Categories
good health

4 วิธีป้องกันโควิด-19 ช่วงฤดูฝน

    

     โควิด-19  เป็นเชื้อไวรัสที่สามารถติดต่อได้ทางทางเดินหายใจ อาจมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ หรือหากมีอาการรุนแรงกว่านั้น อาจถึงขั้นเสียชีวิตได้เลย เชื้อไวรัสกลายพันธุ์อย่างรวดเร็ว และแพร่กระจายไปทั่วโลก  เพราะฉะนั้นการฉีดวัคซีนเป็นหนทางเดียวที่จะป้องกันอาการจากการติดโควิด-19 ไม่ให้รุนแรง และต้องดูแลลูกหลานที่มีอายุต่ำกว่า 12 ปีให้ปลอดภัยจากโควิด-19 เพราะยังไม่มีวัคซีนป้องกันโควิด-19 สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี

โควิด-19สามารถติดต่อได้ทางไหนบ้าง

                               Cr.pic: https://ddc.moph.go.th/viralpneumonia/info.php#

1.โควิด-19 สามารถตติดต่อได้ผ่านทางเดินหายใจโดยนำเชื้อไวรัสเข้าไปจากผู้ที่มีเชื้อโควิด-19 ผ่านการไอ จาม สารคัดหลั่ง เช่น น้ำมูก น้ำลาย ซึ่งสามารถแพร่กระจายในอากาศได้ไกลถึง2เมตรและเชื้อไวรัสยังคงอยู่ในอากาศได้นาน 5 นาที ควรเว้นระยะห่าง 2 เมตร และสวมหน้ากากผ้าทับหน้ากากอนามัยอีก1ชั้นค่ะ

                               Cr.pic: https://ddc.moph.go.th/viralpneumonia/info.php#

2.โควิด-19 สามารติดต่อได้ผ่านการสัมผัสสิ่งของ อุปกรณ์ เสื้อผ้าที่เราสวมใส่ คุณอาจไม่รู้ว่าเจ้าเชื้อโควิด-19นี้ มันสามารถมีชีวิตอยู่ในลูกบิดประตู โต๊ะ กระดาษทิชชู่ เสื้อผ้าที่ โทรศัพท์ เชื้อไวรัสโควิด-19 ยังแพร่ลงน้ำได้ ส่วนธนบัตรเชื้อคงอยู่นาน 5 วัน เพราะฉะนั้นเราไม่ควรใช้เงินสด ควรใช้การโอนเงินผ่านพร้อมเพย์จะดีที่สุดค่ะ แต่ถ้าอากาศมีอุณหภูมิต่ำกว่า 4 องศา อย่างตู้เย็นอาจอยู่ได้นานถึง 1 เดือนเชียวค่ะ จึงไม่ควรอยู่ในสถานที่ที่แออัดและเป็นระบบปิด เป็นห้องแอร์ที่มีอากาศไม่ถ่ายเทค่ะ ซึ่งหลังสัมผัสสิ่งของที่เป็นของสาธารณะ ก่อนรับประทาน หลังรับประทานอาหาร  ควรล้างมือให้ถูกวิธี 7 ขั้นตอนด้วยน้ำสะอาดและสบู่ หรือด้วยเจลแอลกอฮอล์เพื่อฆ่าเชื้อ และไม่ควรใช้มือสัมผัสใบหน้า ไม่ควรขยี้ตา/แคะจมูก ไม่ควรใช้รถสาธารณะ

                               Cr.pic: https://ddc.moph.go.th/viralpneumonia/info.php#

3.สังเกตอาการ จากการสำรวจผู้ป่วยที่ติดควิด-19 ภายใน 14 วัน พบว่ามีอาการ ดังนี้ มีไข้สูงกว่า 37.5 องศาเซลเซียส มีน้ำมูก ไอจามแห้งๆ อ่อนเพลีย เสมหะ หายใจไม่ออก เจ็บคอเพราะเชื้ออาจลงคอไปแล้ว ปวดศรีษะ ครั่นเนื้อครั่นตัว หนาวสั่น อาเจียน หากมีอาการเหล่านี้ให้รีบแจ้ง 1669เพื่อรับตัวส่งรพ. กลุ่มเสี่ยงที่ต้องเผ้าระวัง คือ ผู้สูงอายุ 70 ปีขึ้นไป ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี

                               Cr.pic: https://ddc.moph.go.th/viralpneumonia/info.php#

4.ฤดุฝน อาจทำให้เกิดโรคที่มีอาการใกล้เคียงกับโควิด-19 อาจทำให้เกิดไข้หวัดใหญ่ ป้องกันได้ด้วยการฉีดววัคซีนฟรี ปีละ 1 ครั้ง และไข้เลือดออก ป้องกันด้วยการเก็บบ้าน เก็บขยะ กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายในน้ำขังที่อยู่ภายในบ้าน จึงต้องหมั่นสังเกตอาการ และไม่ตื่นตระหนก

Categories
good health

5 วิธีแก้ปัญหาท้องผูก

cr.pic: https://www.lovefitt.com/

     การดูแลการขับถ่ายให้เป็นปกติ เป็นนอีกหนึ่งนิสัยที่เราต้องฝึกขับถ่ายให้เป็นเวลา โดยปกติลำไส้ใหญ่ของเราจะทำงานในช่วงเวลา 5.00-7.00น. ของทุกวัน เพราะฉะนั้นเราควรขับถ่ายเวลานี้มากที่สุด การขับถ่ายยังส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกัน และสุขภาพของเราดีขึ้นอีก การที่เราจะลดอาการท้องผูก เราก็ต้องปรับพฤติกรรมการกินอาหาร ดื่มน้ำ การออกำลังกาย ลดพฤติกรรมที่เป็นปัจจัยเสี่ยงให้เกิดโรคริดสีดวงอีกด้วย

วันนี้เรานำเคล็ดลับในการแก้ปัญหาท้องผูก มา 5 วิธีด้วยกัน จะมีอะไรบ้าง เราไปดูกันเลยค่ะ

cr.pic: https://www.lovefitt.com/

ขับถ่ายดี สำคัญอย่างไร

อาการท้องผูก ทำให้เราไม่สบายตัว เช่น ท้องอืดแน่นท้อง สิวขึ้น ส่งผลต่อสภาพจิตใจอีก แถมถ้าท้องผูกเรื้อรังยังส่งผลต่อสุขภาพโดยรวมของร่างกาย ระบบภูมิคุ้มกันอาจเกิดปัญหาได้

