่องการเผาผลาญไขมัน มีคอเลสเตอรอลในเลือดสูงมากๆ หรือมีไตรกลีเซอไรด์สูงมากๆ
  •  นอกจากนี้ คนที่มีปัญหาเกี่ยวกับลำไส้ ท้องอืดง่าย มีกรดไหลย้อน หากจะกินคีโต ก็ต้องระวังมากเป็นพิเศษ เพราะอาจจะทำให้อาการเหล่านี้กำเริบได้ง่ายกว่าคนปกติ
  • ส่วนคนที่เป็นเบาหวาน หากอยากจะกินคีโต จะต้องระวังเรื่องของยาที่ใช้ และอาจต้องมีการปรับยา ฉะนั้น ควรปรึกษาแพทย์ประจำตัวที่รักษาอยู่ก่อนกินคีโต

สำหรับคนที่อยากจะลองใช้วิธีกินคีโตเพื่อลดน้ำหนัก สิ่งที่ต้องจำไว้ให้ขึ้นใจคือ จะต้องลดอาหารกลุ่มที่เป็นคาร์โบไฮเดรตทั้งหมด โดยต้องกินให้น้อยกว่า 50 กรัมต่อวัน แต่สามารถกินไขมันเพิ่มได้ และควรต้องสำรวจตัวเองก่อนว่า มีโรคประจำตัวที่เป็นข้อห้ามสำหรับการกินคีโตบ้างหรือไม่

ติดตามบทความ good food ในทุกสัปดาห์ได้ที่ howto-healthy.com

Categories
good health

คุณแม่ตั้งครรภ์ ควรทานอาหารเสริมไหม

   คุณแม่ตั้งครรภ์ทุกคนคงอยากให้ลูกน้อยในครรภ์ได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน รวมถึงวิตามินและเกลือแร่ที่ทารกในครรภ์ควรได้รับอย่างเพียงพอ วันนี้เราจะมาแนะนำเกี่ยวกับการรับประทานอาหารชิดไหนที่จะทำให้เราได้รับวิตามินได้เพียงพอ เพื่อให้ลูกน้อยลืมตาดูโลกได้อย่างมีสุขภาพแข็งแรง

  วิตามิน เป็นสิ่งสำคัญต่อร่างกาย ไม่แพ้กัน เริ่มจากวิตามินเอ ช่วยให้เกิดการติดเชื้อได้ยาก ช่วยสร้างเซลล์และเนื้อเยื่อให้กับลูกน้อยในครรภ์ โดยเฉพาะเหงือกและฟัน ไม่ควรรับประทานอาหารเสริมที่มีวิตามินเอสูงเกิน 10,000 ยูต่อวัน อาจทำให้ทารกเกิดความพิการแต่กำเนิดและแท้งได้เลยหล่ะ วิตามินดี มีส่วนช่วยในการดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัสได้มากขึ้น ปกติแล้วเราจะได้รับวิตามินดีจากแสงแดด  วิตามินดีพบมากใน ปลา ตับ ไข่ นม อย่างน้อยควรได้รับวิตามินดี 400 มิลลิกรัมต่อวัน แล้วควรได้รับวิตามินซีเพิ่มเป็น 60 มิลลิกรัมต่อวัน เพราะทำให้ช่วยทารกเจริญเติบโตได้มากขึ้น

มีกระดูกที่แข็งแรง ช่วยเสริสร้างภูมิคุ้มกัน สามารถรับวิตามินซีได้จากผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว ผักใบเขียว เช่น มะขามป้อม มะนาว มะขาม ส้ม มะเขือเทศ  ผักคะน้า ตำลึง วิตามินบี มีส่วนช่วยบรรเทาอาการหน็บชา วิตามินบี1ช่วยให้ระบบการย่อยอาหารของคุณแม่ต้งครรภ์ดีขึ้น ช่วยในการเผาผลาญ พบมากในธัญพืช ข้าวซ้อมมือ เนื้อหมูที่ไม่มีมัน ตับ นม  วิตามินบี2 ช่วยในการดูดซึมกรดอะมิโน ช่วยให้ทารกได้รับกรดอะมิโนที่เพียงพอต่อร่างกาย พบมากใน นม เนื้อสัตว์  อย่างน้อยวันละ 1.5-2 มิลลิกรัมต่อวันในครรภ์ โดยเฉพาะคุณแม่ตั้งครรภ์วัยรุ่น คุณแม่ที่อายุมาก มีครรภ์แฝด วิตามินบี12 เพราะช่วยสร้างกรดนิวคลิอิค สร้างเม็ดเลือดแดง ทำให้ป้องกันการเกิดภาวะโลหิตจาง  ควรได้รับเพิ่มขึ้นวันละ 1 มิลลิกรัม พบในเนื้อสัตว์

