Categories
good health

  4 ผลิตภัณฑ์ยาแก้ท้องเสีย หาซื้อง่าย ราคาย่อมเยาว์

           เมื่อเกิดอาการท้องร่วงกินยาอะไรช่วยบรรเทาได้บ้าง สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการท้องร่วงนั้นส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียจากการรับประทานอาหารที่ไม่สะอาดตามสุขอนามัย หรืออาหารที่ไม่ปรุงสุก หมูดิบ ตับดิบ เมื่อเกิดอาการท้องร่วงขึ้นเราควรจะบรรเทาอาการอย่างไรได้บ้าง กระทู้นี้มีคำตอบ จะกิน ยาแก้ท้องเสีย ให้ปลอดภัย ทำอย่างไร ก่อนที่คุณจะกินยาแก้ท้องเสีย ควรอ่านคำแนะนำการใช้ยาบนฉลากให้ดีก่อน ซึ่งจะมีคำแนะนำกำกับไว้ว่า ควรกินในปริมาณเท่าใด ยาสามัญประจำบ้านรักษาอาการท้องเสียที่ควรมีติดบ้านไว้คือ

1.ผงถ่าน charcoal

สรรพคุณ ช่วยดูดซับสารพิษได้ ไม่ให้เข้าสู่ร่างกาย เหมาะสำหรับถ่ายไม่เยอะ

วิธีการรับประทาน 1-2ครั้ง ไม่มีไข้ไม่อาเจียน ช่วยหยุดถ่ายได้น้อย ปลอดภัยด้วย กินซ้ำได้ทุก 3-4 ชั่วโมง ตามความรุนแรงของอาการ

ข้อเสีย ผงถ่านอาจไปดูดซับยาตัวอื่นได้ จำเป็นต้องทานยาคาร์บอน ควบคู่กับการดื่มน้ำเกลือแร่เพื่อชดเชยน้ำที่เสียไปจากการถ่ายเพื่อป้องกันอาการช็อกจากการขาดน้ำ หากถ่ายบ่อย หรือถ่ายเป็นน้ำให้กินยาให้ถี่ขึ้น ไม่ควรใช้เกิน 16 เม็ดต่อวัน

ราคา 25-30 บาท

Cr.pic:www.pobpad.com

2.Loperamind

ช่วยลำไส้หยุดบีบตัว ช่วยหยุดถ่ายได้เหมาะสำหรับ กรณีถ่ายเยอะรุนแรง 8-10ครั้ง ระหว่างลำไส้ที่หยุดบีบตัว หยุดถ่าย เชื้อหรือสะสมอยู่ได้เพราะไม่ได้ถ่ายออกมา สามารถนำไปสู่การติดเชื้อในกระแสเลือดได้ ถ้าใช้ยาตัวนี้ อาจมีการใช้ยาฆ่าเชื้อร่วมด้วย ขึ้นอยู่กับแพทย์หรือเภสัชแนะนำยาตัวนี้จะช่วยให้อาการท้องเสียดีขึ้น เนื่องจากอุจจาระจะเป็นรูปเป็นทรงเพิ่มมากขึ้น ไม่ได้เหลวเป็นน้ำเหมือนที่ผ่านมา

วิธีการรับประทาน ขนาดการใช้ยาในผู้ใหญ่ ให้เริ่มต้นรับประทาน 2 แคปซูล หลังจากนั้นให้รับประทาน

ครั้งละ 1 แคปซูล ราคา 220-350บาท

Cr.pic: www.pobpad.com

3. ยาธาตุน้ำขาว มีตัวยาฆ่าเชื้ออ่อนๆ ช่วยขับลมเหมาะสำหรับ รักษาท้องเสีย เมื่อเริ่มต้นมีอาการได้ ไม่มีส่วนช่วยลดกรดและรักษาแผลในกระเพาะ

ข้อเสีย ช่วยหยุดถ่ายรุนแรงไม่ได้

วิธีการรับประทาน ผู้ใหญ่ ให้รับประทานครั้งละ 1 ช้อนโต๊ะ วันละ 3 ครั้ง หลังอาหารเช้า กลางวัน และเย็น หรือทุก 4-6 ชั่วโมง ราคา 56 บาท

Cr.pic: www.pobpad.com

4.ผงเกลือแร่โออาร์เอส

ชดเชยการสูญเสียน้ำและเกลือแร่ ชง 1 ซอง ผสมน้ำสะอาดตามปริมาณที่ระบุไว้ที่ซองยาดื่มจนหมด หรือค่อยๆจิบถ้ามีอาการคลื่นไส้ หากมีอาการท้องเสียค่อย ๆ จิบผงน้ำตาลเกลือแร่เพื่อป้องกันอาการขาดน้ำไปในระหว่างที่มีผู้อาการท้องเสียร่วมกับอาการอ่อนเพลียราคาซองละ 7-8 บาท

        ข้อแนะนำหลังมีอาการท้องเสีย รับประทานอาหารอ่อนๆ ย่อยง่าย เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก งดอาหารรสจัด เช่น เผ็ดจัด เปรี้ยวจัด ของหมักดองด่างๆ และหากมีอาการ คลื่นไส้ อาเจียน อุจจาระมีมูกเลือดมีไข้สูงกว่า 38.5 องศาเซลเซียส แนะนำให้รีบไปพบแพทย์ จากกระทู้เบื้องต้นสรุปได้ว่า  ถ้าอาการน้อยไม่รุนแรงใช้ผงถ่านและยาธาตุน้ำขาวได้ อาการรุนแรงถ่ายเยอะ ควรใช้ Loperamind แต่ควรปรึกษาเภสัชหรือแพทย์ร่วมด้วย เมื่อมีอาการท้องเสียควรกินเกลือแร่เพิ่มเติมด้วย เนื่องจากเสียน้ำในร่างกาย

ติดตามบทความ good health ในทุกสัปดาห์ได้ที่ howto-healthy.com

Categories
good health

เช็ค 8 อาการคนท้อง

    เมื่อเราเริ่มตั้งครรภ์ จะมีอาการของคนตั้งครรภ์ ต่างๆนานา ที่เราสามารถสังเกตได้ ตั้งแต่สัปดาห์แรกจะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องร่างกาย พฤติกรรมการรับประทานอาหาร ชอบกินอาหารรสเปรี้ยวมากขึ้น บางคนมีอาการแพ้ท้องเมื่ออายุครรภ์ 9 สัปดาห์ นอกจากนี้จะมีอาการอะไรอีกบ้างก็ลองมาดูกันนะคะ ดังนี้เลย

