Categories
good health

มะเร็ง โรคร้ายของผู้หญิง ที่ป้องกันได้

มะเร็ง โรคร้ายของผู้หญิง ที่ป้องกันได้

    มะเร็งปากมดลูก เป็นภัยร้ายใกล้ตัวของผู้หญิงอย่างเราๆ ที่ไม่มีใครอยากเป็น เพราะถ้าเป็นแล้ว อาจสายเกินแก้ เพราะมักมีสัญญาณเตือน เช่น ตกขาวมีเลือดปน เบื่ออาหาร เพลีย เลือดออกทางช่องคลอด  เราจึงควรรู้วิธีป้องกันโรคร้ายด้วย วิธีเหล่านี้

1.อาหารการกิน คนที่ร่างกายแข็งแรง ก็ต้องกินอาหารให้ ครบ5หมู่ และทานอาหารให้หลากหลาย ร่างกายก็จะได้รับสารอาหารที่เพียงพอ พอร่างกายแข็งแรงภูมิคุ้มกันโรคของเราจะดี

Cr.pic; https://www.nationtv.tv/

2. การออกกำลังกาย นอกจากจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรง และเป็นการเบิร์นไขมันส่วนเกินแล้ว ยังไม่น่าเชื่อว่าจะช่วยป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้ เพราะการที่ร่างกายแข็งแรง ทำให้ภูมิคุ้มกันดี ทำให้ไม่เสี่ยงติดโรคทางเพศสัมพันธ์และลดความเสี่ยงติดเชื้อทางโรคติดต่อ และเราแนะนำว่า ให้ออกกำลังกายวันละ 30-45 นาทีต่อวัน หรือสัปดาห์ละอย่างน้อย 3-5 วัน

3. การพักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ อย่างน้อย 7-8 ชั่วโมง และควรเข้านอน ตั้งแต่ 4 ทุ่มเป็นต้นไป เพราะกว่าเราจะนอนหลับลึก ก็ใช้เวลาเป็นชั่วโมง เพื่อให้โกรกฮอร์โมนหลั่งออกมามากในช่วงตี 1 -ตี2 และทำให้ร่างกายได้ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ

4. สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันในยุคนี้ คือ การจัดการความเครียด เพราะทุกคนล้วนแต่มีความเครียดส่วนตัว แต่ขึ้นอยู่กับแต่ละคนว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเครียด ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนความเครียดที่เรียกว่า คอร์ติซอล ความเครียดจะไปกดภูมิคุ้มกัน ทำให้ร่างกายของเราเจ็บป่วยง่าย สังเกตได้จากคนที่เป็นโรคกระเพาะ และคนที่ท้องผูก แสดงว่าเป็นสัญญาณเตือนว่าเรานั้นเครียดโดยไม่รู้ตัว

Cr.pic; https://www.bangkokhospital.com/

5. ควันบุหรี่ ไม่ว่าจะเป็นการสูดดมควันที่สูบบุหรี่เองหรือบุหรี่มือสอง มือสาม บุหรี่มือสอง คือ มาจากการสูดดมควันบุหรี่ที่คนอื่นสูบ ทำให้คนที่ได้รับควันบุหรี่ได้รับสารพิษเต็มๆ เพราะขณะที่เราสูดดมไม่มีตัวกรองสารพิษ ส่วนบุหรี่มือสาม คือ ควันบุหรี่ที่ติดมากับเสื้อผ้า สิ่งของผู้สูบ ควันบุหรี่ทำให้เรามีภูมิคุ้มกันต่ำ และยังมีงานวิจัยพบว่า ควันบุหรี่ทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูกมากกว่าคนที่ไม่สูบบุหรี่ถึง 2 เท่า

6. ฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก แบ่งเป็น วัคซีนตัวหนึ่งสามารถป้องกันเชื้อ HPV สายพันธุ์ 16 และ 18  ส่วนวัคซีน อีกชนิดสามารถป้องกันการติดเชื้อ HPV ได้ถึง 4 สายพันธุ์ นั่นคือ สองสายพันธุ์ที่ทำให้เกิดหูดหงอนไก่ แนะนำให้ฉีดช่วงอายุ10-14ปี จะมีปะสิทธิภาพสูงสุด เพราะเป็นการป้องกันการติดเชื้อHPV ก่อนเริ่มมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก วัคซีนนี้จะฉีดทั้งหมด 3 เข็ม ได้แก่ เข็มแรก ฉีดที่กล้ามเนื้อ เข็มที่สอง ฉีดห่างจากเข็มแรก 2 เดือน เข็มที่สามฉีดห่างจากเข็มแรก 6 เดือน แต่หากสาวๆคนไหนที่อายุเกินแล้ว แต่ยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ ก็มีประสิทธิภาพเช่นกัน หลังจากฉีดวัคซีนแล้ว ควรตรวจคัดกรองทุกปี

Cr.pic; https://ch9airport.com/

7. ผู้หญิงที่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์ หรือมีอายุถึง 30 ปีขึ้นไป ควรตรวจคัดกรอง มะเร็งปากมดลูกทุกปี อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง  แต่ถ้าอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป ควรมาตรวจคัดกรอง ปีละ 2 ครั้ง สำหรับวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก ราคา เริ่มต้นที่3000 บาท สามารถป้องกันได้ถึง 4 สายพันธุ์ ฉีดได้ที่โรงพยาบาลยันฮี

8. หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง เช่น มีคู่นอนหลายคน การมีเพศสัมพันธ์ตอนอายุยังน้อย งดการสูบบุหรี่ เพราะเป็นพฤติกรรมเสี่ยงเหล่านี้ อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดเชื้อก่อโรคจนกลายเป็นโรคร้ายได้

    เราจึงควรดูแลสุขภาพให้ดีอยู่เสมอ และควรตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี หากคุณผู้หญิงอายุมากกว่า 30 ปี ควรตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกอย่างน้อย ปีละ 1 ครั้ง เพราะมะเร็งปากมดลูก สามารถรักษาให้หายขาดได้ รวมถึงปัจจุบันมีวัคซีน 2 ชนิดที่สามารถป้องกันโรคนี้ได้

ติดตามบทความ good health ในทุกสัปดาห์ได้ที่ howto-healthy.com

Categories
good health

7 วิธีดูแลสุขภาพ “หนีโควิด” เมื่อกลับถึงบ้าน

ช่วงการระบาดของ COVID-19 ที่สามารถแพร่กระจายได้อย่างง่ายดายแต่เราทุกคนก็ต้องออกไปทำงานและดำเนินชีวิตต่อไปไม่มีวันหยุด เราจึงจำเป็นที่จะต้องรู้จักวิธีการป้องกันโควิด-19ที่สามารถทำได้ง่ายๆ หรือแม้แต่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการใช้ชีวิตประจำวันเพื่อให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบันก็เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งวิธีที่เราควรทำเพื่อป้องกันหลีกหนีจากเชื้อโควิด-19 ตัวนี้ ถึงแม้จะไม่ได้เป็นการหลีกเลี่ยงได้ 100% ก็ตาม แต่ก็ถือเป็นวิธีที่ดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ในสถานการณ์แบบนี้