Cr.pic; www.huggies.co.th

           ต่อมาเป็นเกลือแร่ที่คุณแม่ตั้งครรภ์ควรได้รับพวกแคลเชียมและฟอสฟอรัสเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะ 3 เดือนก่อนคลอด ควรดื่มนมสดให้ได้ 3 แก้วต่อวัน ควรรับประทานอาหารเสริมธาตุเหล็ก เพื่อการสร้างเม็ดเลือดและการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ ดังนั้นคุณแม่ตั้งครรภ์จึงควรรับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง เช่น ตับ ไข่แดง ผักใบเขียว เช่น ผักขม ผักตำลึง และอาหารประเภทเนื้อสัตว์ทุกชนิด โดยเฉพาะเนื้อสัตว์ที่มีสีแดง สตรีตังครรภ์ควรได้รับธาตุเหล็กเสริมวันละ 30 มิลลิกรัม หากมีคนในครอบครัวเป็นภาวะโลหิตจาง

ก็ควรได้รับยาเพิ่มขึ้นเป็นวันละ 60-120 มิลลิกรัม ควรทานยาเสริมธาตุเหล็กช่วงท้องว่าง ทำให้ดูดซึมได้ดี  กรดโฟลิค ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของระบบประสาท คุณแม่ตั้งครรภ์ควรได้รับเพิ่มขึ้น 3-5 เท่าเพื่อใช้ในการเจริญเติบโตของทารก และช่วยในการดูดซึมธาตุเหล็ก ช่วยลดการเกิดโลหิตจาง และภาวะพิการในเด็กแรกเกิด พบในผักใบเขียว  เครื่องในสัตว์ นอกจากการให้กรด และควรได้รับไอโอดีน  แมกนีเชีย โปตัสเซียม

   นอกจากเราควรจะเลือกทานอาหารที่มีวิตามินและแร่ธาตุเหล่านี้แล้ว เราควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอด้วย เพื่อสุขภาพที่ดี และควรเลือกผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่น่าเชื่อถือ และได้ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนซื้อมารับประทานทุกครั้ง

ติดตามบทความ good health ในทุกสัปดาห์ได้ที่ howto-healthy.com

Categories
good food

6 อาหารที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกาย

การทานอาหารที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกาย ที่นำมาฝากกันในบทนี้ เพื่อเป็นตัวช่วยในการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และยังสามารถช่วยในการเสริมภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายของเราได้ด้วย จะได้ช่วยทำให้ร่างกายของเรามีภูมิคุ้มกันที่ดีขึ้น สุขภาพแข็งแรงมากขึ้น เชื้อโรคต่างๆที่ในปัจจุบันนี้มีอยู่มากมายรายรอบตัวเราอยู่ทุกสถานที่ ตลอดเวลาเราไม่สามารถทราบได้ว่าเมื่อไรเราจะได้รับเชื้อโรคอะไรกันบ้าง ดังนั้นการทานอาหารที่สามารถช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย จึงมีความจำเป็นมากในยุคปัจจุบันนี้ ใครที่อยากจะทราบกันแล้วว่ามีอาหารอะไรบ้าง เรามาติดตามกันเลยดีกว่า

6 อาหารเสริมเพิ่มภูมิคุ้มกัน

  1. ไขมัน

ไขมัน นั้นช่วยให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย และเป็นสารตั้งต้นในการสร้างฮอร์โมนเพศ และฮอร์โมนต้านความเครียด การบริโภคไขมันชนิดที่ดี ย่อมจะช่วยส่งผลให้ภูมิต้านทานของร่างกายแข็งแรงมากขึ้นได้ ซึ่งไขมันที่มีประโยชน์ พบมากในอาหารจำพวก ปลา อะโวคาโด รำข้าว และธัญพืชต่างๆ