1. ความชอบและการรับประทานอาหารจะเปลี่ยนไปส่วนใหญ่อยากรับประทานอาหารมากขึ้นเพื่อเตรียมสำรองอาหารให้ตนเองและลูกน้อยในครรภ์  บางครั้งมีอาการอยากรับประทานอาหารแปลกๆ อาหารหรือผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว

Cr.pic: https://www.freepik.com/

2. ขาดประจำเดือน ให้คุณลองสังเกตประจำเดือนครั้งสุดท้ายว่ามาตรงกำหนดหรือไม่ ปริมาณเลือดเท่ากับปริมาณตามปกติไหม เนื่องจากอาจไม่ใช่ประจำเดือนแต่เป็นเลือดที่ออกจากโพรงมดลูกในขณะที่ไข่ฝังตัวในเยื่อบุโพรงมดลูกซึ่งจะมีเลือดออกทางช่องคลอดปริมาณเล็กน้อยในช่วงแรกของการตั้งครรภ์นั่นเอง นอกจากนี้ภาวะขาดประจำเดือนอาจเกิดจากสาเหตุอื่น เช่น ภาวะไข่ไม่ตก ภาวะเครียด ร่างกายเหนื่อยล้า หรือโรคเรื้อรัง เป็นต้น และประวัติการใช้ยาคุมกำเนิดอาจมีผลทำให้ประจำเดือนคลาดเคลื่อนหรือขาดหายไปได้

3.อาการคลื่นไส้ อาเจียน ในระยะแรกของการตั้งครรภ์สตรีตั้งครรภ์จะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ส่วนใหญ่จะมีมีอาการในช่วงเข้าที่เรียกว่า อาการแพ้ท้อง และหายไปใน 14-16 สัปดาห์ อาการเหล่านี้จะสัมพันธ์กับฮอร์โมน HCG และหลังจากนั้นจะค่อยลดลงเรื่อยๆ อาการคลื่นไส้อาเจียนไม่จำเพาะกับการตั้งครรภ์ สามารถพบได้ในภาวะอื่น เช่น ความผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร โรคเรื้อรัง ความเครียด เป็นต้น

Cr.pic: https://www.freepik.com/

4. มีการเปลี่ยนแปลงของเต้านม เต้านมจะมีขนาดใหญ่ขึ้น รู้สึกเจ็บคัดตึงเต้า บริเวณลานนมและหัวนมจะมีสีเข้มขึ้น

รวมถึง ผิวหนังมีเม็ดสีเพิ่มขึ้น เช่น ฝ้า บางคนมีสิวขึ้น แต่บางทีอาจเกิดจากสตรีที่รับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวมแล้วมีฝ้าเกิดขึ้น

5 ปัสสาวะบ่อย มดลูกที่มีขนาดใหญ่มากขึ้นจะกดเบียดกระเพาะปัสสาวะ ทำให้ความจุของกระเพาะปัสสาวะลดลง ส่งผลให้ว่าที่คุณแม่มือใหม่ปัสสาวะบ่อยขึ้นนั่นเอง

6. อ่อนเพลีย ในระยะแรกของการตั้งครรภ์ เราจะมีความรู้สึกอ่อนเพลียอย่างเห็นได้ชัด และหายไปเมื่อตั้งครรภ์ประมาณ 20 สัปดาห์

Cr.pic: https://www.freepik.com/

7 รู้สึกว่าเด็กดิ้น การดิ้นของทารกในครรภ์ที่ผู้หญิงอย่างเราๆรู้สึกได้เป็นครั้งแรกเมื่ออายุครรภ์ 18-20 สัปดาห์ ส่วนในผู้หญิงท้องหลังหรือท้องลูกคนที่สองเป็นต้นไป จะเริ่มรู้สึกว่าลูกดิ้นตั้งแต่อายุครรภ์ 16-18 สัปดาห์

8 หน้าท้องขยายขนาดขึ้น เป็นผลมาจากมดลูกที่ขยายขนาดขึ้น โดยจะเริ่มคลำได้ทางหน้าท้องเหนือหัวหน่าว เมื่ออายุครรภ์ 12 สัปดาห์ และจะโตขึ้นเรื่อยๆจนครรภ์ครบกำหนด ในครรภ์หลังจะสังเกตเห็นได้ชัดกว่าครรภ์แรก เนื่องจากกล้ามเนื้อหน้าท้องหย่อน

    หลังจากเราทารบว่าตนเองตั้งครรภ์แล้ว ควรดูแลตัวเองให้ดี ทั้งสุขภาพร่างกาย และจิตใจให้นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายเบาๆ เช่น เดิน วิ่ง  รับประทานอาหารให้ครบ5หมู รับประทานอาหารเสริมธาตุเหล็กและแคลเซียมดในปริมาณที่เหมาะสม และเลือกผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่น่าเชื่อถือ

ติดตามบทความ good health ในทุกสัปดาห์ได้ที่ howto-healthy.com

Categories
good food

คีโตเจนิก

ก่อนหน้านี้ เป็นที่รู้กันดีในกลุ่มผู้รักสุขภาพ และคนที่กำลังลดน้ำหนักว่า การกินอาหาร “คลีน” ซึ่งเป็นอาหารที่ผ่านการปรุงแต่งน้อยถึงน้อยมากๆ จนแทบจะไม่มีไขมันเลยนั้น ดีต่อการควบคุมน้ำหนักมากที่สุด แต่ช่วงหลังๆ มานี้ เรามักจะได้ยินอีกคำหนึ่งบ่อยขึ้น และดูเหมือนว่าจะมาแรงแซงหน้าการกินคลีนไปแล้ว นั่นก็คือการกิน “คีโต”

หลักของการ กินคีโต คือ การกินไขมัน เพื่อลดไขมัน แต่จะต้องกินไขมันที่ดีเท่านั้น ไม่ใช่ไขมันอะไรก็ได้ ส่วน อาหารคีโต ที่คนทั่วไปเรียกกันนั้น กล่าวโดยสรุปคือ อาหารที่กินเข้าไปแล้ว ทำให้ร่างกายรู้สึกเหมือนเราไม่ได้กินอาหาร จึงไปทำการสลายไขมันที่สะสมอยู่ในร่างกายนั่นเอง