1.ถอดหน้ากากอนามัย และคัดแยกออกจากถังขยะที่คนในบ้านใช้เป็นประจำ มัดแยกออกมาทิ้งไว้อย่างมิดชิด และควรทำความสะอาดมือด้วยสบู่ น้ำสะอาดหรือเจลแอลกอฮอล์ทันทีหลังจากจับหน้ากากอนามัยที่ใช้แล้ว

2.ควรเช็ดทำความสะอาดของใช้ส่วนตัวหลังจากกลับมาถึงบ้านโดยทันที โดยเฉพาะกุญแจรถ โทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต นาฬิกาข้อมือ กระเป๋าสตางค์ เป็นต้น ซึ่งเป็นของที่เราทุกคนใช้และจับอยู่เป็นประจำในชีวิตประจำวัน

3.ควรล้างมืออย่างน้อย 20 วินาทีขึ้นไปก่อนสัมผัสสิ่งของหรือราวบันได กลอนประตูในบ้าน และก่อนไปนอนบนเตียงนอน หรือใกล้ชิดผู้สูงอายุ เด็กเล็กในบ้าน ควรอาบน้ำ สระผม ทำความสะอาดร่างกายให้สะอาดก่อน ทางที่ดีควรทำทันทีและทำให้เป็นกิจวัตรประจำวันหลังจากถึงบ้าน

4.ควรแยกเสื้อผ้าที่ใส่ไปทำงานหรือไปข้างนอกบ้าน แยกลงตระกร้าคนละตระกร้ากับเสื้อผ้าที่ใส่ในบ้าน เพื่อเป็นการจะได้แยกการทำความสะอาด และไม่ให้เป็นการสะสมเชื้อ

5.เวลารับประทานอาหารควรมีช้อนกลางในการรับประทานอาหารร่วมกันในครอบครัว ไม่ควรใช้ช้อนทานอาหารส่วนตัวไปตักอาหารส่วนร่วม เพื่อเป็นการป้องกันโรค

6.เมื่อกลับมาถึงบ้านควรเก็บรองเท้าไว้ข้างนอกบ้าน หรือนอกห้องแอร์ ทางที่ดีไม่ควรนำมาไว้ในบ้านยิ่งเป็นช่วงสถานการณ์โคโรน่าไวรัส ควรรักษาความสะอาดให้ดีเป็นสองเท่า

7.ถึงแม้จะเป็นข้าวของเครื่องใช้ภายในบ้านก็ควรดูแลรักษาความสะอาด ควรทำความสะอาดของใช้ส่วนรวมเป็นประจำ โดยเฉพาะที่จุดอับ หรือจุดที่ต้องใช้มือจับบ่อยๆอย่างกลอนประตู บานหน้าต่าง ราวบันได ประตูรั้ว ประตูห้องต่างๆ ควรใช้แอลกอฮอล์เช็ดทำความสะอาดเป็นประจำเพื่อความปลอดภัยและเพื่อความสะอาดอีกด้วย

7 วิธีการดูแลสุขภาพ “หนีโควิด” เมื่อกลับถึงบ้าน ที่เราได้แนะนำกันไปนี้เรียกได้ว่าไม่ยากที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตเพื่อความปลอดภัยของคุณและคนในครอบครัวที่คุณรักเลยใช่ไหมล่ะ! ถ้าเราทุกคนหันมาใส่ใจ ดูแลความสะอาด ต่อสู้กับเจ้าไวรัสนี้ เชื่อว่าเราจะสามารถต่อสู้และดำรงชีวิตอยู่ร่วมกันได้

ติดตามบทความ good health ในทุกสัปดาห์ได้ที่ howto-healthy.com

Categories
good health

โรคที่พบบ่อยในช่วง โควิด19 ที่ต้องคอยระวัง

จากการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด 19 ทำให้มีการเฝ้าระวังในหลายๆอย่างที่เกิดจากตัวเราและคนอื่น โดยการ ส้วมหน้ากากอนามัย ถือเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องใช้ในช่วงนี้ เพื่อไม่ให้เกิดการแพร่ระบาด กระจายเชื้อจากผู้อื่นมาสู่เรา หรือ จากเราไปสู่ผู้อื่น เป็นวิธีการป้องกันเบื้องต้นจากการระบาดของเชื้อไวรัสนี้

Cr.pic: www.scgfoundation.org

1.โรคตาที่พบบ่อยที่สุดในช่วง โควิด19

 ตากุ้งยิง

ที่มักจะเกิดที่เปลือกตาล่างอาจเกิดจากการใส่หน้ากากอนามัยที่ไม่สะอาดและการสัมผัสตาด้วยมือที่ไม่สะอาดบริเวณต่อมไขมันเปลือกตาล่างนำมาสู่การติดเชื้อในที่สุด ป้องกันได้โดยใส่หน้ากากให้กระชับกับใบหน้าดูแลเปลือกตาสม่ำเสมอ ทำให้มีอาการเจ็บปวดตรงที่เป็นตุ่มหรือหนอง

Cr.pic: http://www.supremeilasik.com/th/stye/

2.โรคผิวหนังที่พบบ่อยบนใบหน้าหลายชนิด

 เช่นสิว, ผิวหนังอักเสบ , โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง, ที่ล้วนมีวิธีการดูแลรักษาจากสาเหตุและการป้องกันที่แตกต่างกันสาเหตุอาจเกิดจากการใส่แมส ถึงแม้จะช่วยเราป้องกันเชื้อโรค และฝุ่นละอองต่างๆได้ แต่การใส่แมส ก็อาจส่งผลเสียต่อผิวหน้าได้ จะพบปัญหาผิวหน้าที่เกิดจากการใส่แมส

คือ “แพ้แมส” หรือ แพ้หน้ากากอนามัยซึ่งเป็นการเสียดสีของแมสกับผิวหนัง ในเวลาที่เราใส่หน้ากากอนามัย จนทำให้เกิดปัญหาผิวระคายเคือง ผิวบอบบางลง จนทำให้เกิดสิวและผดผื่น ยิ่งหากมีผิวบอบบางแพ้ง่ายอยู่แล้วก็จะเกิดการระคายเคืองได้ง่ายมากยิ่งขึ้น

โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังมักพบบ่อยในวัยเด็ก ซึ่งมีอาการผื่นคันและแดงตามผิวหนัง และมักจะขึ้นบริเวณข้อพับแขน ข้อพับขา และลำคอด้านหน้า เมื่อเกามาก ๆ อาจมีหนองไหลหรือเกิดเป็นสะเก็ดหนองตามมา

วิธีการรักษา การทาเบบี้มายด์ ในบริเวณที่เกิดอาการคันหรือมีผื่นแดงตามผิวหนัง

Cr.pic: https://www.vejthani.com/

3. โรคอ้วน

 เพราะคนอ้วนส่วนใหญ่ไม่ได้มีแค่โรคเดียว แต่มักจะมีโรคร่วมอื่นๆด้วย ทั้งโรคเบาหวาน  ความดันโลหิตสูง  ไขมันในเลือดสูง  ซึ่งอาจเกิดจากการรับประทานอาหารที่มากเกินไป ในระหว่างการ Work from จนทำให้รับประทานเกินความต้องการของร่างกาย รับประทานอาหารที่ให้พลังงานสูง เนื้อสัตว์ ไขมัน แป้ง ของหวาน

home โดยมีสูตร BMI = น้ำหนัก(กิโลกรัม) / ความสูง(เมตรยกกำลัง 2) ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นน้ำหนัก หากคุณคำนวณแล้วพบว่า เกิน 25 กก./ตรม. ถือว่าคุณอ้วน

Cr.pic: https://www.pobpad.com

4.โรคทางประสาท

 เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ทำให้หลายคนมีสภาวะเครียด รวมทำให้เกิด อาการอื่นๆตามมา เช่น มึนศีรษะ ปวดศีรษะ การรับรสหรือรับกลิ่นลดลง อาการปวดเส้นประสาทหรือกล้ามเนื้อได้เลยทีเดียว

Cr.pic:

ติดตามบทความ good health ในทุกสัปดาห์ได้ที่ howto-healthy.com

Categories
Uncategorized

5 โรคสำหรับเด็ก พบบ่อยมากที่คุณต้องควรระวัง

สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่หลาย ๆ คนกังวลใจ ในช่วงใกล้จะเปิดเทอม นั่นคืออาการป่วยที่พบบ่อยสำหรับเด็ก ๆ โดยเฉพาะเด็กเล็ก ซึ่งมีความเสี่ยงสูงมาก แต่ถ้าหากคุณพ่อคุณแม่ใส่ใจ และป้องกันก้จะไม่เกิด 5 ปัญหาเกี่ยวกับโรคของเด็กดังต่อไปนี้อย่างแน่นอน

โรคของเด็ก

            หมายถึงโรคใด ๆ ก็ตามที่มักเกิดแก่เด็กเล็ก และเด็กวัยเรียนกับอาการของโรคที่พบได้บ่อย ได้แก่อาการเป็นไข้ ซึ่งเป็นอาการที่เด็กจะมีอุณหภูมิที่สูงขึ้นกว่าปกติ และการที่จะทราบว่าเป็นไข้ทำได้โดยการคลำตัวเด็ก และใช้มืออังบนหน้าผาก หากต้องการที่จะทราบแน่นอน

จะต้องวัดอุณหภูมิด้วยปรอทวัดอุณหภูมิ ซึ่งวัดทางปากหรือวัดทางทวารหนักเท่านั้น  อาการที่เจ็บป่วยของลูกน้อยนั้นไม่ว่าจะเกิดขึ้นตอนไหนเมื่อไหร่ก็ตาม มักจะนำความวิตกกังวลมาสู่พ่อกับแม่เป็นอย่างมาก จึงขอรวบรวมข้อมูลของโรคที่มักพบในเด็กมาให้พ่อแม่ได้ศึกษา เพื่อเตรียมพร้อมที่จะรับมือกับโรคที่สุดฮิด เพื่อปกป้องลูกน้อยของคุณ

  1. โรคไข้หวัดใหญ่

โรคไข้หวัดใหญ่ มักจะเกิดขึ้นในช่วงปลายฝนต้นหนาว ซึ่งความชื้นนั้นจะทำให้โรคในกลุ่มของไวรัส เจริญเติบโตได้ดีกว่าปกติ และเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่มีอยู่ด้วยกัน 3 ชนิดคือชนิดเอ,บี และ ซี

อาการและการป้องกัน

อาการของโรคไข้หวัดใหญ่ คือมีไข้หนาวสั่นปวดศีรษะ ปวดตามเนื้อตามตัวอ่อนเพลีย ซึ่งต่อมาจะมีอาการคัดจมูกน้ำมูกไหล ไอ ส่วนการป้องกันนั้นเนื่องจากปัจจุบันมีวัคซีนที่สามารถป้องกันไข้หวัดใหญ่ได้ และฉีดให้กับเด็กอายุ 6 เดือนขึ้นไป

             2 . โรคไข้เลือดออก

โรคไข้เลือดออกเกิดจากการติดเชื้อไวรัสเดงกี้ โดยมียุงลายเป็นพาหะนำโรค และพบได้ประปรายตลอดปี

3.โรคไวรัส RSV

เกิดจากเชื้อไวรัสในระบบทางเดินหายใจ ซึ่งเป็นสาเหตุของการติดเชื้อในปอด และทางเดินหายใจมีอาการคล้ายไข้หวัดแต่ก่อให้เกิดความรุนแรงถึงขั้นปอดอักเสบได้

            4. โรคมือเท้าปาก

 เกิดจากเชื้อไวรัสกลุ่มเอนเทอโรไวรัส และคอคชาคีไวรัส โดยมักพบในเด็กที่อายุต่ำกว่า 10 ปี และยังพบได้บ่อยในเด็กทารก และเด็กเล็กแต่อาการจะรุนแรงกว่าเด็กโตพบได้ประปรายตลอดทั้งปี ติดต่อกันได้ง่าย ๆ ด้วยการสัมผัสน้ำลาย น้ำมูก และน้ำในตุ่มพองของผู้ป่วย  หรืออาจติดมากับมือ, ของเล่น, การไอจาม, การใช้ภาชนะในการรับประทานอาหารร่วมกัน และโรคนี้มักพบที่สถานเลี้ยงเด็ก และโรงเรียนอนุบาลเป็นส่วนมาก

            5. โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ

เป็นโรคติดเชื้อรุนแรงที่เกิดจากการติดเชื้อในระบบประสาทส่วนกลาง เกิดจากการติดเชื้อหลายตัว ได้แก่การติดเชื้อไวรัส  เชื้อแบคทีเรีย แต่การติดเชื้อชนิดอื่น ๆ สามารถที่จะทำให้เกิดโรคนี้ได้เช่นกัน