  • วิตามินเอ

วิตามินเอ ช่วยในการสร้างเซลล์เม็ดเลือดขาว และช่วยเพิ่มความแข็งแรงของเม็ดเลือดขาว เราสามารถรับวิตามินเอได้จากอาหารจำพวก ตับปลา แครอท ผักโขม ฟักข้าว มะเขือเทศ เสาวรส บรอคโคลี่ เป็นต้น

  • วิตามินดี

วิตามินดีช่วยในการสร้างสารแคทเธลิซิดิน(Cathelicidin) จากเซลล์ระบบภูมิคุ้มกัน ช่วยทำให้เม็ดเลือดขาวขยันทำงานมากขึ้น เพื่อออกมาต่อสู้โรคได้มากขึ้นด้วยนั่นเอง เราสามารถรับวิตามินดีจากแสงแดด (อ่อนๆในตอนเช้าและเย็นๆ) อาหารจำพวก เห็ดต่างๆ ปลาต่างๆ (โดยเฉพาะปลาแซลม่อน) นม ชีส น้ำส้ม โยเกิร์ต

  • วิตามินซี

วิตามินซี ที่มีอยู่ในอาหารจำพวก ผักและผลไม้รสเปรี้ยว ช่วยในการเสริมสร้างภูมิต้านทานให้แก่ร่างกายได้โดยตรง

  • โปรไบโอติกส์ (Probiotics)

โปรไบโอติกส์ หรือจุลินทรีย์ชนิดที่ดี เช่น ตระกูลของพวก Lactobacillus และ Bifidobacterium ที่มีอยู่ในผลิตภัณฑ์นมเปรี้ยวหรือโยเกิร์ต จะช่วยกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดขาวที่เยื่อบุผนังลำไส้เล็กส่วนปลายให้ตอบสนองต่อภูมิคุ้มกันและการอักเสบได้ดีมากขึ้น

  • เห็ดชนิดต่างๆ

เห็ดมีสารอาหารที่สำคัญมากมาย อาทิ โพลิแซคาไรด์ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการทำงานของเม็ดเลือดขาวได้ดี หรือว่า สารเบต้ากลูแคน จะมีคุณสมบัติในการช่วยต้านมะเร็งและช่วยในการรักษาแผลติดเชื้อได้ด้วย

นี่ก็คือ 6 อาหารที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกาย ที่นำมาฝากกัน ลองนำไปเป็นตัวเลือกในการทานอาหารเพื่อช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกายของเรา เพื่อช่วยเสริมสร้างเกราะปกป้องร่างกายของเราจากเชื้อโรคต่างๆที่มีอยู่อย่างมากมายในสภาพแวดล้อมปัจจุบันนี้ แล้วในบทหน้าเรามาพบกันใหม่กับเคล็ดลับเรื่องสุขภาพที่จะไปสรรหามาฝากกันอีกได้ในทุกสัปดาห์ จะเป็นเคล็ดลับสุขภาพเรื่องอะไรกันบ้าง ต้องมาติดตามกันต่อ

ติดตามบทความ good food ในทุกสัปดาห์ได้ที่ howto-healthy.com

Categories
good food

7 เมนูอาหารช่วยป้องกันโรคหัวใจ

โรคหัวใจ ใครๆก็คงไม่อยากจะเป็นอย่างแน่นอนที่สุด การที่เราสามารถใช้การเลือกทานอาหรที่มีประโยชน์ในการช่วยบำรุงหัวใจของเราให้แข็งแรง และมีสุขภาพที่ดีมากขึ้นได้ จะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการที่เราเป็นโรคหัวใจไปแล้ว ค่อยมาดูแลเรื่องการทานอาหารของเราทีหลังอย่างแน่นอน ในบทนี้จึงขอนำ 7 เมนูอาหารที่ช่วยในการป้องกันโรคหัวใจได้มาฝากทุกคนกัน ใครอยากทราบกันแล้ว เรามาติดตามกันเลย