ระยะเวลาเห็นผล

การลดน้ำหนักด้วยวิธีการ กินคีโต หรือ คีโตเจนิก ไดเอท นั้น หากเทียบกับการกินอาหารไขมันต่ำอื่นๆ นับว่ามันดีกว่าจริงๆ แต่จะเห็นผลชัดเจนในระยะสั้น ซึ่งโดยทั่วไปคือในระยะ 6 เดือนแรก แต่ในระยะยาวนับว่าไม่แตกต่างกัน เพราะคนเราจะไม่สามารถทนกินอาหารแบบนี้ไปได้ตลอด

หากกินระยะยาวจะเป็นอย่างไร

เนื่องจากการกินคีโต เป็นการกินที่ได้สารอาหารไม่ครบถ้วน เช่น กินไขมัน กินโปรตีน ผลไม้บางชนิด และผักใบได้ แต่ห้ามกินผักที่เป็นหัว ข้าว แป้ง และน้ำตาลทุกชนิด ฉะนั้น ถ้าเราจะกินคีโตในระยะยาว จึงจำเป็นต้องเสริมสารอาหาร วิตามิน และเกลือแร่ที่ขาดไป และมีสิ่งที่ต้องระวังคือ เมื่อไหร่ที่กลับมากินคาโบร์ไฮเดรตอีก น้ำหนักก็จะกลับมาอย่างรวดเร็ว ซึ่งมีงานวิจัยออกมาว่า คนส่วนใหญ่จะกินคีโตได้ผลดีอยู่ที่ไม่เกิน 2 ปี

ใครบ้างที่ไม่ควรกินคีโต

  • คนที่ห้ามเด็ดขาด คือคนเป็นโรคตับ
  • รองลงมาคือคนที่มีปัญหาเรื่องไต คนที่มีปัญหาเรื่องการเผาผลาญไขมัน มีคอเลสเตอรอลในเลือดสูงมากๆ หรือมีไตรกลีเซอไรด์สูงมากๆ
  •  นอกจากนี้ คนที่มีปัญหาเกี่ยวกับลำไส้ ท้องอืดง่าย มีกรดไหลย้อน หากจะกินคีโต ก็ต้องระวังมากเป็นพิเศษ เพราะอาจจะทำให้อาการเหล่านี้กำเริบได้ง่ายกว่าคนปกติ
  • ส่วนคนที่เป็นเบาหวาน หากอยากจะกินคีโต จะต้องระวังเรื่องของยาที่ใช้ และอาจต้องมีการปรับยา ฉะนั้น ควรปรึกษาแพทย์ประจำตัวที่รักษาอยู่ก่อนกินคีโต

สำหรับคนที่อยากจะลองใช้วิธีกินคีโตเพื่อลดน้ำหนัก สิ่งที่ต้องจำไว้ให้ขึ้นใจคือ จะต้องลดอาหารกลุ่มที่เป็นคาร์โบไฮเดรตทั้งหมด โดยต้องกินให้น้อยกว่า 50 กรัมต่อวัน แต่สามารถกินไขมันเพิ่มได้ และควรต้องสำรวจตัวเองก่อนว่า มีโรคประจำตัวที่เป็นข้อห้ามสำหรับการกินคีโตบ้างหรือไม่

ติดตามบทความ good food ในทุกสัปดาห์ได้ที่ howto-healthy.com

Categories
good food

6 อาหารที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกาย

การทานอาหารที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกาย ที่นำมาฝากกันในบทนี้ เพื่อเป็นตัวช่วยในการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และยังสามารถช่วยในการเสริมภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายของเราได้ด้วย จะได้ช่วยทำให้ร่างกายของเรามีภูมิคุ้มกันที่ดีขึ้น สุขภาพแข็งแรงมากขึ้น เชื้อโรคต่างๆที่ในปัจจุบันนี้มีอยู่มากมายรายรอบตัวเราอยู่ทุกสถานที่ ตลอดเวลาเราไม่สามารถทราบได้ว่าเมื่อไรเราจะได้รับเชื้อโรคอะไรกันบ้าง ดังนั้นการทานอาหารที่สามารถช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย จึงมีความจำเป็นมากในยุคปัจจุบันนี้ ใครที่อยากจะทราบกันแล้วว่ามีอาหารอะไรบ้าง เรามาติดตามกันเลยดีกว่า

6 อาหารเสริมเพิ่มภูมิคุ้มกัน

  1. ไขมัน

ไขมัน นั้นช่วยให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย และเป็นสารตั้งต้นในการสร้างฮอร์โมนเพศ และฮอร์โมนต้านความเครียด การบริโภคไขมันชนิดที่ดี ย่อมจะช่วยส่งผลให้ภูมิต้านทานของร่างกายแข็งแรงมากขึ้นได้ ซึ่งไขมันที่มีประโยชน์ พบมากในอาหารจำพวก ปลา อะโวคาโด รำข้าว และธัญพืชต่างๆ

  • วิตามินเอ

วิตามินเอ ช่วยในการสร้างเซลล์เม็ดเลือดขาว และช่วยเพิ่มความแข็งแรงของเม็ดเลือดขาว เราสามารถรับวิตามินเอได้จากอาหารจำพวก ตับปลา แครอท ผักโขม ฟักข้าว มะเขือเทศ เสาวรส บรอคโคลี่ เป็นต้น

  • วิตามินดี

วิตามินดีช่วยในการสร้างสารแคทเธลิซิดิน(Cathelicidin) จากเซลล์ระบบภูมิคุ้มกัน ช่วยทำให้เม็ดเลือดขาวขยันทำงานมากขึ้น เพื่อออกมาต่อสู้โรคได้มากขึ้นด้วยนั่นเอง เราสามารถรับวิตามินดีจากแสงแดด (อ่อนๆในตอนเช้าและเย็นๆ) อาหารจำพวก เห็ดต่างๆ ปลาต่างๆ (โดยเฉพาะปลาแซลม่อน) นม ชีส น้ำส้ม โยเกิร์ต

  • วิตามินซี

วิตามินซี ที่มีอยู่ในอาหารจำพวก ผักและผลไม้รสเปรี้ยว ช่วยในการเสริมสร้างภูมิต้านทานให้แก่ร่างกายได้โดยตรง

  • โปรไบโอติกส์ (Probiotics)

โปรไบโอติกส์ หรือจุลินทรีย์ชนิดที่ดี เช่น ตระกูลของพวก Lactobacillus และ Bifidobacterium ที่มีอยู่ในผลิตภัณฑ์นมเปรี้ยวหรือโยเกิร์ต จะช่วยกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดขาวที่เยื่อบุผนังลำไส้เล็กส่วนปลายให้ตอบสนองต่อภูมิคุ้มกันและการอักเสบได้ดีมากขึ้น