สรุป

 เด็กเล็กตั้งแต่แรกเกิดถึง 5 ปี เป็นวัยที่เจ็บป่วยได้ง่าย เพราะมีภูมิคุ้มกันที่ต่ำกว่าผู้ใหญ่ เพราะฉะนั้นจึงขอแนะนำให้ผู้ปกครองดูแล และสังเกตอาการของลูกหลานของท่าน เพราะเด็กเล่นอาจจะบอกอาการที่เจ็บป่วยของตนเองไม่ได้ และหากบุตรหลานของท่านป่วยควรแยกของใช้ส่วนตัว และไม่ให้คลุกคลีกับคนอื่น เพื่อลดการกระจายของเชื้อ เมื่อบุตรหลานของท่านมีอาการดังข้างต้นนั้น ควรพาไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัย และรับการรักษาต่อไป

ขอบคุณภาพโดย  https://pixabay.com/th

ติดตามบทความ good health ในทุกสัปดาห์ได้ที่ howto-healthy.com

Categories
good food

5 เทคนิคการทานอาหารป้องกันโรคหลอดเลือด

โรคหลอดเลือดในสมองนั้น  จากสถิติขององค์การอัมพาตโลก (World Stroke Organization: WSO) ได้มีผลงานการวิจัยรายงานสถานการณ์ของโรคหลอดเลือดสมองทั่วโลกไว้ว่าในแต่ละปีจะมีคนเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดในสมองประมาณ 6 ล้านคนทั่วโลก นั่นหมายความว่า

ทุก ๆ 6 วินาที ทั่วโลกจะมีผู้เสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดในสมองอย่างน้อย 1 คนเลยทีเดียว ซึ่งมากกว่าคนทั่วโลกที่เสียชีวิตด้วยโรคเอดส์ วัณโรค และมาลาเรียรวมกันเสียอีก ถือว่าเป็นโรคที่เราทุกคนค่อนข้างมีความเสี่ยงสูงมากกว่าโรคร้ายแรงอื่นๆเสียอีก

ดังนั้นในบทนี้จึงขอนำ 5 เทคนิคการทานอาหารป้องกันโรคหลอดเลือดมาฝากทุกคนกัน เพื่อจะได้นำไปเป็นเทคนิคในการเลือกทานอาหารที่ถูกต้องและเหมาะสมกันในแต่ละวัน ใครที่อยากจะทราบกันแล้ว เรามาติดตามกันเลย

การทานอาหารของพวกเรานั้นถือว่าเป็นกิจวัตรที่ใกล้ตัวและเราจำเป็นต้องปฏิบัติกันเป็นประจำทุกๆวันอยู่แล้ว จึงอาจจะทำให้เราละเลยที่จะเลือกทานกันให้เหมาะสมกับร่างกายของเรา และส่วนใหญ่ก็จะเลือกทานจากรสชาติอาหารที่เราชอบเสียมากกว่า ไม่ค่อยที่จะมีใครคิดและคำนึงถึงคุณประโยชน์ของอาหารที่เราจะต้องเลือกมาทานกันสักเท่าไหร่

นั่นก็จะกลายเป็นสาเหตุของการเจ็บป่วยด้วยโรคหลอดเลือดในสมองได้นั่นเอง เพราะเมื่อเราทานอาหารเข้าไปแล้วอาหารที่เราทานจะถูกย่อยกลายเป็นสารอาหาร จะถูกส่งผ่านเลือดและหลอดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย ถ้าหากสารอาหารนั้นเป็นพิษ ก็จะส่งผลกระทบต่อเลือดและหลอดเลือดโดยตรงด้วย

ซึ่งอาหารที่เราควรหลีกเลี่ยงเป็นพิเศษนั้น ได้แก่

1. อาหารรสเค็มจัดหรือเผ็ดจัดทุกชนิด เช่น น้ำปลา เกลือ ซอสเค็มปรุงรสต่างๆ การทานอาหารรสชาติเผ็ดจัดๆ ใส่พริกมากๆ พวกอาหารทะเลที่ต้องหมักเกลือ ดองเค็ม กะปิ

2. อาหารประเภทฟาสต์ฟู้ด เช่น ไก่ทอด แฮมเบอร์เกอร์ พิซซ่า

3. อาหารประเภทที่มีคอเลสเตอรอลสูงหรือมีไขมันสัตว์เป็นส่วนประกอบมาก  อาทิ เนื้อสัตว์ติดมัน  เครื่องใน  แกงที่มีส่วนประกอบของกะทิ ไข่แดง

4. อาหารทอดต่างๆที่ใช้น้ำมันมากๆ  รวมถึงอาหารปิ้งย่างด้วย

5. เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์และน้ำอัดลมทุกชนิด

อาหารที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ถ้าจะให้เรางดการทานไปเลย ก็คงจะค่อนข้างยากลำบากพอดู เพราะเป็นเมนูอาหารที่พวกเราไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ก็ตามแต่ในสมัยปัจจุบันนี้แทบจะทุกคน ทานกันเป็นประจำอยู่แล้ว เพียงแต่ขอให้เราพยายามลดปริมาณการทานให้น้อยลงมากที่สุดเท่านั้นก็คงจะพอช่วยให้เราห่างไกลจากโรคหลอดเลือดได้บ้าง

เหตุผล คือ อาหารเหล่านี้มีส่วนประกอบของเกลือและผงชูรสสูงมาก เมื่อเราทานเข้าไปมากๆจะทำให้เกลือแร่ไปคั่งอยู่ในน้ำเลือด เรียกว่า ภาวะเลือดข้น ซึ่งส่งผลให้เลือดมีน้ำหนักมากขึ้น ร่างกายจึงต้องเพิ่มความดันในการสูบฉีดเลือดไปยังอวัยวะต่างๆ กลายเป็นสาเหตุของความเสี่ยงที่จะเกิดอาการเส้นเลือด เปราะและภาวะความดันโลหิตสูงได้ง่าย ทั้งยังสามารถเป็นบ่อเกิดของโรคปัจจัยเสี่ยงอื่นๆได้อีกด้วย

นี่ก็คือ 5 เทคนิคในการทานอาหารป้องกันโรคหลอดเลือดที่นำมาฝากกันในบทนี้ ลองนำไปเป็นเทคนิคในการเลือกทานอาหารในแต่ละมื้อของเรากันดู แล้วในบทหน้าเรามาพบกันใหม่กับเรื่องสุขภาพที่เราจะไปสรรหามาฝากกันอีกได้ในทุกสัปดาห์ จะเป็นเรื่องสุขภาพเกี่ยวกับอะไร ต้องติดตามกันต่อ

