Categories
good food

7 สรรพคุณที่มีคุณค่าต่อร่างกายของกระเจี๊ยบแดง

น้ำกระเจี๊ยบแดง เครื่องดื่มที่เรานิยมดื่มกันมากในปัจจุบัน มีสีแดงสดๆสวยน่าทาน ส่วนมากแล้วจะนิยมดื่มแบบเย็นๆใส่น้ำแข็ง หรือว่าแช่ตู้เย็นให้เย็นฉ่ำ แล้วค่อยนำมาดื่มแก้กระหายดีมากในเวลาที่อากาศร้อนจัดๆ

มีรสหวานๆอมเปรี้ยวนิดๆอร่อยชื่นใจ แล้วยังมีสรรพคุณที่มีประโยชน์ต่อร่างกายของเราหลายอย่างทีเดียว ในบทนี้จึงขอนำ สรรพคุณที่มีคุณค่าต่อร่างกายของน้ำกระเจี๊ยบมาฝากกัน ใครที่ชอบดื่มน้ำกระเจี๊ยบเป็นประจำเหมือนๆกัน เราต้องมาติดตามกันเลย

  1. กระเจี๊ยบแดงช่วยแก้กระหาย

การดื่มน้ำกระเจี๊ยบแดงเย็นๆ จะช่วยทำให้ร่างกายของเรารู้สึกสดชื่นมากขึ้นได้ และยังช่วยป้องกันการเกิดภาวะขาดน้ำในร่างกายด้วย วิธีการทำน้ำกระเจี๊ยบแดงแบบง่ายๆ เพียงให้เราใช้ดอกกระเจี๊ยบแห้งสักประมาณหม้อเล็กๆ ก็ให้ใช้สัก 4-5 ดอก  นำมาใส่ต้มในน้ำร้อน จนน้ำออกสีแดงสดๆ เติมน้ำตาลนิดหน่อย แต่ถ้าใครไม่อยากทานหวานก็ไม่ต้องใส่ แค่นี้ก็จะได้น้ำกระเจี๊ยบสีแดงๆ ใส่น้ำแข็งเย็นๆทานแล้วชื่นใจเอาไว้ดื่มแล้ว

  • กระเจี๊ยบแดงช่วยลดไขมัน

สำหรับใครที่มีน้ำหนักตัวมากเกินพอดี มีไขมันเยอะ ควรทานน้ำกระเจี๊ยบแดงเป็นประจำ จะช่วยในการป้องกันไม่ให้คอเลสเตอรอลในร่างกายสูงมากจนเกินไป ทั้งยังช่วยบำรุงเลือดได้ด้วย

  • กระเจี๊ยบแดงช่วยป้องกันการเกิดโรคโลหิตจาง

โรคโลหิตจางเกิดได้กับคนทุกเพศทุกวัย  การทานน้ำกระเจี๊ยบแดงเป็นประจำ จะช่วยป้องกันการเกิดโรคนี้ได้ เพราะสรรพคุณของกระเจี๊ยบแดงนั้น มีธาตุเหล็กที่เป็นแร่ธาตุสำคัญต่อร่างกาย ในการช่วยไม่ให้ร่างกายของเราเกิดภาวะโลหิตจางได้

  • กระเจี๊ยบแดงช่วยป้องกันการเกิดนิ่ว

การที่เราทานน้ำกระเจี๊ยบแดงเป็นประจำ จะช่วยให้ร่างกายสามารถลดความเสี่ยงต่อการเกิดนิ่วในท่อปัสสาวะ และโรคไตได้ เพราะในกระเจี๊ยบแดงจะมีสารที่ช่วยขับกรดบางชนิด ที่เป็นสาเหตุของการเกิดนิ่วได้ เช่น กรดยูริก แคลเซียม และโพแทสเซียม

  • กระเจี๊ยบแดงช่วยในการรักษาแผล

หากว่าเรามีแผลต่างๆตามร่างกายที่เป็นแผลสด ให้เรานำใบสดๆของต้นกระเจี๊ยบแดง มาล้างทำความสะอาดให้ดี จากนั้นก็นำมาบดให้ละเอียดจนเป็นน้ำ แล้วก็นำมาพอกตรงแผลที่เราเป็นอยู่  จะช่วยทำให้เลือดแข็งตัว และก็ทำให้แผลของเราหายเร็วยิ่งขึ้นนั่นเอง