  • เห็ดชนิดต่างๆ

เห็ดมีสารอาหารที่สำคัญมากมาย อาทิ โพลิแซคาไรด์ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการทำงานของเม็ดเลือดขาวได้ดี หรือว่า สารเบต้ากลูแคน จะมีคุณสมบัติในการช่วยต้านมะเร็งและช่วยในการรักษาแผลติดเชื้อได้ด้วย

นี่ก็คือ 6 อาหารที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกาย ที่นำมาฝากกัน ลองนำไปเป็นตัวเลือกในการทานอาหารเพื่อช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกายของเรา เพื่อช่วยเสริมสร้างเกราะปกป้องร่างกายของเราจากเชื้อโรคต่างๆที่มีอยู่อย่างมากมายในสภาพแวดล้อมปัจจุบันนี้ แล้วในบทหน้าเรามาพบกันใหม่กับเคล็ดลับเรื่องสุขภาพที่จะไปสรรหามาฝากกันอีกได้ในทุกสัปดาห์ จะเป็นเคล็ดลับสุขภาพเรื่องอะไรกันบ้าง ต้องมาติดตามกันต่อ

ติดตามบทความ good food ในทุกสัปดาห์ได้ที่ howto-healthy.com

Categories
good health

มะเร็ง โรคร้ายของผู้หญิง ที่ป้องกันได้

มะเร็ง โรคร้ายของผู้หญิง ที่ป้องกันได้

    มะเร็งปากมดลูก เป็นภัยร้ายใกล้ตัวของผู้หญิงอย่างเราๆ ที่ไม่มีใครอยากเป็น เพราะถ้าเป็นแล้ว อาจสายเกินแก้ เพราะมักมีสัญญาณเตือน เช่น ตกขาวมีเลือดปน เบื่ออาหาร เพลีย เลือดออกทางช่องคลอด  เราจึงควรรู้วิธีป้องกันโรคร้ายด้วย วิธีเหล่านี้

1.อาหารการกิน คนที่ร่างกายแข็งแรง ก็ต้องกินอาหารให้ ครบ5หมู่ และทานอาหารให้หลากหลาย ร่างกายก็จะได้รับสารอาหารที่เพียงพอ พอร่างกายแข็งแรงภูมิคุ้มกันโรคของเราจะดี

Cr.pic; https://www.nationtv.tv/

2. การออกกำลังกาย นอกจากจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรง และเป็นการเบิร์นไขมันส่วนเกินแล้ว ยังไม่น่าเชื่อว่าจะช่วยป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้ เพราะการที่ร่างกายแข็งแรง ทำให้ภูมิคุ้มกันดี ทำให้ไม่เสี่ยงติดโรคทางเพศสัมพันธ์และลดความเสี่ยงติดเชื้อทางโรคติดต่อ และเราแนะนำว่า ให้ออกกำลังกายวันละ 30-45 นาทีต่อวัน หรือสัปดาห์ละอย่างน้อย 3-5 วัน

3. การพักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ อย่างน้อย 7-8 ชั่วโมง และควรเข้านอน ตั้งแต่ 4 ทุ่มเป็นต้นไป เพราะกว่าเราจะนอนหลับลึก ก็ใช้เวลาเป็นชั่วโมง เพื่อให้โกรกฮอร์โมนหลั่งออกมามากในช่วงตี 1 -ตี2 และทำให้ร่างกายได้ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ

4. สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันในยุคนี้ คือ การจัดการความเครียด เพราะทุกคนล้วนแต่มีความเครียดส่วนตัว แต่ขึ้นอยู่กับแต่ละคนว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเครียด ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนความเครียดที่เรียกว่า คอร์ติซอล ความเครียดจะไปกดภูมิคุ้มกัน ทำให้ร่างกายของเราเจ็บป่วยง่าย สังเกตได้จากคนที่เป็นโรคกระเพาะ และคนที่ท้องผูก แสดงว่าเป็นสัญญาณเตือนว่าเรานั้นเครียดโดยไม่รู้ตัว

Cr.pic; https://www.bangkokhospital.com/

5. ควันบุหรี่ ไม่ว่าจะเป็นการสูดดมควันที่สูบบุหรี่เองหรือบุหรี่มือสอง มือสาม บุหรี่มือสอง คือ มาจากการสูดดมควันบุหรี่ที่คนอื่นสูบ ทำให้คนที่ได้รับควันบุหรี่ได้รับสารพิษเต็มๆ เพราะขณะที่เราสูดดมไม่มีตัวกรองสารพิษ ส่วนบุหรี่มือสาม คือ ควันบุหรี่ที่ติดมากับเสื้อผ้า สิ่งของผู้สูบ ควันบุหรี่ทำให้เรามีภูมิคุ้มกันต่ำ และยังมีงานวิจัยพบว่า ควันบุหรี่ทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูกมากกว่าคนที่ไม่สูบบุหรี่ถึง 2 เท่า

6. ฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก แบ่งเป็น วัคซีนตัวหนึ่งสามารถป้องกันเชื้อ HPV สายพันธุ์ 16 และ 18  ส่วนวัคซีน อีกชนิดสามารถป้องกันการติดเชื้อ HPV ได้ถึง 4 สายพันธุ์ นั่นคือ สองสายพันธุ์ที่ทำให้เกิดหูดหงอนไก่ แนะนำให้ฉีดช่วงอายุ10-14ปี จะมีปะสิทธิภาพสูงสุด เพราะเป็นการป้องกันการติดเชื้อHPV ก่อนเริ่มมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก วัคซีนนี้จะฉีดทั้งหมด 3 เข็ม ได้แก่ เข็มแรก ฉีดที่กล้ามเนื้อ เข็มที่สอง ฉีดห่างจากเข็มแรก 2 เดือน เข็มที่สามฉีดห่างจากเข็มแรก 6 เดือน แต่หากสาวๆคนไหนที่อายุเกินแล้ว แต่ยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ ก็มีประสิทธิภาพเช่นกัน หลังจากฉีดวัคซีนแล้ว ควรตรวจคัดกรองทุกปี

Cr.pic; https://ch9airport.com/

7. ผู้หญิงที่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์ หรือมีอายุถึง 30 ปีขึ้นไป ควรตรวจคัดกรอง มะเร็งปากมดลูกทุกปี อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง  แต่ถ้าอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป ควรมาตรวจคัดกรอง ปีละ 2 ครั้ง สำหรับวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก ราคา เริ่มต้นที่3000 บาท สามารถป้องกันได้ถึง 4 สายพันธุ์ ฉีดได้ที่โรงพยาบาลยันฮี

8. หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง เช่น มีคู่นอนหลายคน การมีเพศสัมพันธ์ตอนอายุยังน้อย งดการสูบบุหรี่ เพราะเป็นพฤติกรรมเสี่ยงเหล่านี้ อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดเชื้อก่อโรคจนกลายเป็นโรคร้ายได้

    เราจึงควรดูแลสุขภาพให้ดีอยู่เสมอ และควรตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี หากคุณผู้หญิงอายุมากกว่า 30 ปี ควรตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกอย่างน้อย ปีละ 1 ครั้ง เพราะมะเร็งปากมดลูก สามารถรักษาให้หายขาดได้ รวมถึงปัจจุบันมีวัคซีน 2 ชนิดที่สามารถป้องกันโรคนี้ได้

ติดตามบทความ good health ในทุกสัปดาห์ได้ที่ howto-healthy.com

Categories
good health

7 อาหารช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์

7 อาหารช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์

การทานอาหารของเราในทุกมื้อ และ ทุกๆวันนั้นสามารถจะมีส่วนช่วยในการป้องกันการเป็นอัลไซเมอร์ก่อนวัยอันควรได้ เราจะต้องทานอาหารประเภทไหนบ้าง มีกี่ประเภท ต้องทานให้เหมาะสมอย่างไร ในบทนี้จึงขอนำ 7 อาหารที่ช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์มาฝากกัน ใครที่อยากจะทราบกันแล้ว เรามาติดตามกันเลย

  1. องุ่น ไวน์แดง และดาร์กช็อกโกแลต

สารสกัด Resveratrol เป็นสารโพลีฟีนอลชนิดหนึ่ง ที่พบในองุ่น, ไวน์แดง และดาร์กช็อกโกแลต มีสรรพคุณช่วยลดความเสี่ยงของโรคต่าง ๆ ที่มีส่วนสัมพันธ์กับอายุของเรา  เช่น ปัญหาที่เกี่ยวกับระบบประสาท ชะลออาการของโรคอัลไซเมอร์ และภาวะสมองเสื่อม รวมทั้งโรคมะเร็ง และเบาหวาน

  • ถั่วลิสง และเนยถั่ว

ถือเป็นแหล่งไขมันดีอุดมไปด้วยวิตามินอี ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพหัวใจ และการทำงานของสมอง รวมไปถึง ถั่วอัลมอนด์ และฮาเซลนัท  ที่มี ดร.Maria C.Carrillo ผู้อำนวยการอาวุโสทางด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์แห่งสมาคมอัลไซเมอร์ ยืนยันว่า มีงานวิจัยที่ค้นพบว่าอาหารที่มีไขมันดีสูง มีไขมันอิ่มตัวต่ำ และไขมันทรานส์ต่ำ หรือกลุ่มอาหารที่อุดมไปด้วยธัญพืช ผักใบเขียว และถั่วนั้น มีประโยชน์ต่อสุขภาพหัวใจ และสมอง

  • ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่

จากผลของการวิจัยล่าสุด ที่เปิดเผยหลังการประชุมของ The American Chemical Society ที่กรุงบอสตัน ระบุว่าผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ เช่น บลูเบอร์รี่, สตรอว์เบอร์รี่,  และอาซาอิเบอร์รี่ (Acai Berries) มีคุณสมบัติในการช่วยหยุดภาวะเสื่อมถอยของความจำ ซึ่งเป็นผลมาจากอายุของเราที่เพิ่มขึ้นได้

  • อะโวคาโด ผลไม้เนื้อครีม

อุดมชุ่มฉ่ำไปด้วยไขมันดี วิตามินอีสูง และมีสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งพบว่ามีส่วนสัมพันธ์ในการลดความเสี่ยงที่จะนำไปสู่โรคอัลไซเมอร์ได้ การที่เราทานอะโวคาโดเป็นประจำ ยังช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ เพิ่มปริมาณไขมันดี (HDL) และลดไขมันไม่ดี (LDL) หรือคอเลสเตอรอลในร่างกายลง เมื่อไหร่ก็ตามที่ไขมันทั้งสองอยู่ในระดับสมดุล ก็จะทำให้ระบบการทำงานของหลอดเลือด และหัวใจทำงานได้ดีขึ้นด้วย

  • พืชผักใบเขียว

ผักแคล (Kale), คะน้า, ผักโขม และบล็อกโคลี่ ถือเป็นแหล่งอาหารที่มีวิตามินอีและโฟเลทสูง โดยผักโขมดิบ 1 ถ้วย ให้วิตามินอี 15% และผักโขมต้มสุก  ½  ถ้วย ให้วิตามินอีสูงถึง 25% ในขณะที่กรดโฟลิก มีการศึกษาที่ผ่านมา ค้นพบว่ามีส่วนช่วยเผาผลาญกรดโฮโมซีสเตอีน (Homocysteine) ซึ่งหากร่างกายมีระดับโฮโมซีสเตอีนในเลือดสูง อาจส่งผลให้เซลล์ประสาทในสมองตาย รวมทั้งยังเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ได้ด้วย

  • การทานปลาได้ไขมันดี

ทั้ง ปลาแซลมอน, ปลาแมคคาเรล, ทูน่า และปลาชนิดอื่น ๆ ที่ให้กรดไขมันโอเมก้า 3 และมีกรดไขมัน DHA (Docosahexaenoic Acid) เป็นกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัว จะมีส่วนช่วยในการพัฒนาสมอง โดยเฉพาะส่วนของความจำ และการเรียนรู้ ในกรดไขมัน DHA พบว่าเป็นไขมันที่เป็นส่วนประกอบของเซลล์สมองถึง  65%  และร่างกายไม่สามารถสร้างเองได้ ต้องได้รับจากการทานปลา

  • น้ำสลัดที่มีส่วนประกอบของน้ำมันจากพืช

Martha Clare Morris ผู้อำนวยการฝ่ายโภชนาการ และระบาดวิทยา แห่งมหาวิทยาลัย Rush ในชิคาโก ระบุเอาไว้ว่าการทานอาหารที่อุดมด้วยวิตามินอีสูง  เช่น น้ำสลัดที่มีส่วนประกอบพื้นฐานของน้ำมันผักอย่างน้ำมันมะกอก เมล็ดพืช ถั่ว และธัญพืช จะประกอบไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ที่จะช่วยในการปกป้องเซลล์ประสาทได้ดี