ติดตามบทความ good food ในทุกสัปดาห์ได้ที่ howto-healthy.com

Categories
good health

การระบาดของเชื้อโอมิครอน BA.2 และโรคฝีดาษลิงที่กำลังระบาดในขณะนี้

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาได้ตรวจสอบพบผู้ติดเชื้อโอมิครอนสายพันธุ์ย่อย BA.2 ที่มาจากนักท่องเที่ยว คนไทยที่กลับมาจากต่างประเทศและเริ่มพบการแพร่เชื้อภายในประเทศ ซึ่งประเทศไทยได้มีการการเฝ้าระวังการกลายพันธุ์ของเชื้อโควิด-19 มาอย่างต่อเนื่องจากการติดตามสถานการณ์ระบาดและการกระจายของเชื้อไวรัสโควิด-19

 ซึ่งลักษณะสำคัญทางพันธุกรรมโอมิครอนสายพันธุ์ย่อย BA.2 ยังไม่พบความแตกต่างจากสายพันธุ์ย่อย BA.1 และ BA.2 มีลักษณะพันธุกรรมบางจุดที่เมื่อถูกจำแนกด้วยการตรวจเชื้อวิธีต่าง ๆ จะทำได้ยากกว่าสายพันธุ์ดั้งเดิม จากข่าวแพร่กระจายในประเทศไทย

ลักษณะสำคัญทางพันธุกรรมของโอมิครอนสายพันธุ์ย่อย BA.2 สามารถในการแพร่เชื้อที่รวดเร็วมากกว่าเชื้อโควิดที่ผ่านๆมา สามารถหลบภูมิคุ้มกันได้ จากการติดเชื้อหรือการได้รับวัคซีนมาก่อน แม้ว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่ดูเหมือนจะมีอาการไม่รุนแรง แต่จำนวนผู้ติดเชื้อซ้ำกลับเพิ่มขึ้นสูงมาก โดยข้อมูลที่บันทึกมาตั้งแต่โควิด-19 ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา

ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนบอกว่า การติดเชื้อซ้ำนั้นเป็นหนึ่งในปัญหาใหญ่ เพราะแม้โอกาสติดเชื้อโควิด-19 จะมีน้อย ทั้งนี้เราต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง มีการเผยศึกษาการวิจัยการเบื่องต้น คณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ว่าวัคซีนต้านโควิดที่มีประสิทธิภาพคือการฉีดโมเดอร์นาหลังฉีดแอสตร้าเซนเนก้า 2 เข็มจะสามารถเพิ่มภูมิคุ้มกัน 29-33 เท่า (มากที่สุด)

กลุ่มที่ได้รับวัคซีน AstraZeneca ยับยั้งได้ลดลง 17 เท่า และ 24 เท่าตามลำดับ รองลงมาคือกลุ่มที่ได้รับวัคซีน Moderna ยับยั้งได้ลดลง 15 เท่า และ 18 เท่า

วันที่ 1 กรกฎาคม 2565 นี้ ยกเลิกรักษาผู้ติดเชื้อโควิดแบบ HI  ในบัตรทอง ส่วนประกันสังคมยกเลิก 4 ก.ค. แต่ยังรักษาตามสิทธิ์คนไข้บัตรทอง ซึ่งไปรักษาที่ไหนก็ได้ในรพ.รัฐ  และยังคงมีการรักษาแบบ(Outpatient with Self Isolation : OPSI)  หรือ “เจอ แจก จบ” ผู้ป่วยนอกยังทำเหมือนเดิม

ต่อมาที่ประชาชนให้ความสนใจไม่แพ้กันคือ ฝีดาษลิง ยืนยันไทยยังไม่พบผู้ป่วยโรคฝีดาษลิง เพราะมีความพร้อมระบบเฝ้าระวัง-ควบคุมโรค มีระยะฟักตัวค่อนข้างยาว  5-21 วัน อาการที่สำคัญ คือ ไข้  ปวดหัว ปวดเมื่อยตามตัว  ไม่ค่อยมีน้ำมูก หลังไข้ 1-3 วันจะมีผื่นขึ้นกระจายลำตัว แขน ขา และใบหน้าได้ ส่วนใหญ่หายเองได้  อาจมีภาวะแทรกซ้อน และเสียชีวิตได้ โดยถ้าเทียบกับโควิด-19 ส่วนใหญ่อาการไม่ค่อยรุนแรง ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตไม่เหมือนเชื้อโควิด-19 

การปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันไวรัส

ผู้คนควรใช้มาตรการเฝ้าระวังอย่างที่เคยทำมาเหมือนเดิม เช่น การฉีดวัคซีนกระตุ้นเพื่อป้องกันโควิด การสวมหน้ากากอนามัย การหลีกเหลี่ยงสถานที่แอดอัด และอยู่บ้านหากรู้สึกว่าไม่สบายและตรวจเชื้อโควิด

ติดตามบทความ good health ในทุกสัปดาห์ได้ที่ howto-healthy.com

Categories
good health

5 ทริคในการช่วยผ่อนคลายความเครียด

ความเครียดนั้น เราต้องยอมรับก่อนว่าเกิดขึ้นได้กับทุกคน ทุกเพศ และทุกวัย รวมทั้งตัวเราเองด้วย บางครั้งเราอาจจะไม่รู้ตัวเองด้วยซ้ำว่าเราเกิดภาวะความเครียดขึ้นมาแล้ว แต่ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่เราทุกคนจะมีเรื่องให้คิดให้เครียดกันอยู่เสมอ

เพราะว่าในแต่ละวันนั้นเราต้องพบเจอกับคนหรือเหตุการณ์ต่างๆมากมายในชีวิต อาจจะถูกใจเราบ้าง หรืออาจจะเป็นที่ขุ่นเคืองใจเราบ้าง อย่างแน่นอนที่สุด ในบทนี้จึงขอนำทริคในการช่วยผ่อนคลายความเครียดในชีวิตมาฝากทุกคนกัน เรามาติดตามกันเลย

  1. การที่เราปรับเปลี่ยนความคิดใหม่

การที่เราจมอยู่กับความคิดใดความคิดหนึ่งมากจนเกินไปจะทำให้เราเกิดอาการเครียดโดยไม่รู้ตัวได้ หรือถ้าหากเราจมอยู่กับความวิตกกังวลมากๆ จนเกินกว่าเหตุ ก็เป็นสาเหตุของความเครียดสะสมได้ และจากความเครียดที่เกิดขึ้นนั้นก็จะกลายเป็นสาเหตุของความทุกข์ใจ วิธีการ คือให้เราพยายามเอาตัวเองออกจากความเครียดนั้นให้ได้ก่อน ด้วยการให้เราลองพยายามปรับเปลี่ยนมุมมองของปัญหาต่างๆ