  • กระเจี๊ยบแดงช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ

กระเจี๊ยบแดงนั้นถือเป็นสมุนไพรที่มีคุณสมบัติพิเศษ อย่างหนึ่ง คือ จะมีฤทธิ์ช่วยยับยั้งความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจได้ เนื่องจาก สารแอนโธไซยานิน ที่มีอยู่ในกระเจี๊ยบแดง เป็นสารที่จะช่วยทำให้เลือดไม่แข็งตัว และไม่ไปเกาะกับหลอดเลือดที่จะเป็นสาเหตุของการเกิดโรคหัวใจ จึงทำให้ระบบไหลเวียนเลือดมีความสมดุลมากขึ้น การที่เราดื่มน้ำกระเจี๊ยบแดงเป็นประจำ ก็เท่ากับการลดความเสี่ยงของการเป็นโรคหัวใจไปด้วยนั่นเอง

  • กระเจี๊ยบแดงช่วยบรรเทาอาการไข้

การทานใบกระเจี๊ยบแดงในตอนที่เรากำลังป่วยเป็นไข้ จะช่วยทำให้ร่างกายเรารู้สึกดีขึ้นได้ นอกจากนี้ยังช่วยละลายเสมหะในลำคอได้อีกด้วย

นี่ก็คือ 7 สรรพคุณของกระเจี๊ยบแดงที่มีคุณค่าต่อร่างกายของเราที่นำมาฝากกันในบทนี้ ใครที่ไม่ค่อยชอบทาน ต้องรีบหันไปทานกระเจี๊ยบแดงให้มากขึ้นกันเลย  แล้วในบทหน้าเรามาพบกันใหม่กับเรื่องสุขภาพที่น่ารู้ใกล้ตัวที่จะนำมาฝากกันอีกในทุกสัปดาห์ จะเป็นเรื่องอะไรนั้น ต้องรอติดตามกันต่อ

ติดตามบทความ good food ในทุกสัปดาห์ได้ที่ howto-healthy.com

Categories
good health

โรคกระเพาะลำไส้กับหน้าฝน เรื่องใกล้ตัวที่หลายคนควรระวัง 

ปัญหาอีกหนึ่งอย่างที่หลายคน อาจจะได้พบเจออย่างแน่นอน คือปัญหาเกี่ยวกับเรื่องโรคกระเพาะ และลำไส้ในช่วงหน้าฝน สิ่งนี้หลายครั้งอาจจะเกิดขึ้นได้กับตัวคุณ เพราะว่าการรับประทานอาหาร และสถานที่นั้นไม่เอื้ออำนวย ไม่ใช่ว่าอาหารนั้นจะไม่ถูกสุขลักษณะ แต่ในบางทีมันก็มีการปนเปื้อนในช่วงเวลาที่เรากำลังประทานได้เช่นเดียวกัน ซึ่งจะส่งผลเสียต่อสุขภาพของคุณอย่างแน่นอน แต่คุณทราบไหมว่าทุกวันนี้มีวิธีการหลีกเลี่ยงปัญหาเหล่านั้นอยู่ ซึ่งคุณสามารถปฏิบัติตามได้ดังต่อไปนี้ 

1. พยายามหลีกเลี่ยงอาหารที่ปรุงทิ้งเอาไว้เป็นเวลานาน ในช่วงฤดูฝน 

แบคทีเรีย + ความชื้น สิ่งนี้สามารถเพิ่ม และเร่งการเจริญเติบโตได้หลายเท่าตัว แน่นอนว่าจะส่งผลเสียต่อระบบการทำงาน และการย่อยอาหารของคุณ วิธีการหลีกเลี่ยง ควรจะรับประทานอาหารที่ปรุงสดใหม่ ซึ่งจะสามารถช่วยลดอาการท้องเสีย ท้องร่วง ในช่วงนี้ได้เป็นอย่างดี และแน่นอนว่าอาการเหล่านี้นั้นจะไม่เกิดขึ้นกับคุณอย่างแน่นอน แต่ถ้าหากคุณมีอาการ ขอแนะนำสิ่งที่สามารถช่วยคุณได้ น้ำเกลือแร่สามารถช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ได้อย่างแน่นอน 