  1. อัลมอนด์ ช่วยในการลดระดับคอเลสเตอรอล

ในอัลมอนด์มีส่วนประกอบสำคัญอย่างกรดไขมันอยู่ ที่มีความจำเป็นต่อร่างกาย ทั้งกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวและเชิงซ้อน ซึ่งจะช่วยเพิ่มระดับ HDL หรือไขมันดี และลดระดับ LDL ไขมันเลวในร่างกายของเราลง  ทั้งยังช่วยในการลดระดับคอเลสเตอรอล และจำเป็นต่อกระบวนการทำงานของร่างกายด้วย

  • ไฟเบอร์ ช่วยในการลดปริมาณคอเลสเตอรอลในเลือด

ไฟเบอร์ที่ได้จากธัญพืชที่ไม่ขัดสี อย่างเช่น ข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต ข้าวสาลี ธัญพืชชนิดต่างๆ จะช่วยลดปริมาณคอเลสเตอรอลในเลือด ช่วยทำให้หัวใจของเราแข็งแรงขึ้นได้ ทั้งยังช่วยป้องกันความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดในอนาคตได้ด้วย

  • เบอร์รี่ ช่วยในการป้องกันหลอดเลือดอุดตัน

ผลไม้จำพวกเบอร์รี่ที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ทั้ง วิตามินซี กรดโฟลิก โพแทสเซียม ใยอาหาร และแอนโทไซยานิน ที่มีส่วนช่วยป้องกันความเครียด ลดการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่นระหว่างอนุมูลอิสระกับไขมัน (LDL) ช่วยป้องกันการสะสมของไขมันบริเวณผนังหลอดเลือด ที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน ทั้งยังช่วยลดการอักเสบของผนังหลอดเลือด และยับยั้งการแข็งตัวของเลือดได้

  • ผักใบเขียว ช่วยในการปกป้องหลอดเลือดแดง

การที่เราทานผักใบเขียว จะทำให้ร่างกายของเราได้รับปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระ ที่จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ในผักใบเขียวนั้น อุดมไปด้วยวิตามิน แร่ธาตุ และสารต้านอนุมูลอิสระ รวมทั้งมี วิตามินเค ที่มีส่วนช่วยในการปกป้องหลอดเลือดแดงได้นั่นเอง

  • อะโวคาโด ช่วยในการเพิ่มโพแทสเซียม

การที่เราทาน อะโวคาโด ผลไม้ที่อุดมไปด้วยโพแทสเซียม ที่เป็นสารอาหารจำเป็นต่อสุขภาพของหัวใจของเรา ในอะโวคาโด 1 ลูก จะมีโพแทสเซียมอยู่สูงถึง 975 มิลลิกรัม หรือประมาณ 28% ของปริมาณโพแทสเซียมที่ร่างกายต้องการในหนึ่งวัน หากว่าเราได้รับโพแทสเซียมในปริมาณที่เพียงพอ ก็จะสามารถช่วยลดความดันโลหิตที่เป็นสาเหตุสำคัญของโรคหัวใจได้

  • น้ำมันจากถั่วเปลือกแข็ง ช่วยลดความเสี่ยงความดันโลหิตสูง

น้ำมันจากถั่วเปลือกแข็งและเมล็ดพืชที่มีกรดแอลฟา-ลิโนเลนิกสูง อย่างเช่น น้ำมันคาโนลา วอลนัต น้ำมันถั่วเหลือง ช่วยลดความเสี่ยงความดันโลหิตสูงได้ แต่เราไม่ควรกินมากจนเกินไป เพราะว่าน้ำมันประเภทนี้จะให้พลังงานที่สูง จะทำให้เราน้ำหนักเพิ่มขึ้นได้ง่าย หรือว่าอ้วนนั่นเอง

  • ปลาทะเล ช่วยลดการอักเสบหลอดเลือดแดง

เราควรทานปลาทะเล อย่างเช่น ปลาแซลมอน ปลาทู ปลาซาร์ดีน อย่างน้อย 2 ครั้ง/สัปดาห์ เพราะเป็นปลาที่มีไขมันโอเมก้า 3 ช่วยลดการอักเสบของหลอดเลือดแดง ที่เป็นอาการเริ่มต้นสู่การเป็นโรคหัวใจได้

นี่ก็คือ 7 เมนูอาหารที่ช่วยป้องกันโรคหัวใจที่นำมาฝากกัน ลองนำไปเป็นแนวทางในการเลือกทานอาหารเพื่อป้องกันโรคหัวใจกัน แล้วในบทหน้าเรามาพบกันใหม่กับเรื่องสุขภาพที่จะนำมาฝากกันต่อในทุกสัปดาห์ จะเป็นเรื่องอะไรบ้าง ต้องติดตามกันต่อ