cr.pic: https://www.lovefitt.com

ท้องผูก เพราะสาเหตุอะไร

  คนที่มีอาการท้องผูก มักเกิดจากการพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่ไม่ถูกต้อง เช่น รับประทานอาหารที่มีเส้นใยอาหารน้อยทำให้ลำอุจจาระเล็กจะส่งผลให้ลำไส้เคลื่อนตัวช้ากว่าปกติ ดื่มน้ำน้อยทำให้อุจาระแข็งตัว กินอาหารน้อยเกินไป ทำให้อุจาระลำเล็กจนลำไส้บีบตัวช้าลงและชอบกลั้นการขับถ่าย หรือใช้ยาถ่ายเป็นประจำ ภาวะเครียดทำให้ลดความอยากอาหารลง นอนไม่หลับ ก็จะส่งผลต่อการขับถ่ายเช่นกัน การตั้งครรภ์ การรับประทานยาบางชนิดที่ลดการบีบตัวของลำไส้ เช่น ยาคลายเครียด ยาลดความดันโลหิต ยาลดกรดในกระเพาะ  

cr.pic: https://www.lovefitt.com

ป้องกันอาการท้องผูกด้วยวิธีไหนดี

     ลองสำรวจตัวเองดูว่า มีพฤติกรรมที่เป็นปัจจัยเสี่ยงทำให้ท้องผูกไหม แล้วปรับพฤติกรรมที่ทำให้ด้วยการกินอาหารที่มีใยอาหารสูง ควรทานผัก ผลไม้ ธัญพืชที่มีไฟเบอร์สูง เช่น ถั่วแดง ควรเคี้ยวอาหารให้ละเอียดเพื่อทำให้ระบบย่อยอาหารไม่ต้องทำงานหนัก จิบน้ำทีละน้อยๆ ดื่มน้ำอย่างน้อย 8 แก้วต่อวัน ออกกำลังกายเป็นประจำอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง เพื่อให้ร่างกายได้เคลื่อนไหว จะส่งผลให้ลำไส้

เคลื่อนไหวด้วยเช่นกัน การรับประทานอาหารที่มีส่วนช่วยให้ลำไส้ทำงานได้ดีขึ้น เช่น ยาคูลย์หรือนมเปรี้ยว นอกจากนี้ยังมีสมุนไพรที่ช่วยเรื่องการขับถ่าย เช่น เพชรสังฆาต เหมาะสำหรับคนที่มีอาการท้องผูก รวมถึงคนที่เป็ดริดสีดวงทวารเพราะช่วยกระตุ้นการขับถ่าย กระชายขาวช่วยขับลม ลดอาการท้องอืด ส้มแขก เป็นยาระบาย ช่วยเผาผลาญไขมัน ทำให้ลดความอ้วนได้อีกด้วยและมะขามแขกช่วยป้องกัน และรักษาอาการท้องผูก

ออกฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆ ควรงดกินอาหารหมักดอง เช่น ส้มตำ ลดปริมาณหรืองดเครื่องดื่มที่เป็นชากาแฟ เพราะคาร์เฟอีนมีฤทธิ์ทำให้ขับปัสสาวะ ทำให้ร่างกายเกิดภาวะขาดน้ำมากขึ้น ไม่ควรซื้อยาระบายมากินเองหรือควรใช้ยาระบายที่ทำมาจากสมุนไพร เช่น มะขามแขก แต่ไม่ควรรับประทานบ่อย เพราะอาจทำให้ระบบการขับถ่ายไม่สามารถขับเคลื่อนอุจจาระออกมาได้เองได้  ระบบขับถ่ายจะเกิดความเคยชิน

     การขับถ่ายดี ขึ้นอยู่กับการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตทั้งการรับประทานอาหารและดื่มน้ำ การฝึกการขับถ่าย พักผ่อนให้เพียงพอ และไม่เครียด ควรปรับพฤติกรรมตามที่เราแนะนำไป หากใครที่อยากกินอาหารเสริมควรตรวจดูส่วนผสมว่าได้มาตรฐาน แบรนด์น่าเชื่อถือไหม และปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร

ติดตามบทความ good health ในทุกสัปดาห์ได้ที่ howto-healthy.com

Categories
good health

4 วิธีแก้ไขสุขภาพจิต เคล็ดลับแบบง่ายเริ่มต้นได้ที่บ้าน 

ในช่วงนี้ทุก ๆ คนน่าจะสูญเสียพลังทางด้านความรู้สึกในแง่บวกกันอย่างแน่นอน เพราะส่วนใหญ่นั้นมีแต่คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยปัญหาสุขภาพ โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับเชื้อไวรัส covid 19 แต่คุณเชื่อไหมว่ายังมีอีกโลกหนึ่งที่คนไทยกำลังพบเจอกันเป็นจำนวนมาก คือ สุขภาพจิต และความเครียด ไม่สามารถปฏิเสธได้เลยว่าสิ่งเหล่านี้สะสมอยู่ในความรู้สึกของทุกคนอย่างแน่นอน โดยเฉพาะคนที่อาศัยอยู่ที่บ้าน และไม่สามารถออกไปไหนได้ เราจึงอยากจะแนะนำให้คุณรู้จักกับวิธีการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ด้วยตัวคุณเองแบบง่าย ๆ เริ่มต้นได้ที่บ้าน

1. การคลายความเครียดด้วยการออกกำลังกาย 

วิธีนี้ได้ผลดีมากสำหรับคนที่รู้สึกว่าตัวเองนั้นหดหู่เศร้าหมอง และไม่ค่อยอยากจะทำอะไรในปัจจุบัน อยากแนะนำให้คุณนั้นพยายามออกกำลังกายด้วยการเต้นแอโรบิค ภายในบ้านหรือหาอุปกรณ์แบบง่าย ๆ ไม่ว่าจะเป็นผ้าขนหนู ขวดน้ำหรือว่าจะเป็นหนังสือเล่มใหญ่ ๆ ก็สามารถนำมาใช้เป็นอุปกรณ์ออกกำลังกายได้เช่นเดียวกัน ซึ่งจะทำให้คุณรู้สึกผ่อนคลายเป็นอย่างมาก ลดความเครียดได้ และยังทำให้คุณนั้นมีสุขภาพดีได้ง่าย ๆ โดยที่คุณไม่จำเป็นจะต้องออกไปออกกำลังกายภายนอก 

2. เปลี่ยนแปลงบรรยากาศของห้องและบ้านของคุณให้น่าอยู่มากยิ่งขึ้น 

สำหรับช่วงเวลาที่คุณรู้สึกเครียดหรือเบื่อที่คุณจะต้องใช้ชีวิตอยู่บ้าน ขอแนะนำให้คุณจัดแจงพื้นที่บ้านใหม่ ไม่ว่าจะเป็นมุมห้องที่ตกแต่งแล้วดูดีมีสไตล์ หรือจะเป็นการเคลื่อนที่ของเฟอร์นิเจอร์ภายในบ้านที่ทำให้คุณรู้สึกได้ว่าบ้านของคุณนั้นมีการเปลี่ยนแปลง และองค์ประกอบให้เหมือนเดิมจะทำให้คุณผ่อนคลายได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ชาวต่างชาตินิยมใช้เป็นอย่างมาก เพื่อที่จะเปลี่ยนแปลงสภาพบรรยากาศรอบตัวสามารถช่วยลดอาการซึมเศร้า และวิธีนี้ก็สามารถช่วยทำให้คุณนั้นผ่อนคลายได้เช่นเดียวกัน 