2. ขอแนะนำให้กระตุ้นภูมิคุ้มกันด้วยการรับประทานวิตามินซีเพิ่ม 

ในช่วงหน้าฝนนี้คุณสามารถเพิ่มภูมิคุ้มกันในร่างกายของคุณได้ด้วยวิตามินซี ซึ่งจะมีประโยชน์ในการสร้างภูมิคุ้มกัน ช่วยแก้ปัญหาเรื่องการเจริญเติบโตของเชื้อไวรัสในร่างกายได้เป็นอย่างดี นอกเหนือจากนี้ยังสามารถทำให้คุณรู้สึกสดชื่นมากยิ่งขึ้น ในช่วงเวลาหน้าฝน และจะลดความเสี่ยงในการเป็นหวัดไข้ไอจามได้อีกด้วย รับรองได้เลยว่ามีประโยชน์มาก ๆ สำหรับคนที่ต้องการกระตุ้นภูมิคุ้มกัน และป้องกันปัญหาเรื่องอาการท้องเสีย อาหารเป็นพิษ ในช่วงหน้าฝนอย่างแน่นอน 

3. ควรจะหลีกเลี่ยงการนั่งรับประทานอาหาร ใกล้บริเวณที่มีละอองฝนตกใส่ 

หลายคนอาจจะยังไม่ค่อยสนใจข้อมูลเหล่านี้มากนัก ละอองฝนนั้นสามารถทำให้แบคทีเรียฟุ้งกระจายขึ้นได้จากพื้นดิน ซึ่งจะมีโอกาสสูงมากในการปนเปื้อนกับอาหารที่คุณรับประทานอยู่  สำหรับคนที่ภูมิต้านทานต่ำก็อาจจะมีอาการท้องเสียหรือท้องร่วงโดยทันที วิธีการหลีกเลี่ยงไม่ควรจะรับประทานใกล้กับบริเวณฝนตก 

หรือถ้าหากมีอาการ ขอแนะนำให้คุณนั้นดื่มน้ำเกลือแร่ เพื่อช่วยบรรเทา แต่ถ้าหากไม่ดีขึ้นจริง ๆ แนะนำให้ไปพบแพทย์ จะสามารถช่วยแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างตรงจุด และทันท่วงที 100% 

สรุป 

ฝนเป็นฤดูกาลที่ชุ่มฉ่ำสำหรับใครหลาย ๆ คน แต่ก็ต้องบอกก่อนเลยว่าแฝงมาด้วยภัยอันตรายเหมือนดาบสองคมเช่นเดียวกัน สำหรับคนที่ไม่ค่อยแข็งแรงทางด้านสุขภาพมาก คุณควรจะต้องระวัง ซึ่งถ้าคุณใช้วิธีการเหล่านี้ในการปกป้อง และดูแลสุขภาพของตัวเอง คุณก็จะ เบาใจจากเดิมได้อย่างแน่นอน 

ขอขอบคุณภาพจาก  https://pixabay.com/

ติดตามบทความ good health ในทุกสัปดาห์ได้ที่ howto-healthy.com

Categories
good food

7 อาหารช่วยต้านโรคหวัด

โรคหวัด ไม่ใช่เฉพาะในหน้าฝนเท่านั้น ที่เราจะสามารถติดเชื้อหวัดได้ ในยุคสมัยปัจจุบันนี้ พวกเราสามารถติดเชื้อโรคหวัดได้อยู่เสมอ จากสภาพแวดล้อม ที่มีแต่มลพิษแทบทุกแห่งบนโลก แถมในตอนนี้ยังมีโรคระบาดโควิด-19 อีกต่างหาก แหล่งเสื่อมโทรม ที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ

ที่เป็นแหล่งกระจายเชื้อโรคได้อย่างดี ในบทนี้จึงขอนำ 7 อาหารที่ช่วยต้านโรคหวัดมาฝากทุกคนกัน เพื่อจะได้ทราบว่าในแต่ละวันเราควรจะทานอาหารอะไรบ้าง เพื่อช่วยป้องกันเชื้อโรคหวัด อย่างน้อยก็จะทำให้เรามีภูมิต้านทานเชื้อโรคต่างๆได้มากขึ้น ใครอยากจะทราบกันแล้ว เรามาติดตามกันเลย ว่ามีอาหารอะไรบ้างนะ