โดยการเอาตัวเองออกมายืนเหมือนคนนอกที่มองดูเหตุการณ์นั้นๆอยู่บ้าง จะช่วยทำให้เรามองเห็นสาเหตุของปัญหาและวิธีแก้ไขได้ง่ายมากยิ่งขึ้น กว่าการเอาตัวเองไปจมอยู่กับปัญหานั้นๆนานเกินไป หรือว่าหากเราพยายามมองข้ามเรื่องเล็กๆน้อยๆ และค่อยๆยอมรับข้อบกพร่องที่เกิดขึ้นของงานหรือเพื่อนร่วมงานของเราเอง จะช่วยทำให้เราเข้าใจสถานการณ์ และหายเครียดได้เร็วขึ้น และป้องกันตัวจากความทุกข์ต่างๆ ได้ดีอีกด้วย

  • การผ่อนคลายด้วยการดูหนัง ฟังเพลงที่บ้าน

ถึงแม้ว่าตอนนี้เรายังจัดการปัญหาความเครียดต่างๆ ยังไม่ได้ในทันที แต่การที่เราเอาตัวเองออกมาจากความเครียดได้สักพักหนึ่งก็น่าจะเป็นวิธีที่ดีกว่าการจมอยู่กับปัญหา ก็คือการที่ให้เราทำตามใจตัวเองบ้าง เช่น การนอนดูหนัง ฟังเพลงสบายๆ ที่บ้านบ้างในช่วงเวลาพักผ่อน

  • การจัดสรรเวลาในชีวิตประจำวันให้เหมาะสม

คือ การที่เราไม่เอาความเครียดต่างๆ ไปให้กับครอบครัวที่บ้านของเราด้วย นอกจากในช่วงเวลาของการทำงานที่เราต้องรับผิดชอบ และหลังจากนั้นเราควรจะหยุดคิดเรื่องงาน ไม่ควรนำงานไปทำในขณะที่ใช้เวลาอยู่กับครอบครัว ให้เราใช้เวลากับเรื่องครอบครัวในขณะนั้น และมีการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอด้วย

  • การฝึกนั่งสมาธิ ฝึกทำจิตใจของเราให้สบาย

เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเริ่มรู้สึกเครียด  ทำให้เราต้องคิดซ้ำไปซ้ำมาในเรื่องเครียดนั้นๆ การแก้ปัญหาอย่างง่ายๆ เมื่อเราเริ่มมีความรู้สึกวิตกกังวลมากจนเกินไป ให้เราลองหาเวลาว่างๆมานั่งทำสมาธิ สวดมนต์ไหว้พระที่บ้าน หรือภายในห้องพระ ฝึกกำหนดลมหายใจ ลองกำหนดการหายใจเข้า-ออกอย่างง่ายๆ ทำให้ชีพจรเต้นช้าลง เอาใจของเราไปโฟกัสการกำหนดลมหายใจในขณะนั้น จะทำให้เราสามารถลืมเรื่องเครียด และรู้สึกสบายใจมีสมาธิขึ้นได้มากทีเดียว

  • การที่เราออกกำลังกาย คลายเครียดแบบเบาๆ

ความเครียดของเราจะทำให้ Cortisol ในร่างกายทำงานอย่างหนัก เราจะสามารถแก้ปัญหานี้ได้ด้วยการให้ฮอร์โมนเอนดอร์ฟีนในร่างกายได้ทำงานบ้าง นั่นก็คือการออกกำลังกาย อย่างเบาๆ เมื่อไหร่ที่เรารู้สึกตัวว่ากำลังเครียดอยู่ในขณะนั้น การได้ออกจากโต๊ะทำงานหรือกิจกรรมที่เรากำลังทำอยู่ ออกไปยืดเส้นยืดสาย บ้าง หรือการเดินขึ้นลงบันได จะช่วยทำให้เราลืมเรื่องเครียดไปได้ในสักพักหนึ่ง

นี่ก็คือ 5 ทริคในการช่วยผ่อนคลายความเครียดที่นำมาฝากกันในบทนี้ ลองนำไปใช้เป็นแนวทางปฏิบัติกันดู แล้วในบทหน้าเรามาพบกันใหม่กับเรื่องสุขภาพที่จะนำมาฝากกันได้ในทุกสัปดาห์ จะเป็นเรื่องอะไรกันบ้าง ต้องคอยติดตามกัน

ติดตามบทความ good health ในทุกสัปดาห์ได้ที่ howto-healthy.com

Categories
good health

4 วิธีป้องกันโควิด-19 ช่วงฤดูฝน

    

     โควิด-19  เป็นเชื้อไวรัสที่สามารถติดต่อได้ทางทางเดินหายใจ อาจมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ หรือหากมีอาการรุนแรงกว่านั้น อาจถึงขั้นเสียชีวิตได้เลย เชื้อไวรัสกลายพันธุ์อย่างรวดเร็ว และแพร่กระจายไปทั่วโลก  เพราะฉะนั้นการฉีดวัคซีนเป็นหนทางเดียวที่จะป้องกันอาการจากการติดโควิด-19 ไม่ให้รุนแรง และต้องดูแลลูกหลานที่มีอายุต่ำกว่า 12 ปีให้ปลอดภัยจากโควิด-19 เพราะยังไม่มีวัคซีนป้องกันโควิด-19 สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี

โควิด-19สามารถติดต่อได้ทางไหนบ้าง

                               Cr.pic: https://ddc.moph.go.th/viralpneumonia/info.php#

1.โควิด-19 สามารถตติดต่อได้ผ่านทางเดินหายใจโดยนำเชื้อไวรัสเข้าไปจากผู้ที่มีเชื้อโควิด-19 ผ่านการไอ จาม สารคัดหลั่ง เช่น น้ำมูก น้ำลาย ซึ่งสามารถแพร่กระจายในอากาศได้ไกลถึง2เมตรและเชื้อไวรัสยังคงอยู่ในอากาศได้นาน 5 นาที ควรเว้นระยะห่าง 2 เมตร และสวมหน้ากากผ้าทับหน้ากากอนามัยอีก1ชั้นค่ะ