3. พยายามเปิดเมนูอาหารทำเอง 

การทำอาหารก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ได้ผลดีสำหรับการผ่อนคลายสุขภาพจิตใจของตัวเอง โดยเฉพาะผู้ที่มีความเครียดสะสมเมื่อเวลาเราอยู่บ้านเป็นเวลานาน ๆ แล้วไม่ได้ออกไปไหนเลย คุณก็สามารถใช้วิธีนี้ได้จะทำให้คุณรู้สึกผ่อนคลายมากยิ่งขึ้น และเปลี่ยนอาหารจานเด่นของคุณให้กลายเป็นรสชาติที่แปลกใหม่ จะมีประโยชน์มากกับคนขี้เบื่อ นอกจากนี้ยังสามารถช่วยเพิ่มสีสันในชีวิตประจำวันคุณได้รับรองได้งานนี้คุณคงจะไม่บ่นกับเรื่องอาหารที่ซ้ำซากจำเจอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นขอแนะนำให้คุณหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตเพิ่มเติมนะเมนูเพียบเลย 

4. หาทางพูดคุย และทางระบายความรู้สึก 

นี่อาจจะเป็นวิธีการสุดท้ายที่อยากจะแนะนำ แต่เป็นสิ่งที่จำเป็นจริง ๆ สำหรับคนที่มีสุขภาพจิตย่ำแย่ และต้องการระบายความเครียดออกมา การที่เราได้เล่าให้ใครสักคนหนึ่งฟังในสิ่งที่เรารู้สึกไม่ดีอยู่ในปัจจุบัน เป็นวิธีการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ แต่ก็ได้ผลดีมากที่สุดที่สามารถช่วยลดความเครียดได้อย่างทันท่วงที ขอแนะนำให้คุณพูดคุยกับเพื่อนสนิทหรือถ้าหากไม่มีก็สามารถติดต่อทางด้านทีมแพทย์โดยตรงได้ที่กรมสุขภาพจิตก็จะสามารถช่วยทำให้คุณรู้สึกผ่อนคลายได้มากเช่นเดียวกัน 

สรุป 

การดูแลสุขภาพจิตของตัวเองหรือคนที่คุณรักอยู่ในครอบครัวในช่วงเวลาที่โรคระบาด covid-19 กำลังคุกคามเข้ามาในชีวิตของคนไทย อยากแนะนำให้คุณนั้นดูแล และใส่ใจสุขภาพ แน่นอนไม่ว่าจะเป็นสุขภาพร่างกายแต่คุณก็ไม่ควรละเลยการดูแลสุขภาพจิตเช่นเดียวกัน หวังว่าข้อมูลเหล่านี้จะทำให้ทุกคนรู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาบ้าง กับโรคระบาดครั้งนี้ขอให้ทุกคนโชคดี 

ขอขอบคุณภาพประกอบโดย https://pixabay.com/

ติดตามบทความ good health ในทุกสัปดาห์ได้ที่ howto-healthy.com

Categories
good health

4 วิธีการหลีกเลี่ยงปัญหาสุขภาพ จากการใช้ห้องน้ำรวม

             ห้องน้ำรวมหรือห้องน้ำสาธารณะ คือสถานที่ที่มีคนใช้ขับถ่ายของเสียทั้งหนัก-เบาร่วมกัน และในห้องน้ำสาธารณะที่ขาดการดูแลอย่างเหมาะสม อาจจะเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรคได้เป็นอย่างดี ซึ่งก็ทำให้หลาย ๆ คนมีความกังวลใจเกี่ยวกับเรื่องของการติดเชื้อ โดยเฉพาะเกี่ยวกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ซึ่งอวัยวะเพศกับท่อปัสสาวะเป็นส่วนที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ จากห้องน้ำสาธารณะมากที่สุด ห้องน้ำสาธารณะแหล่งรวมเชื้อโรค

             สำหรับห้องน้ำสาธารณะแล้วไม่เพียงแค่ชักโครกเท่านั้นที่เป็นแหล่งรวมของเชื้อโรค ทั้งลูกบิดประตู และก๊อกน้ำ ก็เป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคด้วยเช่นกัน

เข้าห้องน้ำสาธารณะเสี่ยงต่อโรคจริงหรือ

             โรคที่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ก็เป็นโรคหนึ่งที่หลาย ๆ คนมีความกังวลเกี่ยวกับการใช้ห้องน้ำสาธารณะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับห้องน้ำที่ไม่ได้ทำความสะอาดอย่างเหมาะสม แม้ว่าโดยความเป็นจริงแล้ว โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ที่จะเกิดจากการใช้ห้องน้ำร่วมกันนั้นเป็นไปได้น้อยมาก อย่างหนองในแท้,หนองในเทียม,เริม, เอชพีวี, ซิฟิลิส, ไวรัสตับอักเสบบี และการติดเชื้อแบคทีเรียในช่องคลอด ไม่สามารถที่จะติดต่อกันได้โดยการใช้ห้องน้ำร่วมกัน จึงทำให้หลาย ๆ คนอาจสบายใจขึ้นได้ในระดับหนึ่ง

โรคพยาธิในช่องคลอด

             แต่สำหรับพยาธิในช่องคลอดนั้นได้รับการยกเว้น  เพราะถ้าติดต่อผ่านการสัมผัสฝารองนั่งที่เปียกน้ำ และสกปรก ซึ่งอาจพบในเพศชายได้ด้วย โรคพยาธิในช่องคลอดนั้น ทำให้เกิดอาการคัน และอักเสบระคายเคืองบริเวณอวัยวะเพศ ซึ่งจะทำให้เจ็บปวดในขณะปัสสาวะ มีอาการตกขาวมีกลิ่นเหม็นคาว และมีสีที่เปลี่ยนไป ในเพศชายนั้นอาจจะมีหนอง หรือของเหลวไหลออกจากท่อปัสสาวะ และถ้ามีอาการเหล่านั้นควรไปพบแพทย์ทันทีเพื่อทำการรักษา ซึ่งโรคนี้พบได้บ่อย และรักษาให้หายขาดได้

สิ่งที่ควรทำ เมื่อเข้าห้องน้ำสาธารณะ

             สำหรับหลาย ๆ คนเมื่อเข้าห้องน้ำสาธารณะ ต้องทำการเช็ดทำความสะอาดฝารองนั่งก่อนเสมอ ถึงแม้จะมีพนักงานทำความสะอาดอยู่เป็นประจำก็ตาม และสิ่งที่ต้องระวังมากกว่า คือ สิ่งสกปรกที่อยู่ใต้ฝารองนั่ง ที่ทำความสะอาดไม่ทั่วถึง โดยเฉพาะผู้ชายแล้วอาจจะมีความเสี่ยงในการติดเชื้อโรคได้ จากการใช้มือยกฝารองนั่งขึ้นเพื่อปัสสาวะ