  1. ผลไม้ตระกูลส้ม

ลูกกลมๆสีส้มๆสวยสดใส มีหลายพันธุ์ให้เราเลือกทานไม่ว่าจะเป็นส้มเขียวหวานหรือส้มพันธุ์อื่นๆ ที่อุดมไปด้วยวิตามินซีสูงมาก การทานส้ม จึงช่วยป้องกันร่างกายไม่ให้เป็นหวัดได้ง่าย นอกจากนี้ส้มยังเป็นผลไม้ที่ช่วยแก้อาการไอ ขับเสมหะ และยังมีไฟเบอร์สูง ซึ่งช่วยในเรื่องของการย่อยอาหารได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

  • โยเกิร์ต

ในโยเกิร์ตนั้นอุดมไปด้วยจุลินทรีย์ขนาดเล็กนับล้านๆตัว การทานโยเกิร์ตจึงสามารถช่วยเพิ่มการทำงานของเม็ดเลือดขาว และช่วยเพิ่มสารแอนติบอดี้บางชนิดในร่างกายได้ ทำให้ช่วยในการบรรเทาอาการหวัดและภูมิแพ้ได้ด้วย

  • เมนูยำรสเด็ด

เพราะว่าในส่วนประกอบของยำแต่ละประเภทนั้นมักจะมีส่วนประกอบไปด้วยหอมหัวใหญ่ พริกขี้หนู กระเทียม ซึ่งล้วนมีคุณสมบัติในการป้องกันโรค เช่น แก้หวัด คัดจมูก แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ เหมาะที่จะทานมากๆในช่วงที่สภาพอากาศเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็น ยำวุ้นเส้น ยำรวมมิตร ยำทะเล เป็นต้น

  • น้ำผลไม้สมูทตี้ และน้ำสมุนไพร

โบกมือลาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แล้วเปลี่ยนมาเป็นการดื่มน้ำผักผลไม้ หรือน้ำสมุนไพรแทน เช่น น้ำส้ม น้ำมะนาว ที่อุดมไปด้วยวิตามินซี ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันโรคหวัดได้ดี โดยเฉพาะเมื่อตอนที่เป็นหวัดแล้ว ควรดื่มน้ำมะนาวผสมน้ำเปล่าอุ่นๆ จะช่วยลดน้ำมูกและช่วยบรรเทาอาการหวัด หรือน้ำสมุนไพร เช่น น้ำตะไคร้ น้ำสมุนไพรที่เราทำเองได้ง่ายๆมีประโยชน์มากๆโดยเฉพาะกับผู้ที่มีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล จากโรคหวัด ให้นำต้นตะไคร้มาหั่นเป็นท่อนๆ แบบบุบพอแตก ต้มกับน้ำเปล่าให้เดือด ดื่มหรือจิบบ่อยๆ จะช่วยในการบรรเทาอาการหวัดได้ แต่ถ้ายังไม่เป็นหวัดก็สามารถต้มน้ำตะไคร้ดื่มแบบเย็นๆได้เช่นกัน ถือเป็นเครื่องดื่มที่อร่อยและดีต่อสุขภาพ

  • อาหารที่มีวิตามินซีสูง และสารต้านอนุมูลอิสระ

อาหารที่มีวิตามินซีและสารต้านอนุมูลอิสระ หาทานได้ไม่ยาก อยู่รอบตัวเราทั้งนั้น ซึ่งอาหารที่มีสารเหล่านี้จะช่วยเพิ่มภูมิต้านทานโรคและช่วยกำจัดสิ่งแปลกปลอมหรือเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกาย และป้องกันการติดเชื้อได้อีกด้วย เช่น กะหล่ำปลี แครอท ผักใบสีเขียวจัดๆ ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ส้ม ฝรั่ง องุ่น แคนตาลูป มะละกอสุก เป็นต้น

  • ซุปไก่ร้อนๆ

การทานเมนูซุปไก่จะช่วยลดอาการคัดจมูก ควรเติมผักเข้าไปในซุปด้วยจะดีมาก เพื่อเพิ่มสารอาหาร เช่น หอมใหญ่ ขึ้นฉ่าย มะเขือเทศ มันฝรั่ง ซุปไก่ที่ผ่านกระบวนการตุ๋นนานๆ จนโปรตีนย่อยสลายเป็นไดเปปไทด์ จะช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกัน ช่วยให้ร่างกายสดชื่น และยังให้โปรตีนที่ดีต่อร่างกายด้วย แถมยังช่วยลดอาการไอได้ด้วยสิ