นี่คือ 7 อาหารที่ช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์ที่นำมาฝากกัน ลองนำไปเป็นหลักในการเลือกทานอาหารเพื่อช่วยป้องกันอัลไซเมอร์กันดู แล้วในบทหน้าเรามาพบกันใหม่กับเรื่องสุขภาพที่จะนำมาฝากกันต่อได้ในทุกสัปดาห์ จะเป็นเรื่องอะไรบ้างนั้น ต้องรอติดตามกันต่อ

ติดตามบทความ good food ในทุกสัปดาห์ได้ที่ howto-healthy.com

Categories
good health

7 วิธีดูแลสุขภาพ “หนีโควิด” เมื่อกลับถึงบ้าน

ช่วงการระบาดของ COVID-19 ที่สามารถแพร่กระจายได้อย่างง่ายดายแต่เราทุกคนก็ต้องออกไปทำงานและดำเนินชีวิตต่อไปไม่มีวันหยุด เราจึงจำเป็นที่จะต้องรู้จักวิธีการป้องกันโควิด-19ที่สามารถทำได้ง่ายๆ หรือแม้แต่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการใช้ชีวิตประจำวันเพื่อให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบันก็เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งวิธีที่เราควรทำเพื่อป้องกันหลีกหนีจากเชื้อโควิด-19 ตัวนี้ ถึงแม้จะไม่ได้เป็นการหลีกเลี่ยงได้ 100% ก็ตาม แต่ก็ถือเป็นวิธีที่ดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ในสถานการณ์แบบนี้

1.ถอดหน้ากากอนามัย และคัดแยกออกจากถังขยะที่คนในบ้านใช้เป็นประจำ มัดแยกออกมาทิ้งไว้อย่างมิดชิด และควรทำความสะอาดมือด้วยสบู่ น้ำสะอาดหรือเจลแอลกอฮอล์ทันทีหลังจากจับหน้ากากอนามัยที่ใช้แล้ว

2.ควรเช็ดทำความสะอาดของใช้ส่วนตัวหลังจากกลับมาถึงบ้านโดยทันที โดยเฉพาะกุญแจรถ โทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต นาฬิกาข้อมือ กระเป๋าสตางค์ เป็นต้น ซึ่งเป็นของที่เราทุกคนใช้และจับอยู่เป็นประจำในชีวิตประจำวัน

3.ควรล้างมืออย่างน้อย 20 วินาทีขึ้นไปก่อนสัมผัสสิ่งของหรือราวบันได กลอนประตูในบ้าน และก่อนไปนอนบนเตียงนอน หรือใกล้ชิดผู้สูงอายุ เด็กเล็กในบ้าน ควรอาบน้ำ สระผม ทำความสะอาดร่างกายให้สะอาดก่อน ทางที่ดีควรทำทันทีและทำให้เป็นกิจวัตรประจำวันหลังจากถึงบ้าน

4.ควรแยกเสื้อผ้าที่ใส่ไปทำงานหรือไปข้างนอกบ้าน แยกลงตระกร้าคนละตระกร้ากับเสื้อผ้าที่ใส่ในบ้าน เพื่อเป็นการจะได้แยกการทำความสะอาด และไม่ให้เป็นการสะสมเชื้อ

5.เวลารับประทานอาหารควรมีช้อนกลางในการรับประทานอาหารร่วมกันในครอบครัว ไม่ควรใช้ช้อนทานอาหารส่วนตัวไปตักอาหารส่วนร่วม เพื่อเป็นการป้องกันโรค

6.เมื่อกลับมาถึงบ้านควรเก็บรองเท้าไว้ข้างนอกบ้าน หรือนอกห้องแอร์ ทางที่ดีไม่ควรนำมาไว้ในบ้านยิ่งเป็นช่วงสถานการณ์โคโรน่าไวรัส ควรรักษาความสะอาดให้ดีเป็นสองเท่า

7.ถึงแม้จะเป็นข้าวของเครื่องใช้ภายในบ้านก็ควรดูแลรักษาความสะอาด ควรทำความสะอาดของใช้ส่วนรวมเป็นประจำ โดยเฉพาะที่จุดอับ หรือจุดที่ต้องใช้มือจับบ่อยๆอย่างกลอนประตู บานหน้าต่าง ราวบันได ประตูรั้ว ประตูห้องต่างๆ ควรใช้แอลกอฮอล์เช็ดทำความสะอาดเป็นประจำเพื่อความปลอดภัยและเพื่อความสะอาดอีกด้วย

7 วิธีการดูแลสุขภาพ “หนีโควิด” เมื่อกลับถึงบ้าน ที่เราได้แนะนำกันไปนี้เรียกได้ว่าไม่ยากที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตเพื่อความปลอดภัยของคุณและคนในครอบครัวที่คุณรักเลยใช่ไหมล่ะ! ถ้าเราทุกคนหันมาใส่ใจ ดูแลความสะอาด ต่อสู้กับเจ้าไวรัสนี้ เชื่อว่าเราจะสามารถต่อสู้และดำรงชีวิตอยู่ร่วมกันได้

ติดตามบทความ good health ในทุกสัปดาห์ได้ที่ howto-healthy.com

Categories
good health

โรคที่พบบ่อยในช่วง โควิด19 ที่ต้องคอยระวัง

จากการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด 19 ทำให้มีการเฝ้าระวังในหลายๆอย่างที่เกิดจากตัวเราและคนอื่น โดยการ ส้วมหน้ากากอนามัย ถือเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องใช้ในช่วงนี้ เพื่อไม่ให้เกิดการแพร่ระบาด กระจายเชื้อจากผู้อื่นมาสู่เรา หรือ จากเราไปสู่ผู้อื่น เป็นวิธีการป้องกันเบื้องต้นจากการระบาดของเชื้อไวรัสนี้

Cr.pic: www.scgfoundation.org

1.โรคตาที่พบบ่อยที่สุดในช่วง โควิด19

 ตากุ้งยิง

ที่มักจะเกิดที่เปลือกตาล่างอาจเกิดจากการใส่หน้ากากอนามัยที่ไม่สะอาดและการสัมผัสตาด้วยมือที่ไม่สะอาดบริเวณต่อมไขมันเปลือกตาล่างนำมาสู่การติดเชื้อในที่สุด ป้องกันได้โดยใส่หน้ากากให้กระชับกับใบหน้าดูแลเปลือกตาสม่ำเสมอ ทำให้มีอาการเจ็บปวดตรงที่เป็นตุ่มหรือหนอง