                               Cr.pic: https://ddc.moph.go.th/viralpneumonia/info.php#

2.โควิด-19 สามารติดต่อได้ผ่านการสัมผัสสิ่งของ อุปกรณ์ เสื้อผ้าที่เราสวมใส่ คุณอาจไม่รู้ว่าเจ้าเชื้อโควิด-19นี้ มันสามารถมีชีวิตอยู่ในลูกบิดประตู โต๊ะ กระดาษทิชชู่ เสื้อผ้าที่ โทรศัพท์ เชื้อไวรัสโควิด-19 ยังแพร่ลงน้ำได้ ส่วนธนบัตรเชื้อคงอยู่นาน 5 วัน เพราะฉะนั้นเราไม่ควรใช้เงินสด ควรใช้การโอนเงินผ่านพร้อมเพย์จะดีที่สุดค่ะ แต่ถ้าอากาศมีอุณหภูมิต่ำกว่า 4 องศา อย่างตู้เย็นอาจอยู่ได้นานถึง 1 เดือนเชียวค่ะ จึงไม่ควรอยู่ในสถานที่ที่แออัดและเป็นระบบปิด เป็นห้องแอร์ที่มีอากาศไม่ถ่ายเทค่ะ ซึ่งหลังสัมผัสสิ่งของที่เป็นของสาธารณะ ก่อนรับประทาน หลังรับประทานอาหาร  ควรล้างมือให้ถูกวิธี 7 ขั้นตอนด้วยน้ำสะอาดและสบู่ หรือด้วยเจลแอลกอฮอล์เพื่อฆ่าเชื้อ และไม่ควรใช้มือสัมผัสใบหน้า ไม่ควรขยี้ตา/แคะจมูก ไม่ควรใช้รถสาธารณะ

                               Cr.pic: https://ddc.moph.go.th/viralpneumonia/info.php#

3.สังเกตอาการ จากการสำรวจผู้ป่วยที่ติดควิด-19 ภายใน 14 วัน พบว่ามีอาการ ดังนี้ มีไข้สูงกว่า 37.5 องศาเซลเซียส มีน้ำมูก ไอจามแห้งๆ อ่อนเพลีย เสมหะ หายใจไม่ออก เจ็บคอเพราะเชื้ออาจลงคอไปแล้ว ปวดศรีษะ ครั่นเนื้อครั่นตัว หนาวสั่น อาเจียน หากมีอาการเหล่านี้ให้รีบแจ้ง 1669เพื่อรับตัวส่งรพ. กลุ่มเสี่ยงที่ต้องเผ้าระวัง คือ ผู้สูงอายุ 70 ปีขึ้นไป ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี

                               Cr.pic: https://ddc.moph.go.th/viralpneumonia/info.php#

4.ฤดุฝน อาจทำให้เกิดโรคที่มีอาการใกล้เคียงกับโควิด-19 อาจทำให้เกิดไข้หวัดใหญ่ ป้องกันได้ด้วยการฉีดววัคซีนฟรี ปีละ 1 ครั้ง และไข้เลือดออก ป้องกันด้วยการเก็บบ้าน เก็บขยะ กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายในน้ำขังที่อยู่ภายในบ้าน จึงต้องหมั่นสังเกตอาการ และไม่ตื่นตระหนก

Categories
good food

4 เหตุผลว่าทำไมถึงควรเลือกโปรตีนทางเลือกจากพืช

   โปรตีนทางเลือกเป็นโปรตีนที่ไม่ได้มาจากเนื้อสัตว์ แต่ได้ผลิตจากสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ และโปรตีนที่เกิดจากการเพาะเลี้ยงในห้องทดลองสำหรับโปรตีนทางเลือกนี้ ยังมีข้อดีอีกหลายอย่างเช่นมีไขมันชนิดอิ่มตัวต่ำไม่มีคอเลสเตอรอล

โดยมีกากใยอาหารสูงอุดมไปด้วยวิตามิน และเกลือแร่ที่เป็นประโยชน์กับร่างกาย และยังให้พลังงานที่ต่ำกว่าเนื้อสัตว์ จึงเหมาะกับคนที่ต้องการจะลดน้ำหนัก จึงทำให้โปรตีนทางเลือกถูกให้ความสำคัญมากขึ้น จากการที่ผู้บริโภค ที่รักสุขภาพกันมากขึ้น อีกทั้งได้ตระหนักต่อสิ่งแวดล้อม และความยั่งยืนทางธรรมชาติ

จึงทำให้หันไปนิยมรับประทานโปรตีนทางเลือกอื่น เพื่อใช้ทดแทนเนื้อสัตว์ อีกทั้งได้มีการตระหนักว่าประชากรโลกเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว และเร็วกว่าการผลิตอาหาร จึงเป็นเหตุทำให้โปรตีนจากเนื้อสัตว์ไม่เพียงพอต่อความต้องการ และเมื่อพูดถึงการเติบโต และสุขภาพของร่างกายแล้ว การบริโภคอาหารเป็นปัจจัยหลักที่จะส่งผลต่อสิ่งเหล่านั้น และสารอาหารสำคัญที่ร่างกายจะขาดไม่ได้เลยนั่นก็คือโปรตีน ซึ่งมาจากเนื้อสัตว์เป็นส่วนใหญ่นั่นเอง

เหตุผลที่ต้องเลือกโปรตีนทางเลือกจากพืช

    สำหรับเหตุผลที่ต้องเลือกโปรตีนทางเลือกจากพืช คือ

   1.โปรตีนพืชเหมาะกับผู้สูงวัยเพื่อการดูดซึมที่ดี  

เมื่อคนเราอายุมากขึ้น การสูญเสียมวลกล้ามเนื้อก็เพิ่มมากขึ้น จึงจำเป็นที่ผู้สูงวัยจะต้องเสริมโปรตีนจากอาหาร เพื่อจะได้ซ่อมแซมในส่วนที่สึกหรอ และด้วยผู้สูงวัยมีการเปลี่ยนแปลงของระบบการย่อยอาหารและการดูดซึมสารอาหารแย่ลง ดังนั้นการบริโภคเนื้อสัตว์มากไป จึงอาจทำให้เกิดท้องอืดอาหารไม่ย่อยและขาดใยอาหาร ที่จะช่วยเรื่องการขับถ่าย เพราะฉะนั้นโปรตีนจากพืช จึงเป็นตัวช่วยที่เหมาะสมเพราะดูดซึมง่าย

  2. โปรตีนจากพืชแคลอรี่ต่ำและใยอาหารสูง 

พืชมีแคลอรี่ต่ำ และมีเส้นใยอาหารสูงจึงทำให้รู้สึกอิ่ม และยังเป็นการเพิ่มแบคทีเรียดี ในลำไส้ทำให้การขับถ่ายสะดวก และยังคงให้สารอาหารวิตามิน และแร่ธาตุ ทำให้เหมาะกับผู้ที่กำลังจะควบคุมอาหาร หรือคุมน้ำหนัก และโปรตีนยังมีส่วนสำคัญ ในการป้องกันการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อเพื่อการลดน้ำหนักด้วย