การป้องกันการติดเชื้อจากห้องน้ำสาธารณะ

            คนส่วนใหญ่ที่ใส่ใจต่อสุขภาพอนามัยของตน ต้องรู้จักล้างมือทำความสะอาดบ่อย ๆ เพื่อที่จะชำระสิ่งสกปรก หรือเชื้อโรคก่อนสัมผัสกับร่างกายในส่วนต่าง ๆ เช่น การขยี้ตา, การจับปากจับจมูก และในการล้างมือให้สะอาดนั้นก็เป็นการช่วยป้องกันเชื้อโรคได้ในระดับหนึ่ง หรืออาจต้องใช้วิธีเหล่านี้เพื่อให้ปลอดภัยจากโรค

1.  ควรเข้าห้องน้ำที่โถชักโครกดูสะอาดที่สุด ๆ

2.  ก่อนการทำธุระควรปิดฝา และกดชักโครก 1 ครั้งก่อนเพื่อทำความสะอาด

            3. ให้หลีกเลี่ยงห้องที่ฝารองนั่งยังเปียกน้ำอยู่ หรือห้องที่สกปรกมีสิ่งปฏิกูลของคนอื่นค้างอยู่

            4. ให้ทำความสะอาดในบริเวณที่จะนั่ง โดยใช้แอลกอฮอล์แบบพกพา ฉีดแล้วเช็ดทำความสะอาดให้เรียบร้อย และเช็ดให้แห้งสนิท หรือจะใช้กระดาษชำระรองนั่ง โดยฝาชักโครกจะต้องแห้งสนิท

            ในการเข้าห้องน้ำสาธารณะไม่ว่าจะเป็นที่ใดก็ตาม โรงพยาบาล,ห้างสรรพสินค้า, หรือตามปั๊มน้ำมันก็ตาม สิ่งหนึ่งเลยที่ไม่ควรจะลืม นั่นก็คือกระดาษทิชชูที่จะนำมาใช้ทำความสะอาด และยังช่วยในการป้องกันเชื้อโรคได้ระดับหนึ่งอีกด้วย หากจะให้ดีที่สุดควรที่จะเตรียมกระดาษสำหรับรองนั่งด้วย เพื่อใช้ป้องกันโรคต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ

ติดตามบทความ good health ในทุกสัปดาห์ได้ที่ howto-healthy.com

ขอบคุณภาพโดย https://pixabay.com/

Categories
Uncategorized

3 เคล็ดลับที่จะช่วยให้คุณนอนตื่นเช้าได้

3 เคล็ดลับที่จะช่วยให้คุณนอนตื่นเช้าได้ โดยไม่ต้องพึ่งนาฬิกาปลุก เห็นผล 100%

ในช่วงเวลาอากาศดี ๆ หลายคนก็คงจะใช้เวลาการนอนมากผิดปกติ แน่นอนว่าถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปคุณอาจจะเป็นคนที่นอนตื่นสายก็เป็นไปได้ สำหรับในบทความนี้มาแนะนำวิธีการทำให้คุณนอนตื่นเช้าได้ตลอดเวลา แน่นอนว่าไม่จำเป็นต้องพึ่งนาฬิกาปลุกอีกต่อไป คุณสามารถนำนาฬิกาปลุกโยนทิ้งไปได้เลย ด้วยเคล็ดลับง่าย ๆ ดังต่อไปนี้ รับประกันได้ว่าเมื่อคุณนำไปใช้ คุณจะรู้สึกสดชื่นมากยิ่งขึ้นกระปรี้กระเปร่า และเห็นผล 100% ภายใน 21 วัน เพียงแค่คุณทำต่อเนื่องกัน

. นอนให้ตรงเวลามากยิ่งขึ้นยกเว้นวันหยุดสุดสัปดา

1. นอนให้ตรงเวลามากยิ่งขึ้นยกเว้นวันหยุดสุดสัปดาห์ 

การพักผ่อนที่ดีจะต้องมีลิมิตของตัวเอง หลาย ๆ คนก็คงคิดเช่นนั้นเหมือนกัน แน่นอนว่าคุณควรจะกะเวลาที่ถูกต้องในการนอนอย่างเหมาะสม ซึ่งถ้าหากคุณอยากจะนอนตื่นเช้า คุณต้องเผื่อเวลาการนอนเอาไว้อย่างน้อย 8 – 9 ชั่วโมง ซึ่งในเวลาระดับนี้บอกเลยว่าทำยังไงก็ตาม คุณก็ตื่นเร็วอย่างแน่นอน ซึ่งจะมีประโยชน์ในการช่วยควบคุมเวลาการนอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังสามารถช่วยลดอัตราความเสี่ยงการนอนตื่นสายและอีกด้วย 

. ควรจะพักผ่อนก่อนนอน ทำให้ร่างกายผ่อนคลาย 1 ชั่วโมง 

2. ควรจะพักผ่อนก่อนนอน ทำให้ร่างกายผ่อนคลาย 1 ชั่วโมง 

การพักผ่อนสภาพจิตใจก่อนนอน จะสามารถทำให้คุณหลับสบาย และหลับลึกได้มากยิ่งขึ้น วิธีนี้ไม่ได้เกิดขึ้นมาแบบลอย ๆ แต่เป็นงานวิจัยที่กล่าวจากห้องแล็บในหลาย ๆ ประเทศว่า ผู้ที่นอนหลับพักผ่อนแบบสนิทส่วนใหญ่ประมาณ 80% นั้นจะผ่อนคลายก่อนนอน ซึ่งจะมีประโยชน์มากทำให้คุณหลับลึกได้มากกว่าเดิมอีก 20% ที่สำคัญการพักผ่อนที่มีประสิทธิภาพ จะทำให้คุณรู้สึกตัวเองสดชื่นมากยิ่งขึ้น และการนอนเพียงเล็กน้อยก็สามารถทำให้คุณนั้นมีสุขภาพดี และตื่นเช้ากว่าเดิมได้ง่ายกว่าปกติอย่างแน่นอน 

งดื่มชา กาแฟ คาเฟอีนทุกชนิด 

3. พยายามงดเครื่องดื่มชา กาแฟ คาเฟอีนทุกชนิด 

สิ่งนี้หลายคนบอกว่าเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็น แต่ความจริงแล้วสำคัญมากสำหรับระบบประสาทและสมอง ของคุณ บางคนอาจจะดื่มเข้าไปแล้วรู้สึกเฉย ๆ แต่ในก้านสมองภายในสารหลาย ๆ อย่างที่ทำการกระตุ้นระบบอก็ยังทำงานอยู่เช่นเดิม ซึ่งในบางครั้งจะทำให้ร่างกายคุณนั้นพักผ่อนไม่เพียงพอ หลับไม่สนิท เซลล์ในร่างกายฟื้นตัวไม่เหมาะสม

ซึ่งจะทำให้ร่างกายของคุณนั้นเสียสมดุลได้ และแน่นอนว่าส่งผลเสียของการนอนหลับ และการตื่นในตอนเช้าอีกด้วย เพราะฉะนั้นแล้วคุณควรจะเข้าใจหลักการการดูแลสุขภาพ และการพักผ่อนอย่างถูกต้อง ด้วยการหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มชา กาแฟ คาเฟอีน ตั้งแต่ตอนนี้เป็นต้นไป 