Cr.pic: http://www.supremeilasik.com/th/stye/

2.โรคผิวหนังที่พบบ่อยบนใบหน้าหลายชนิด

 เช่นสิว, ผิวหนังอักเสบ , โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง, ที่ล้วนมีวิธีการดูแลรักษาจากสาเหตุและการป้องกันที่แตกต่างกันสาเหตุอาจเกิดจากการใส่แมส ถึงแม้จะช่วยเราป้องกันเชื้อโรค และฝุ่นละอองต่างๆได้ แต่การใส่แมส ก็อาจส่งผลเสียต่อผิวหน้าได้ จะพบปัญหาผิวหน้าที่เกิดจากการใส่แมส

คือ “แพ้แมส” หรือ แพ้หน้ากากอนามัยซึ่งเป็นการเสียดสีของแมสกับผิวหนัง ในเวลาที่เราใส่หน้ากากอนามัย จนทำให้เกิดปัญหาผิวระคายเคือง ผิวบอบบางลง จนทำให้เกิดสิวและผดผื่น ยิ่งหากมีผิวบอบบางแพ้ง่ายอยู่แล้วก็จะเกิดการระคายเคืองได้ง่ายมากยิ่งขึ้น

โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังมักพบบ่อยในวัยเด็ก ซึ่งมีอาการผื่นคันและแดงตามผิวหนัง และมักจะขึ้นบริเวณข้อพับแขน ข้อพับขา และลำคอด้านหน้า เมื่อเกามาก ๆ อาจมีหนองไหลหรือเกิดเป็นสะเก็ดหนองตามมา

วิธีการรักษา การทาเบบี้มายด์ ในบริเวณที่เกิดอาการคันหรือมีผื่นแดงตามผิวหนัง

Cr.pic: https://www.vejthani.com/

3. โรคอ้วน

 เพราะคนอ้วนส่วนใหญ่ไม่ได้มีแค่โรคเดียว แต่มักจะมีโรคร่วมอื่นๆด้วย ทั้งโรคเบาหวาน  ความดันโลหิตสูง  ไขมันในเลือดสูง  ซึ่งอาจเกิดจากการรับประทานอาหารที่มากเกินไป ในระหว่างการ Work from จนทำให้รับประทานเกินความต้องการของร่างกาย รับประทานอาหารที่ให้พลังงานสูง เนื้อสัตว์ ไขมัน แป้ง ของหวาน

home โดยมีสูตร BMI = น้ำหนัก(กิโลกรัม) / ความสูง(เมตรยกกำลัง 2) ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นน้ำหนัก หากคุณคำนวณแล้วพบว่า เกิน 25 กก./ตรม. ถือว่าคุณอ้วน

Cr.pic: https://www.pobpad.com

4.โรคทางประสาท

 เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ทำให้หลายคนมีสภาวะเครียด รวมทำให้เกิด อาการอื่นๆตามมา เช่น มึนศีรษะ ปวดศีรษะ การรับรสหรือรับกลิ่นลดลง อาการปวดเส้นประสาทหรือกล้ามเนื้อได้เลยทีเดียว

Cr.pic:

ติดตามบทความ good health ในทุกสัปดาห์ได้ที่ howto-healthy.com

Categories
good food

5 สมุนไพรไทยที่ควรมีไว้ติดบ้านในช่วงหน้าฝน 

โอกาสที่จะเจ็บไข้ได้ป่วยในช่วงเวลาอากาศเปลี่ยนแปลงนั้นเกิดขึ้นได้บ่อยมาก โดยเฉพาะช่วงเวลาของสภาพอากาศในช่วงหน้าฝน หลาย ๆ คนนั้นก็คงจะคิดว่าคงจะต้องพึ่งพายา หรือคุณหมอเพิ่มเติมอย่างแน่นอนในช่วงนี้ถ้าหากเรามีอาการเจ็บป่วยหรือไม่สบาย แต่อย่างไรก็ตามจะดีกว่าไหม

ถ้าหากรู้จักดูแลสุขภาพ และบำรุงร่างกายรวมไปถึงป้องกันตัวเองล่วงหน้าแบบตำรับไทย ใช่แล้วตอนนี้กำลังจะอธิบายถึงสมุนไพรไทยที่สามารถช่วยทำให้คุณนั้นห่างไกลจากคำว่าป่วยง่าย ๆ ในช่วงหน้าฝน รับรองได้เลยว่า 5 สิ่งนี้มีประโยชน์มาก คุณสามารถหารับประทานได้อย่างแน่นอน 

1. หอมแดง 

สมุนไพรไทยพื้นบ้านที่หาได้ง่าย และสามารถรับประทานได้เป็นประจำ การรับประทานอาหารที่มีส่วนผสมของหอมแดงเป็นประจำ จะช่วยลดอาการเป็นหวัดได้เป็นอย่างดี และแน่นอนว่ายังมีประโยชน์ต่อสุขภาพช่วยลดการเจริญเติบโตของเชื้อโรค และแบคทีเรียในลำคอได้อีกด้วย 

2. ใบกะเพรา 

ความโดดเด่นที่เป็นเอกลักษณ์ของใบกะเพรา มีรสชาติที่เผ็ดร้อน สร้างความอบอุ่นในร่างกาย และช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกัน สำหรับการรับประทานในช่วงฤดูฝน จะมีส่วนช่วยเป็นอย่างมากในการช่วยดูแลสุขภาพโดยรวม แต่อย่างไรก็ตาม ขอแนะนำให้รับประทานอย่างพอดีเพื่อบำรุงสุขภาพ ถ้าหากรับประทานมากไปอาจจะเป็นการขับลมก็ได้ อันนี้ควรระวัง 

3. ตะไคร้ 

สามารถช่วยป้องกันปัญหาเรื่องหวัดลงคอได้อย่างยอดเยี่ยม ตะไคร้มีสรรพคุณในการช่วยต่อต้านเชื้อโรคและแบคทีเรีย ซึ่งถ้าหากคุณนำมาชงเป็นชาตะไคร้ดื่มเป็นประจำ ช่วยทำให้ลดอาการระคายเคืองคอได้แบบเห็นผลอย่างรวดเร็ว ภายใน 48 ชั่วโมง จะลดอาการระคายเคืองคอได้อย่างแน่นอน 