  3. โปรตีนพืชเพื่อทางเลือกใหม่สำหรับผู้ออกกำลังกาย 

ในปัจจุบันนี้ผู้ที่ชื่นชอบการออกกำลังกายส่วนมากแล้ว นิยมหันมาทานโปรตีนจากพืชกันมากขึ้น

 4. โปรตีนพืชบำรุงหัวใจ และดีต่อโรคหัวใจช่วยให้อายุยืน

  ด้วยเหตุนี้ จึงควรที่จะเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และให้ครบทั้ง 5 หมู่ในปริมาณที่เหมาะสม ทั้งจากพืช และจากสัตว์เพื่อให้ได้รับสารอาหาร ที่ครบถ้วน และหมั่นออกกำลังกายเป็นประจำอีกครั้งพักผ่อนให้เพียงพอเพื่อสุขภาพที่แข็งแรง และลดความเสี่ยงของโรค และอาการเจ็บป่วย

ติดตามบทความ good food ในทุกสัปดาห์ได้ที่ howto-healthy.com

Categories
good health

5 วิธีแก้ปัญหาท้องผูก

cr.pic: https://www.lovefitt.com/

     การดูแลการขับถ่ายให้เป็นปกติ เป็นนอีกหนึ่งนิสัยที่เราต้องฝึกขับถ่ายให้เป็นเวลา โดยปกติลำไส้ใหญ่ของเราจะทำงานในช่วงเวลา 5.00-7.00น. ของทุกวัน เพราะฉะนั้นเราควรขับถ่ายเวลานี้มากที่สุด การขับถ่ายยังส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกัน และสุขภาพของเราดีขึ้นอีก การที่เราจะลดอาการท้องผูก เราก็ต้องปรับพฤติกรรมการกินอาหาร ดื่มน้ำ การออกำลังกาย ลดพฤติกรรมที่เป็นปัจจัยเสี่ยงให้เกิดโรคริดสีดวงอีกด้วย

วันนี้เรานำเคล็ดลับในการแก้ปัญหาท้องผูก มา 5 วิธีด้วยกัน จะมีอะไรบ้าง เราไปดูกันเลยค่ะ

cr.pic: https://www.lovefitt.com/

ขับถ่ายดี สำคัญอย่างไร

อาการท้องผูก ทำให้เราไม่สบายตัว เช่น ท้องอืดแน่นท้อง สิวขึ้น ส่งผลต่อสภาพจิตใจอีก แถมถ้าท้องผูกเรื้อรังยังส่งผลต่อสุขภาพโดยรวมของร่างกาย ระบบภูมิคุ้มกันอาจเกิดปัญหาได้

cr.pic: https://www.lovefitt.com

ท้องผูก เพราะสาเหตุอะไร

  คนที่มีอาการท้องผูก มักเกิดจากการพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่ไม่ถูกต้อง เช่น รับประทานอาหารที่มีเส้นใยอาหารน้อยทำให้ลำอุจจาระเล็กจะส่งผลให้ลำไส้เคลื่อนตัวช้ากว่าปกติ ดื่มน้ำน้อยทำให้อุจาระแข็งตัว กินอาหารน้อยเกินไป ทำให้อุจาระลำเล็กจนลำไส้บีบตัวช้าลงและชอบกลั้นการขับถ่าย หรือใช้ยาถ่ายเป็นประจำ ภาวะเครียดทำให้ลดความอยากอาหารลง นอนไม่หลับ ก็จะส่งผลต่อการขับถ่ายเช่นกัน การตั้งครรภ์ การรับประทานยาบางชนิดที่ลดการบีบตัวของลำไส้ เช่น ยาคลายเครียด ยาลดความดันโลหิต ยาลดกรดในกระเพาะ  

cr.pic: https://www.lovefitt.com

ป้องกันอาการท้องผูกด้วยวิธีไหนดี

     ลองสำรวจตัวเองดูว่า มีพฤติกรรมที่เป็นปัจจัยเสี่ยงทำให้ท้องผูกไหม แล้วปรับพฤติกรรมที่ทำให้ด้วยการกินอาหารที่มีใยอาหารสูง ควรทานผัก ผลไม้ ธัญพืชที่มีไฟเบอร์สูง เช่น ถั่วแดง ควรเคี้ยวอาหารให้ละเอียดเพื่อทำให้ระบบย่อยอาหารไม่ต้องทำงานหนัก จิบน้ำทีละน้อยๆ ดื่มน้ำอย่างน้อย 8 แก้วต่อวัน ออกกำลังกายเป็นประจำอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง เพื่อให้ร่างกายได้เคลื่อนไหว จะส่งผลให้ลำไส้

เคลื่อนไหวด้วยเช่นกัน การรับประทานอาหารที่มีส่วนช่วยให้ลำไส้ทำงานได้ดีขึ้น เช่น ยาคูลย์หรือนมเปรี้ยว นอกจากนี้ยังมีสมุนไพรที่ช่วยเรื่องการขับถ่าย เช่น เพชรสังฆาต เหมาะสำหรับคนที่มีอาการท้องผูก รวมถึงคนที่เป็ดริดสีดวงทวารเพราะช่วยกระตุ้นการขับถ่าย กระชายขาวช่วยขับลม ลดอาการท้องอืด ส้มแขก เป็นยาระบาย ช่วยเผาผลาญไขมัน ทำให้ลดความอ้วนได้อีกด้วยและมะขามแขกช่วยป้องกัน และรักษาอาการท้องผูก

ออกฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆ ควรงดกินอาหารหมักดอง เช่น ส้มตำ ลดปริมาณหรืองดเครื่องดื่มที่เป็นชากาแฟ เพราะคาร์เฟอีนมีฤทธิ์ทำให้ขับปัสสาวะ ทำให้ร่างกายเกิดภาวะขาดน้ำมากขึ้น ไม่ควรซื้อยาระบายมากินเองหรือควรใช้ยาระบายที่ทำมาจากสมุนไพร เช่น มะขามแขก แต่ไม่ควรรับประทานบ่อย เพราะอาจทำให้ระบบการขับถ่ายไม่สามารถขับเคลื่อนอุจจาระออกมาได้เองได้  ระบบขับถ่ายจะเกิดความเคยชิน

     การขับถ่ายดี ขึ้นอยู่กับการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตทั้งการรับประทานอาหารและดื่มน้ำ การฝึกการขับถ่าย พักผ่อนให้เพียงพอ และไม่เครียด ควรปรับพฤติกรรมตามที่เราแนะนำไป หากใครที่อยากกินอาหารเสริมควรตรวจดูส่วนผสมว่าได้มาตรฐาน แบรนด์น่าเชื่อถือไหม และปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร

ติดตามบทความ good health ในทุกสัปดาห์ได้ที่ howto-healthy.com