สรุป 

3 เคล็ดลับที่จะช่วยให้คุณนอนตื่นเช้าได้การทำให้คุณนั้นตื่นเช้าได้อย่างสดชื่นโดยไม่ต้องพึ่งนาฬิกา ไม่ใช่สิ่งที่แปลกใหม่แต่อย่างใด เป็นวินัย และการฝึกฝนต้องใช้เวลาต่อเนื่องตามกฎของสุขภาพดี 21 วัน ซึ่งถ้าคุณทำได้แบบต่อเนื่อง รับรองได้เลยว่ายังไงคุณก็ตื่นเช้าโดยไม่ต้องพึ่งนาฬิกาปลุกอย่างแน่นอน 

ติดตามบทความ good health ในทุกสัปดาห์ได้ที่ howto-healthy.com

ขอขอบคุณภาพจาก https://pixabay.com/

Categories
good health

   การดูแลสุขภาพจิตและกาย ช่วงการระบาดของโควิด19

       สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด19 ไปทั่วโลกที่ยาวนานถึง 2 ปี ทำให้เศรษฐกิจย่ำแย่ และมีผู้ติดเชื้อรายวันสูงมาก ทำให้เราต้องระมัดระวังตัวเป็นพิเศษ และทำให้สุขภาพกาย สุขภาพจิตของเราเสีย หลายคนรู้สึกท้อกับปัญหาและอุปสรรคส่วนตัวในช่วงนี้ เราจึงมี 10 วิธี ดูแลสุขภาพจิตและกายในช่วงนี้

Cr.pic; https://www.scholarship.in.th/

1.ออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 30 นาทีทุกวันหรืออาทิตย์ละ 3 วัน  นั่งพักผ่อนหย่อนใจหามุม สบายๆ นั่งพักถ้านั่งทานทั้งวัน  ควรเดินยืดเส้นยืดสายบ้าง หลังเลิกงานหากิจกรรมที่ชอบทำ

2. ใช้คำพูดที่ชวนฟังช่วยสร้างบรรยากาศที่ดีในการทำงาน  และมีน้ำใจ คอยช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

การดูแลสุขภาพจิตและกาย ช่วงการระบาดของโควิด-19

Cr.pic; https://www.scholarship.in.th/

3. จัดการอารมณ์อย่างเหมาะสม ตั้งสติ ไตร่ตรองถึงสิ่งที่เกิดขึ้น คิดถึงผลดี ผลเสียที่จะตามมา

4. สร้างสัมพันธภาพที่ดีกับเพื่อนร่วมงาน ยิ้มแย้ม แจ่มใส เอื้อเพื่อเพื่อแผ่ ช่วยเหลือชึ่งกันและกัน

การดูแลสุขภาพจิตและกาย ช่วงการระบาดของโควิด-19

Cr.pic; https://th.jobsdb.com/

5. รู้จักบริหารเวลา แบ่งเวลาอย่างเหมาะสม เช่น ทำงานที่สำคัญหรือเร่อด่วนก่อน แล้วจึงทำงานอื่นภายหลัง

6. แสดงความคิดเห็นในทางสร้างสรรค์ กล้าบอกความต้องการของตนเอง ตามสิทธิที่ควรจะได้รับ และไม่ทำให้ใครเดือดร้อน เพื่อให้มีความสุขในการทำงาน

การดูแลสุขภาพจิตและกาย ช่วงการระบาดของโควิด-19

Cr.pic; https://th.jobsdb.com/

7. สร้างความเข้มแข็งทางจิตใจให้ตนเอง ให้กำลังใจและชื่นชมตนเอง เมื่อทำอะไรสำเร็จ

8. รู้จักเก็บออม ฝึกให้เป็นนิสัย การมีเงินออมจะทำให้มีความรู้สึกมั่นคงทางจิตใจ

การดูแลสุขภาพจิตและกาย ช่วงการระบาดของโควิด-19

Cr.pic; https://th.jobsdb.com/

9. รู้จักแก้ไขปัญหาอย่างถูกวิธี หาสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหา และแก้ที่ อย่าแก้ปัญหาถ้วยอารมณ์หรือขอรับการปรึกชาทางโทรศัพท์ที่สายด่วนสุขภาพจิต 1323 ตลอด 24 ชั่วโมง

10   ดูแลสุขภาพกายกันด้วยการตรวจสุขภาพก็เหมือนกับการประเมินสภาพร่างกายของเราว่า ภายในร่างกายเรายังแข็งแรงอยู่หรือไม่หรือมีความเสี่ยงในการเกิดโรคในอนาคตหรือเปล่าและหากตรวจพบว่ามีอาการบางอย่างที่ส่อเค้าว่าอาจพบโรคบางโรคในระยะเริ่มต้น เราจะได้เตรียมปรึกษาคุณหมอเพื่อดูแลและรักษาสุขภาพให้ห่างไกลโรคแต่เนิ่นๆ ส่วนข้อจำกัดในการเลือกว่าจะตรวจสภาพร่างกายลักษณะใดนั้น

สามารถแบ่งองค์ประกอบโดยขึ้นอยู่กับอายุเพศ และความเสี่ยงเป็นหลัก แต่สิ่งที่ควรคำนึงถึง การตรวจสภาพร่างกายมีหลายวิธี หากไม่มีข้อบ่งชี้หรืออาการที่แสดงออกมาก็สมควรที่จะต้องเลือกการตรวจวิเคราะห์สภาพร่างกาย บางอย่าง เพราะการตรวจบางประเภทนั้นมีทั้งข้อดีและข้อเสีย เช่นหากต้องทำ CT Scan ทั้งตัวเพื่อหามะเร็ง คุณอาจจะได้รับรังสีมากจนเกินไปทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งได้ซึ่งเป็นข้อควรระวัง

ที่ผ่านมามีหลายคนที่ตรวจสุขภาพเสร็จแล้วแต่ไม่ทราบว่าต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหรือควรต้องระมัดระวังเรื่องอะไรบ้างแสดงว่าคุณได้ประโยชน์แค่ครึ่งเดียวคือการค้นหาโรคที่อาจจะพบเจอจากการตรวจสุขภาพแต่คุณยังไม่ได้ป้องกันตัวเองจากโรคต่างๆที่อาจะเกิดขั้นภายหลังถ้าคุณไม่พึงระวัง

        ยิ่งมีการแพร่ระบาดของโควิด19 ก็ต้องดูแล ทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจกันให้ดีทั้งตัวคุณเอง และคนที่คุณรัก  หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์นะคะ