ติดตามบทความ good food ในทุกสัปดาห์ได้ที่ howto-healthy.com

Categories
good health

มะเร็ง โรคร้ายของผู้หญิง ที่ป้องกันได้

มะเร็ง โรคร้ายของผู้หญิง ที่ป้องกันได้

    มะเร็งปากมดลูก เป็นภัยร้ายใกล้ตัวของผู้หญิงอย่างเราๆ ที่ไม่มีใครอยากเป็น เพราะถ้าเป็นแล้ว อาจสายเกินแก้ เพราะมักมีสัญญาณเตือน เช่น ตกขาวมีเลือดปน เบื่ออาหาร เพลีย เลือดออกทางช่องคลอด  เราจึงควรรู้วิธีป้องกันโรคร้ายด้วย วิธีเหล่านี้

1.อาหารการกิน คนที่ร่างกายแข็งแรง ก็ต้องกินอาหารให้ ครบ5หมู่ และทานอาหารให้หลากหลาย ร่างกายก็จะได้รับสารอาหารที่เพียงพอ พอร่างกายแข็งแรงภูมิคุ้มกันโรคของเราจะดี

Cr.pic; https://www.nationtv.tv/

2. การออกกำลังกาย นอกจากจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรง และเป็นการเบิร์นไขมันส่วนเกินแล้ว ยังไม่น่าเชื่อว่าจะช่วยป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้ เพราะการที่ร่างกายแข็งแรง ทำให้ภูมิคุ้มกันดี ทำให้ไม่เสี่ยงติดโรคทางเพศสัมพันธ์และลดความเสี่ยงติดเชื้อทางโรคติดต่อ และเราแนะนำว่า ให้ออกกำลังกายวันละ 30-45 นาทีต่อวัน หรือสัปดาห์ละอย่างน้อย 3-5 วัน

3. การพักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ อย่างน้อย 7-8 ชั่วโมง และควรเข้านอน ตั้งแต่ 4 ทุ่มเป็นต้นไป เพราะกว่าเราจะนอนหลับลึก ก็ใช้เวลาเป็นชั่วโมง เพื่อให้โกรกฮอร์โมนหลั่งออกมามากในช่วงตี 1 -ตี2 และทำให้ร่างกายได้ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ

4. สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันในยุคนี้ คือ การจัดการความเครียด เพราะทุกคนล้วนแต่มีความเครียดส่วนตัว แต่ขึ้นอยู่กับแต่ละคนว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเครียด ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนความเครียดที่เรียกว่า คอร์ติซอล ความเครียดจะไปกดภูมิคุ้มกัน ทำให้ร่างกายของเราเจ็บป่วยง่าย สังเกตได้จากคนที่เป็นโรคกระเพาะ และคนที่ท้องผูก แสดงว่าเป็นสัญญาณเตือนว่าเรานั้นเครียดโดยไม่รู้ตัว

Cr.pic; https://www.bangkokhospital.com/

5. ควันบุหรี่ ไม่ว่าจะเป็นการสูดดมควันที่สูบบุหรี่เองหรือบุหรี่มือสอง มือสาม บุหรี่มือสอง คือ มาจากการสูดดมควันบุหรี่ที่คนอื่นสูบ ทำให้คนที่ได้รับควันบุหรี่ได้รับสารพิษเต็มๆ เพราะขณะที่เราสูดดมไม่มีตัวกรองสารพิษ ส่วนบุหรี่มือสาม คือ ควันบุหรี่ที่ติดมากับเสื้อผ้า สิ่งของผู้สูบ ควันบุหรี่ทำให้เรามีภูมิคุ้มกันต่ำ และยังมีงานวิจัยพบว่า ควันบุหรี่ทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูกมากกว่าคนที่ไม่สูบบุหรี่ถึง 2 เท่า

6. ฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก แบ่งเป็น วัคซีนตัวหนึ่งสามารถป้องกันเชื้อ HPV สายพันธุ์ 16 และ 18  ส่วนวัคซีน อีกชนิดสามารถป้องกันการติดเชื้อ HPV ได้ถึง 4 สายพันธุ์ นั่นคือ สองสายพันธุ์ที่ทำให้เกิดหูดหงอนไก่ แนะนำให้ฉีดช่วงอายุ10-14ปี จะมีปะสิทธิภาพสูงสุด เพราะเป็นการป้องกันการติดเชื้อHPV ก่อนเริ่มมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก วัคซีนนี้จะฉีดทั้งหมด 3 เข็ม ได้แก่ เข็มแรก ฉีดที่กล้ามเนื้อ เข็มที่สอง ฉีดห่างจากเข็มแรก 2 เดือน เข็มที่สามฉีดห่างจากเข็มแรก 6 เดือน แต่หากสาวๆคนไหนที่อายุเกินแล้ว แต่ยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ ก็มีประสิทธิภาพเช่นกัน หลังจากฉีดวัคซีนแล้ว ควรตรวจคัดกรองทุกปี

Cr.pic; https://ch9airport.com/

7. ผู้หญิงที่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์ หรือมีอายุถึง 30 ปีขึ้นไป ควรตรวจคัดกรอง มะเร็งปากมดลูกทุกปี อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง  แต่ถ้าอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป ควรมาตรวจคัดกรอง ปีละ 2 ครั้ง สำหรับวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก ราคา เริ่มต้นที่3000 บาท สามารถป้องกันได้ถึง 4 สายพันธุ์ ฉีดได้ที่โรงพยาบาลยันฮี

8. หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง เช่น มีคู่นอนหลายคน การมีเพศสัมพันธ์ตอนอายุยังน้อย งดการสูบบุหรี่ เพราะเป็นพฤติกรรมเสี่ยงเหล่านี้ อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดเชื้อก่อโรคจนกลายเป็นโรคร้ายได้

    เราจึงควรดูแลสุขภาพให้ดีอยู่เสมอ และควรตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี หากคุณผู้หญิงอายุมากกว่า 30 ปี ควรตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกอย่างน้อย ปีละ 1 ครั้ง เพราะมะเร็งปากมดลูก สามารถรักษาให้หายขาดได้ รวมถึงปัจจุบันมีวัคซีน 2 ชนิดที่สามารถป้องกันโรคนี้ได้

ติดตามบทความ good health ในทุกสัปดาห์ได้ที่ howto-healthy.com

Categories
good health

7 อาหารช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์

7 อาหารช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์

การทานอาหารของเราในทุกมื้อ และ ทุกๆวันนั้นสามารถจะมีส่วนช่วยในการป้องกันการเป็นอัลไซเมอร์ก่อนวัยอันควรได้ เราจะต้องทานอาหารประเภทไหนบ้าง มีกี่ประเภท ต้องทานให้เหมาะสมอย่างไร ในบทนี้จึงขอนำ 7 อาหารที่ช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์มาฝากกัน ใครที่อยากจะทราบกันแล้ว เรามาติดตามกันเลย

  1. องุ่น ไวน์แดง และดาร์กช็อกโกแลต

สารสกัด Resveratrol เป็นสารโพลีฟีนอลชนิดหนึ่ง ที่พบในองุ่น, ไวน์แดง และดาร์กช็อกโกแลต มีสรรพคุณช่วยลดความเสี่ยงของโรคต่าง ๆ ที่มีส่วนสัมพันธ์กับอายุของเรา  เช่น ปัญหาที่เกี่ยวกับระบบประสาท ชะลออาการของโรคอัลไซเมอร์ และภาวะสมองเสื่อม รวมทั้งโรคมะเร็ง และเบาหวาน

  • ถั่วลิสง และเนยถั่ว

ถือเป็นแหล่งไขมันดีอุดมไปด้วยวิตามินอี ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพหัวใจ และการทำงานของสมอง รวมไปถึง ถั่วอัลมอนด์ และฮาเซลนัท  ที่มี ดร.Maria C.Carrillo ผู้อำนวยการอาวุโสทางด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์แห่งสมาคมอัลไซเมอร์ ยืนยันว่า มีงานวิจัยที่ค้นพบว่าอาหารที่มีไขมันดีสูง มีไขมันอิ่มตัวต่ำ และไขมันทรานส์ต่ำ หรือกลุ่มอาหารที่อุดมไปด้วยธัญพืช ผักใบเขียว และถั่วนั้น มีประโยชน์ต่อสุขภาพหัวใจ และสมอง

  • ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่

จากผลของการวิจัยล่าสุด ที่เปิดเผยหลังการประชุมของ The American Chemical Society ที่กรุงบอสตัน ระบุว่าผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ เช่น บลูเบอร์รี่, สตรอว์เบอร์รี่,  และอาซาอิเบอร์รี่ (Acai Berries) มีคุณสมบัติในการช่วยหยุดภาวะเสื่อมถอยของความจำ ซึ่งเป็นผลมาจากอายุของเราที่เพิ่มขึ้นได้

  • อะโวคาโด ผลไม้เนื้อครีม

อุดมชุ่มฉ่ำไปด้วยไขมันดี วิตามินอีสูง และมีสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งพบว่ามีส่วนสัมพันธ์ในการลดความเสี่ยงที่จะนำไปสู่โรคอัลไซเมอร์ได้ การที่เราทานอะโวคาโดเป็นประจำ ยังช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ เพิ่มปริมาณไขมันดี (HDL) และลดไขมันไม่ดี (LDL) หรือคอเลสเตอรอลในร่างกายลง เมื่อไหร่ก็ตามที่ไขมันทั้งสองอยู่ในระดับสมดุล ก็จะทำให้ระบบการทำงานของหลอดเลือด และหัวใจทำงานได้ดีขึ้นด้วย

  • พืชผักใบเขียว

ผักแคล (Kale), คะน้า, ผักโขม และบล็อกโคลี่ ถือเป็นแหล่งอาหารที่มีวิตามินอีและโฟเลทสูง โดยผักโขมดิบ 1 ถ้วย ให้วิตามินอี 15% และผักโขมต้มสุก  ½  ถ้วย ให้วิตามินอีสูงถึง 25% ในขณะที่กรดโฟลิก มีการศึกษาที่ผ่านมา ค้นพบว่ามีส่วนช่วยเผาผลาญกรดโฮโมซีสเตอีน (Homocysteine) ซึ่งหากร่างกายมีระดับโฮโมซีสเตอีนในเลือดสูง อาจส่งผลให้เซลล์ประสาทในสมองตาย รวมทั้งยังเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ได้ด้วย

  • การทานปลาได้ไขมันดี

ทั้ง ปลาแซลมอน, ปลาแมคคาเรล, ทูน่า และปลาชนิดอื่น ๆ ที่ให้กรดไขมันโอเมก้า 3 และมีกรดไขมัน DHA (Docosahexaenoic Acid) เป็นกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัว จะมีส่วนช่วยในการพัฒนาสมอง โดยเฉพาะส่วนของความจำ และการเรียนรู้ ในกรดไขมัน DHA พบว่าเป็นไขมันที่เป็นส่วนประกอบของเซลล์สมองถึง  65%  และร่างกายไม่สามารถสร้างเองได้ ต้องได้รับจากการทานปลา

  • น้ำสลัดที่มีส่วนประกอบของน้ำมันจากพืช

Martha Clare Morris ผู้อำนวยการฝ่ายโภชนาการ และระบาดวิทยา แห่งมหาวิทยาลัย Rush ในชิคาโก ระบุเอาไว้ว่าการทานอาหารที่อุดมด้วยวิตามินอีสูง  เช่น น้ำสลัดที่มีส่วนประกอบพื้นฐานของน้ำมันผักอย่างน้ำมันมะกอก เมล็ดพืช ถั่ว และธัญพืช จะประกอบไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ที่จะช่วยในการปกป้องเซลล์ประสาทได้ดี

นี่คือ 7 อาหารที่ช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์ที่นำมาฝากกัน ลองนำไปเป็นหลักในการเลือกทานอาหารเพื่อช่วยป้องกันอัลไซเมอร์กันดู แล้วในบทหน้าเรามาพบกันใหม่กับเรื่องสุขภาพที่จะนำมาฝากกันต่อได้ในทุกสัปดาห์ จะเป็นเรื่องอะไรบ้างนั้น ต้องรอติดตามกันต่อ

ติดตามบทความ good food ในทุกสัปดาห์ได้ที่ howto-healthy.com