4. กระเทียม 

กระเทียมมีสรรพคุณเป็นอย่างมากในการช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันในร่างกาย พร้อมทั้งยังสามารถช่วยป้องกันปัญหาเรื่องเชื้อราบนผิวหนังได้อีกด้วย ซึ่งเหมาะมากสำหรับช่วงเวลาหน้าฝน อยากแนะนำให้คุณรับประทานกระเทียมทุกวัน จะช่วยบำรุงร่างกายของคุณได้มากอย่างแน่นอน 

5. ขิง

รสชาติที่เผ็ดร้อนแต่แฝงไว้ด้วยคุณประโยชน์  มีสรรพคุณที่น่าทึ่งเป็นอย่างมาก ขิงมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่สูง แถมยังช่วยแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับระบบกระเพาะอาหาร และการย่อยในช่วงฤดูฝนได้อีกด้วย สามารถช่วยทำให้คุณนั้นเจริญอาหารมากยิ่งขึ้น และมีประโยชน์ในการช่วยขับลม และระบบการขับถ่าย ซึ่งเป็นสมุนไพรที่ได้รับความนิยมมากตั้งแต่สมัยโบราณอันนี้ขอแนะนำเลย 

สรุป 

สมุนไพร 5 อย่างนี้สามารถช่วยดูแลสุขภาพคุณได้อย่างแน่นอนในช่วงหน้าฝน หาไม่ยาก และสามารถหารับประทานในชีวิตประจำวัน ไว้ประกอบอาหารได้แบบง่าย ๆ ถ้าหากคุณสนใจอยากจะลองนำไปใช้ ขอแนะนำให้นำไปประกอบอาหาร ลองดูเลยนะรับรองได้เลยว่าคุณต้องประทับใจอย่างแน่นอน 

ขอขอบคุณภาพโดย   https://pixabay.com/

ติดตามบทความ good food ในทุกสัปดาห์ได้ที่ howto-healthy.com

Categories
good health

การระบาดของเชื้อโอมิครอน BA.2 และโรคฝีดาษลิงที่กำลังระบาดในขณะนี้

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาได้ตรวจสอบพบผู้ติดเชื้อโอมิครอนสายพันธุ์ย่อย BA.2 ที่มาจากนักท่องเที่ยว คนไทยที่กลับมาจากต่างประเทศและเริ่มพบการแพร่เชื้อภายในประเทศ ซึ่งประเทศไทยได้มีการการเฝ้าระวังการกลายพันธุ์ของเชื้อโควิด-19 มาอย่างต่อเนื่องจากการติดตามสถานการณ์ระบาดและการกระจายของเชื้อไวรัสโควิด-19

 ซึ่งลักษณะสำคัญทางพันธุกรรมโอมิครอนสายพันธุ์ย่อย BA.2 ยังไม่พบความแตกต่างจากสายพันธุ์ย่อย BA.1 และ BA.2 มีลักษณะพันธุกรรมบางจุดที่เมื่อถูกจำแนกด้วยการตรวจเชื้อวิธีต่าง ๆ จะทำได้ยากกว่าสายพันธุ์ดั้งเดิม จากข่าวแพร่กระจายในประเทศไทย

ลักษณะสำคัญทางพันธุกรรมของโอมิครอนสายพันธุ์ย่อย BA.2 สามารถในการแพร่เชื้อที่รวดเร็วมากกว่าเชื้อโควิดที่ผ่านๆมา สามารถหลบภูมิคุ้มกันได้ จากการติดเชื้อหรือการได้รับวัคซีนมาก่อน แม้ว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่ดูเหมือนจะมีอาการไม่รุนแรง แต่จำนวนผู้ติดเชื้อซ้ำกลับเพิ่มขึ้นสูงมาก โดยข้อมูลที่บันทึกมาตั้งแต่โควิด-19 ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา

ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนบอกว่า การติดเชื้อซ้ำนั้นเป็นหนึ่งในปัญหาใหญ่ เพราะแม้โอกาสติดเชื้อโควิด-19 จะมีน้อย ทั้งนี้เราต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง มีการเผยศึกษาการวิจัยการเบื่องต้น คณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ว่าวัคซีนต้านโควิดที่มีประสิทธิภาพคือการฉีดโมเดอร์นาหลังฉีดแอสตร้าเซนเนก้า 2 เข็มจะสามารถเพิ่มภูมิคุ้มกัน 29-33 เท่า (มากที่สุด)

กลุ่มที่ได้รับวัคซีน AstraZeneca ยับยั้งได้ลดลง 17 เท่า และ 24 เท่าตามลำดับ รองลงมาคือกลุ่มที่ได้รับวัคซีน Moderna ยับยั้งได้ลดลง 15 เท่า และ 18 เท่า

วันที่ 1 กรกฎาคม 2565 นี้ ยกเลิกรักษาผู้ติดเชื้อโควิดแบบ HI  ในบัตรทอง ส่วนประกันสังคมยกเลิก 4 ก.ค. แต่ยังรักษาตามสิทธิ์คนไข้บัตรทอง ซึ่งไปรักษาที่ไหนก็ได้ในรพ.รัฐ  และยังคงมีการรักษาแบบ(Outpatient with Self Isolation : OPSI)  หรือ “เจอ แจก จบ” ผู้ป่วยนอกยังทำเหมือนเดิม

ต่อมาที่ประชาชนให้ความสนใจไม่แพ้กันคือ ฝีดาษลิง ยืนยันไทยยังไม่พบผู้ป่วยโรคฝีดาษลิง เพราะมีความพร้อมระบบเฝ้าระวัง-ควบคุมโรค มีระยะฟักตัวค่อนข้างยาว  5-21 วัน อาการที่สำคัญ คือ ไข้  ปวดหัว ปวดเมื่อยตามตัว  ไม่ค่อยมีน้ำมูก หลังไข้ 1-3 วันจะมีผื่นขึ้นกระจายลำตัว แขน ขา และใบหน้าได้ ส่วนใหญ่หายเองได้  อาจมีภาวะแทรกซ้อน และเสียชีวิตได้ โดยถ้าเทียบกับโควิด-19 ส่วนใหญ่อาการไม่ค่อยรุนแรง ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตไม่เหมือนเชื้อโควิด-19 

การปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันไวรัส

ผู้คนควรใช้มาตรการเฝ้าระวังอย่างที่เคยทำมาเหมือนเดิม เช่น การฉีดวัคซีนกระตุ้นเพื่อป้องกันโควิด การสวมหน้ากากอนามัย การหลีกเหลี่ยงสถานที่แอดอัด และอยู่บ้านหากรู้สึกว่าไม่สบายและตรวจเชื้อโควิด

ติดตามบทความ good health ในทุกสัปดาห์ได้ที่ howto-healthy.com