ติดตามบทความ good health ในทุกสัปดาห์ได้ที่ howto-healthy.com

FB : Beauthy healthy

Categories
good health

รีวิวเทคนิคการเลิกบุหรี่ภายใน 21 วัน

รีวิวเทคนิคการเลิกบุหรี่ภายใน 21 วัน เห็นผลทันใจจากประสบการณ์ตัวเอง 

สิ่งนี้อาจจะไม่ใช่เรื่องราวที่ใหม่มาก แต่เชื่อเถอะว่าสำหรับผมผู้ที่มาเล่าเรื่องราวนี้มันเป็นเรื่องที่แปลกใหม่จริง ๆ และเปลี่ยนแปลงชีวิตผมไปอย่างถาวร นั่นก็คือปัจจุบันผมเลิกบุหรี่ได้แล้วครับ แน่นอนว่ามันอาจจะเป็นสิ่งที่เล็กน้อยมากสำหรับใครหลาย ๆ คน แต่เชื่อเถอะว่ามันทำให้ชีวิตผมนั้นเปลี่ยนแปลงไปจนหลายคนนั้นสังเกต ซึ่งความเปลี่ยนแปลงลักษณะนี้ผมได้นำเรื่องราวมาเขียนเป็นวรรคเป็นตอน จับใจความสำคัญ ซึ่งจะได้เป็นได้เป็นไกด์ไลน์ให้กับคนที่อยากเลิกบุหรี่ทุกคน 

รีวิวเทคนิคการเลิกบุหรี่
รีวิวเทคนิคการเลิกบุหรี่

1. ช่วงสัปดาห์แรกของการเลิกบุหรี่ 

ในช่วงสัปดาห์แรกนั้นถือว่าเป็นอะไรที่ทรมานเป็นอย่างมากสำหรับการเลิกบุหรี่ ผมได้รับประสบการณ์นั้นมาแบบเต็ม ๆ อาการรู้สึกว่าเหมือนสั่นสะท้านไปทั้งตัว คอแห้ง รสชาติจืดเป็นอย่างมาก สิ่งที่ทำให้ได้รสชาติ และความรู้สึกผ่อนคลายก็มีเพียงแค่ลูกโป่ง ผมขอแนะนำให้ซื้อน้ำหวาน แบบขวดเอาไว้ด้วยเอาไว้ชงดื่มจะสามารถช่วยแก้กระหายได้เป็นอย่างดี และพยายามทำจิตใจให้ผ่อนคลายฟังเพลงด้วยก็จะช่วยได้มากเลยทีเดียว 

รีวิวเทคนิคการเลิกบุหรี่
รีวิวเทคนิคการเลิกบุหรี่

2. เลิกบุหรี่ได้ 14 วัน อาการเริ่มดีขึ้น แต่มีความต้องการ เมื่อพบสิ่งล่อตาล่อใจ 

แน่นอนว่าการเลิกบุหรี่มา 14 วันแล้วมันจะทำให้ความอยากของผมเริ่มลดลง แต่ในช่วงนี้ร่างกายนั้นยังปรับตัวไม่คงที่ ซึ่งถ้าหากคุณเลิกบุหรี่มาถึงช่วงเวลานี้เช่นเดียวกัน คุณจะรู้สึกกระวนกระวายเมื่อมีใคร พูดคุยหรือ ชักชวนออกไปข้างนอก คุณก็อาจจะไปพบเจอกับคนสูบบุหรี่เช่นเดียวกัน ขอแนะนำให้คุณเดินทางออกมาสักหน่อย แล้วใช้วิธีการดื่มกาแฟหรือโกโก้ก็ได้ มันจะช่วยทำให้คุณผ่อนคลายมากยิ่งขึ้นกว่าเดิมได้อย่างแน่นอน 

รีวิวเทคนิคการเลิกบุหรี่
รีวิวเทคนิคการเลิกบุหรี่

3. สภาพร่างกายหลังจากเลิกบุหรี่ ได้ 20 วันแบบต่อเนื่องกัน 

สำหรับผมเมื่อเลิกบุหรี่ได้มา 20 วันเต็ม บอกได้เลยว่าร่างกายนั้นรู้สึกสดชื่นขึ้นเป็นอย่างมาก ระบบการหายใจของผมรู้สึกว่าปวดกระดูกมากยิ่งขึ้น 

ส่วนทางด้านการพักผ่อน บอกเลยว่าหลับสบายมากกว่าเดิมหลายเท่า และทานอาหารได้เยอะมากยิ่งขึ้น ๆด้วย จึงทำให้สีหน้าดูดีมากยิ่งขึ้น และรอยคล้ำใต้ตาก็หายไป ซึ่งสามารถทำให้ผมนั้นฟื้นฟูสภาพปอดได้มากกว่าเดิมหลายเท่าเลยทีเดียว และล่าสุดปัญหาเรื่องความดันโลหิตสูง ผมก็ลดน้อยลงไปมาก จึงเข้าสู่ระดับปกติ แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้น่าจะมาจากการเลิกบุหรี่ผมนั่นเอง 

สรุป 

และนี่ก็คือข้อมูลเกี่ยวกับการเลิกบุหรี่ของผมที่ประสบความสำเร็จทั้งหมดภายในระยะเวลา 21 วัน และแน่นอนปัจจุบันผมไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับบุหรี่อีกเลยตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ซึ่งมันทำให้ผมเปลี่ยนแปลงสุขภาพอย่างมาก และเก็บตังค์ได้มากยิ่งขึ้นอีกด้วย ผมอยากจะเป็นกำลังใจให้กับทุกคนที่คิดอยากจะเลิกบุหรี่ ถ้าหากคุณรู้ถึงข้อดีแบบนี้แล้ว คุณลองวิธีของผมดูนะน่าจะช่วยทุกคนได้ไปพร้อมกันเลยทีเดียวขอให้ทุกคนโชคดี 

ติดตามบทความ good health ในทุกสัปดาห์ได้ที่ howto-healthy.com

FB : Beauthy healthy

Categories
good health

อาการก่อนเป็นอัมพาต คุณสามารถสังเกตได้

อาการก่อนเป็นอัมพาต คุณสามารถสังเกตได้ รู้ไว้ลดความเสี่ยง

ส่วนใหญ่คุณหมอชั้นนำโดยเฉพาะอายุรเวททางด้านผู้สูงวัย และผู้ที่มีปัญหาสุขภาพ มักจะพบอาการที่ใกล้เคียงกันอยู่เสมอ คือ อาการกล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรงเฉียบพลัน ซึ่งอาการเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้บ่อยครั้งมากสำหรับผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีปัญหาสุขภาพ ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่ออาการอัมพาตในอนาคต แต่ก็ไม่ใช่ว่าอาการเหล่านี้จะไม่แสดงอาการอะไรเลยก่อนที่จะกำเริบ คุณสามารถสังเกตได้ดังต่อไปนี้เพื่อที่จะได้หลีกเลี่ยงปัญหาอาการอัมพาต ซึ่งสามารถลดอัตราความเสี่ยงได้ถึง 50 %  เลยทีเดียว 

อาการก่อนเป็นอัมพาต
อาการก่อนเป็นอัมพาต

1. อาการแน่นหน้าอกหายใจติดขัด เป็นบางครั้ง 

อาการนี้ถือว่าเป็นอาการเบื้องต้นของปัญหาโรคต่าง ๆ เลยทีเดียว อยากจะแนะนำให้คุณนั้นพยายาม หมั่นสังเกตตัวเอง และเมื่อมีอาการให้นั่งพัก และจิบน้ำอุ่น ซึ่งจะมีประโยชน์ในการผ่อนคลายขยายหลอดเลือดมากยิ่งขึ้น และขอแนะนำถ้ามีอาการในช่วงเบื้องต้นให้ไปตรวจสุขภาพ และไปพบแพทย์ ซึ่งจะลดอัตราความเสี่ยง ทางด้านปัญหาสุขภาพได้มากกว่าเดิมหลายเท่าตัวเลยทีเดียว และแน่นอนว่าสามารถป้องกันเรื่องราวเกี่ยวกับอาการอัมพาตได้อีกด้วย 

อาการก่อนเป็นอัมพาต
อาการก่อนเป็นอัมพาต

2. อาการหน้ามืดวิงเวียนอ่อนเพลียอยู่บ่อย ๆ 

อากาศในลักษณะนี้เกิดขึ้นได้จากระบบประสาท และระบบการไหลเวียนของเลือด ซึ่งทั้งสองสิ่งนี้เป็นอาการข้างเคียงของกล้ามเนื้ออ่อนแรงด้วยกันทั้งนั้น ซึ่งวิธีการแก้ไขปัญหาเบื้องต้น คือ การออกกำลังกายแบบเบา ๆ ด้วยการยกมือ ยกขา ในท่านั่งเก้าอี้ ก็จะสามารถช่วยดูแลกล้ามเนื้อของคุณได้มากกว่าเดิมอย่างแน่นอน นอกจากนี้ถ้าคุณมีอาการเพิ่มเติมมากยิ่งขึ้น ขอแนะนำให้คุณนั้นไปปรึกษาแพทย์ ในบางครั้งอาจจะมีอาการแทรกซ้อนทางด้านอื่น คุณจะได้แก้ไขปัญหาสุขภาพได้ทัน และป้องกันอาการอัมพาตในอนาคตได้อีกด้วย 

อาการก่อนเป็นอัมพาต
อาการก่อนเป็นอัมพาต

3. อาการชาตามประสาท และระบบประสาททำงานผิดปกติ 

การตอบสนองที่เชื่องช้าลง สิ่งนี้บอกเลยว่าไม่ใช่เรื่องที่น่าปล่อยไว้โดยที่ไม่ไปพบแพทย์ ขอแนะนำให้คุณไปพบแพทย์โดยทันที ซึ่งระบบประสาทและสมองรวมไปถึงอาการชา ในส่วนต่าง ๆ ของร่างกายนั้นนับได้ว่าเป็นเรื่องที่สำคัญ อาการแบบนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับกลุ่มคนตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานหนักและไม่ค่อยมีเวลาออกกำลังกาย และพักผ่อน  ขอแนะนำให้คุณปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์แต่ละอาการของแต่ละบุคคล อย่างเคร่งครัด ซึ่งจะสามารถช่วยลด และบรรเทาโอกาสความเสี่ยงในการเกิดอาการอัมพาตได้อย่างแน่นอน 

อาการก่อนเป็นอัมพาต
อาการก่อนเป็นอัมพาต

สรุป 

นี่ก็เป็นเพียงแค่อีกส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหา และการดูแลสุขภาพ เพื่อป้องกันปัญหาเรื่องอัมพาตในอนาคต และแน่นอนคุณสามารถปฏิบัติตามวิธีการเหล่านี้ได้โดยทันที ซึ่งบอกได้เลยว่าวิธีการเหล่านี้จะต้องมีประโยชน์กับคุณอย่างแน่นอน

ติดตามบทความ good health ในทุกสัปดาห์ได้ที่ howto-healthy.com

FB : Beauthy healthy

Categories
good health

นอนอย่างไรให้มีส่งผลดีต่อสมอง

เราจะนอนอย่างไรให้มีส่งผลดีต่อสมอง

สมองเป็นอวัยวะที่สำคัญในร่างกายของเรา สมองมีหน้าที่สั่งการร่างกายและยังใช้ในการคิดวิเคราะห์ปัญหาต่าง ๆ รวมถึงใช้ในการรับรู้ข้อมูลที่มากระทบตัวเราดังนั้นสมองแทบจะทำงานตลอดทั้งวันในขณะที่เรารู้สึกตัวช่วงเวลาเดียวที่จะสมองจะได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ก็คือช่วงเวลาที่เราทุกคนนอนหลับ

การนอนมีผลต่อสมองมากเลยทีเดียวยิ่งเรานอนหลับพักผ่อนเพียงพอก็จะทำให้การทำงานของสมองดีขึ้น ซึ่งการทดลองของ Dr. Brendan Lucey ผู้ที่เป็นหัวหน้าของ Sleep Medicine Center ที่มหาวิทยาลัยวอชิงตันในรัฐ St. Louis ได้มีการทดลองติดตามผู้สูงอายุจำนวน 100 คน

นอนอย่างไรให้มีส่งผลดีต่อสมอง
นอนอย่างไรให้มีส่งผลดีต่อสมอง

โดยผู้สูงอายุที่นอนเป็นเวลา 6-8 ชั่วโมงการรับรู้ของสมองนั้นเป็นไปได้อย่างสมดุล แต่สำหรับผู้ที่นอนต่ำกว่า 5 ชั่วโมงนั้นการรับรู้ของสมองนั้นย่ำแย่และนอกจากการนอนน้อยแล้วการนอนด้วยระยะเวลาที่มากกว่า 7 ชั่วโมงขึ้นไปก็มีความเป็นไปได้ที่จะทำให้การรับรู้ของสมองนั้นทำงานได้ไม่ดีด้วยเช่นเดียวกัน

ซึ่งช่วงเวลาการนอนในแต่ละช่วงวัยก็จะมีความต่างกันสำหรับวัยผู้ใหญ่ควรนอนวันละ 7-8 ชั่วโมง วัยเด็กควรนอนวันละประมาณ 9-12 ชั่วโมง และวัยรุ่นควรนอนอย่างน้อยวันละ 10 ชั่วโมง แต่สำหรับวัยผู้ใหญ่แล้วการที่จะนอนให้ครบ 7 ชั่วโมงคงจะเป็นเรื่องยากด้วยปัญหาทางด้านสุขภาพ

นอนอย่างไรให้มีส่งผลดีต่อสมอง
นอนอย่างไรให้มีส่งผลดีต่อสมอง

การนอนนั้นมีการแบ่งเป็นช่วงด้วยเช่นเดียวกันโดยในช่วงที่ 1 และช่วงที่ 2 นั้นร่างกายจะค่อยๆ ผ่อนคลายการเต้นของหัวใจจะลดลงการหายใจเริ่มเบาลงการขยับของตาก็เริ่มจะช้าลงหลังจากนั้นก็จะเข้าสู่ช่วงการหลับลึกในช่วงนี้เป็นช่วงที่สมองจะได้พักผ่อนอย่างเต็มที่แล้วจะมีการฟื้นฟูมีส่วนต่าง ๆ ด้วย

หลังจากนั้นการนอนก็จะเข้าสู่ช่วง Rapid eye movement sleep (REM) เป็นช่วงที่เราหลับฝันและมีการจัดเรียงของข้อมูลต่าง ๆ หรือประสบการณ์ต่าง ๆ และเก็บไว้เป็นความทรงจำ ซึ่งถ้าหากว่าเราไม่ได้หลับเลยจนถึงช่วง REM ก็อาจจะมีผลความจำและการรับรู้และอาจจะนำมาซึ่งโรคภัยต่าง ๆ

แม้จะรู้ว่าเราต้องนอนหลับให้เพียงพอแต่บางคนก็ประสบปัญหาเรื่องการนอนไม่หลับ บางคนก็สะดุ้งตื่นในช่วงกลางดึก หรือว่าตื่นมาเข้าห้องน้ำซึ่งสิ่งเหล่านี้จะกระทบต่อการนอนทั้งสิ้น และมีผลต่อการพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ

นอนอย่างไรให้มีส่งผลดีต่อสมอง
นอนอย่างไรให้มีส่งผลดีต่อสมอง

ดังนั้นเราควรนอนให้เป็นเวลาและในช่วงเวลาก่อนนอนก็ควรทำกิจกรรมที่ทำให้ร่างกายผ่อนคลายไม่ว่าจะเป็นการอ่านหนังสือ การฟังเพลง ออกกำลังกายอย่างเช่นโยคะ อาบน้ำอุ่น ๆ ไม่ควรเล่นโทรศัพท์ก่อนนอนเพราะแสงสีฟ้าทำให้นอนหลับได้ยากขึ้น ไม่ควรรับประทานอาหารที่มีรสจัดและดื่มแอลกอฮอล์ สิ่งเหล่านี้ก็จะทำให้เราสามารถนอนหลับได้ง่ายมากขึ้นและกลับดึกได้ดีมากขึ้น

ติดตามบทความ good health ในทุกสัปดาห์ได้ที่ howto-healthy.com

FB : Beauthy healthy

Categories
good health

4 วิธีป้องกันโควิด-19

4 วิธีป้องกันโควิด-19 ช่วงฤดูหนาว

โควิด-19 เป็นเชื้อไวรัสที่สามารถติดต่อได้ทางทางเดินหายใจ อาจมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ หรือหากมีอาการรุนแรงกว่านั้น อาจถึงขั้นเสียชีวิตได้เลย เชื้อไวรัสกลายพันธุ์อย่างรวดเร็ว และแพร่กระจายไปทั่วโลก  เพราะฉะนั้นการฉีดวัคซีนเป็นหนทางเดียวที่จะป้องกันอาการจากการติดโควิด-19 ไม่ให้รุนแรง และต้องดูแลลูกหลานที่มีอายุต่ำกว่า 12 ปีให้ปลอดภัยจากโควิด-19 เพราะยังไม่มีวัคซีนป้องกันโควิด-19 สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี

โควิด-19สามารถติดต่อได้ทางไหนบ้าง

วิธีป้องกันโควิด
วิธีป้องกันโควิด

1.โควิด-19 สามารถตติดต่อได้ผ่านทางเดินหายใจโดยนำเชื้อไวรัสเข้าไปจากผู้ที่มีเชื้อโควิด-19 ผ่านการไอ จาม สารคัดหลั่ง เช่น น้ำมูก น้ำลาย ซึ่งสามารถแพร่กระจายในอากาศได้ไกลถึง2เมตรและเชื้อไวรัสยังคงอยู่ในอากาศได้นาน 5 นาที ควรเว้นระยะห่าง 2 เมตร และสวมหน้ากากผ้าทับหน้ากากอนามัยอีก1ชั้นค่ะ

วิธีป้องกันโควิด
วิธีป้องกันโควิด

2.โควิด-19 สามารติดต่อได้ผ่านการสัมผัสสิ่งของ อุปกรณ์ เสื้อผ้าที่เราสวมใส่ คุณอาจไม่รู้ว่าเจ้าเชื้อโควิด-19นี้ มันสามารถมีชีวิตอยู่ในลูกบิดประตู โต๊ะ กระดาษทิชชู่ เสื้อผ้าที่ โทรศัพท์ เชื้อไวรัสโควิด-19 ยังแพร่ลงน้ำได้ ส่วนธนบัตรเชื้อคงอยู่นาน 5 วัน เพราะฉะนั้นเราไม่ควรใช้เงินสด ควรใช้การโอนเงินผ่านพร้อมเพย์จะดีที่สุดค่ะ แต่ถ้าอากาศมีอุณหภูมิต่ำกว่า 4 องศา อย่างตู้เย็นอาจอยู่ได้นานถึง 1 เดือนเชียวค่ะ จึงไม่ควรอยู่ในสถานที่ที่แออัดและเป็นระบบปิด เป็นห้องแอร์ที่มีอากาศไม่ถ่ายเทค่ะ ซึ่งหลังสัมผัสสิ่งของที่เป็นของสาธารณะ ก่อนรับประทาน หลังรับประทานอาหาร  ควรล้างมือให้ถูกวิธี 7 ขั้นตอนด้วยน้ำสะอาดและสบู่ หรือด้วยเจลแอลกอฮอล์เพื่อฆ่าเชื้อ และไม่ควรใช้มือสัมผัสใบหน้า ไม่ควรขยี้ตา/แคะจมูก ไม่ควรใช้รถสาธารณะ

วิธีป้องกันโควิด
วิธีป้องกันโควิด

3.สังเกตอาการ จากการสำรวจผู้ป่วยที่ติดควิด-19 ภายใน 14 วัน พบว่ามีอาการ ดังนี้ มีไข้สูงกว่า 37.5 องศาเซลเซียส มีน้ำมูก ไอจามแห้งๆ อ่อนเพลีย เสมหะ หายใจไม่ออก เจ็บคอเพราะเชื้ออาจลงคอไปแล้ว ปวดศรีษะ ครั่นเนื้อครั่นตัว หนาวสั่น อาเจียน หากมีอาการเหล่านี้ให้รีบแจ้ง 1669เพื่อรับตัวส่งรพ. กลุ่มเสี่ยงที่ต้องเผ้าระวัง คือ ผู้สูงอายุ 70 ปีขึ้นไป ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี

4.ฤดูหนาว อาจทำให้เกิดโรคที่มีอาการใกล้เคียงกับโควิด-19 อาจทำให้เกิดไข้หวัดใหญ่ ป้องกันได้ด้วยการฉีดววัคซีนฟรี ปีละ 1 ครั้ง และไข้เลือดออก ป้องกันด้วยการเก็บบ้าน เก็บขยะ กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายในน้ำขังที่อยู่ภายในบ้าน จึงต้องหมั่นสังเกตอาการ และไม่ตื่นตระหนก

ติดตามบทความ good health ในทุกสัปดาห์ได้ที่ howto-healthy.com

FB : Beauthy healthy