  • อาหารรสเผ็ด

อาหารที่มีรสเผ็ดจะช่วยให้เรารู้สึกจมูกโล่ง หายคัดจมูกได้ ก็คือเมนูอาหารรสเผ็ดร้อนอะไรก็ตามที่มีพริกเป็นส่วนประกอบ ไม่ว่าจะเป็น พริกขี้หนู พริกชี้ฟ้า พริกแห้ง รวมไปถึงพริกไทย และสมุนไพรรสเผ็ดร้อนอื่น ๆ เมนูง่ายๆที่มีพริกเป็นส่วนประกอบเช่น พริกขี้หนูในต้มยำ พริกชี้ฟ้าในผัดเผ็ด พริกไทยในแกงเลียง พริกแห้งในลาบ หรือใครที่ทานเผ็ดไม่ได้ แนะนำให้ทำน้ำขิงร้อนๆดื่มแทนก็ได้ ก็จะช่วยให้ระบบการหายใจทำงานคล่องขึ้นเช่นกัน

นี่ก็คือ 7 อาหารช่วยต้านโรคหวัด ที่นำมาฝากกันในบทนี้ ลองนำไปเป็นหลักในการเลือกทานเมนูอาหารที่ช่วยต้านโรคหวัดเหล่านี้กัน ในมื้ออาหารที่เราต้องทานในแต่ละวัน แล้วในบทหน้าเรามาพบกันใหม่กับเคล็ดลับเรื่องสุขภาพที่จะไปสรรหามาฝากกันอีกได้ในทุกสัปดาห์ จะเป็นเคล็ดลับสุขภาพเรื่องอะไรกันบ้าง เราต้องมาติดตามกันต่อ

ติดตามบทความ good food ในทุกสัปดาห์ได้ที่ howto-healthy.com

Categories
good health

วิธีการป้องกันปัญหาช่องปากอักเสบสำหรับหมาแมวที่คุณรัก และใส่ใจ 

สำหรับการดูแลปัญหาสุขภาพช่องปากสำหรับหมาแมวนั้น หลายคนก็คงจะไม่ค่อยได้ใส่ใจมากนัก ส่วนมากจะเป็นอย่างนั้น เพราะว่าส่วนใหญ่ประมาณ 80% ของหมาแมวที่อายุประมาณ 2 – 3 ปีจะไม่ค่อยพบปัญหาเรื่องนี้มากนัก แต่จะเกิดขึ้นกับหมาแมวที่มีอายุมากกว่า 3 ปีขึ้นไปด้วยกันทั้งนั้น นั่นก็คือการรับประทานอาหารได้น้อยลง และอาการซึมเศร้า เนื่องจากไม่สามารถกินของต่าง ๆ ได้ดี อาการเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่น่ากังวลใจ และส่งผลเสียต่อการเลี้ยงดูพวกเขาในระยะยาว อยากแนะนำวิธีการแก้ไขปัญหาด้วยวิธีการป้องกันตั้งแต่เนิ่น ๆ พวกเขาจะได้มีสุขภาพแข็งแรง และอยู่เล่นกับคุณไปนาน ๆ 

1. เข้าใจทางด้านหลักการ และปัญหาของโรคช่องปากอักเสบ ในสุนัข และน้องแมว 

สิ่งนี้คุณควรเข้าใจก่อนว่าสาเหตุการเกิดปัญหาเรื่องช่องปากนั้นเกิดขึ้นได้หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการที่คุณให้อาหารที่แข็งมากจนเกินไป หรือรับประทานอาหารที่ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการอย่างครบถ้วน ไม่ก็ดูแลความสะอาดในช่องปากที่ไม่เพียงพอ สิ่งเหล่านี้นั้นสามารถแก้ไขได้ด้วยการหมั่นดูแลความสะอาดช่องปาก ให้รับประทานขนมขัดฟัน หรืออาหารเม็ดดเป็นบางครั้งก็จะช่วยได้เป็นอย่างดี 

2. พยายามไม่เล่นกับน้องหมาหรือน้องแมวแบบรุนแรง 

สำหรับการเล่นกับน้องหมาน้องแมวคงจะห้ามไม่ค่อยได้ แต่สำหรับการเล่นบางชนิดที่ออกแรงกระชากหรือแรงกัดอย่างรุนแรงไม่ขอแนะนำให้เป็นกิจกรรมที่น่าเล่นมากสักเท่าไร ซึ่งจะส่งผลเสียต่อระบบเหงือก และฟันของน้องหมา และน้องแมว แถมยังทำให้เกิดอาการอักเสบของกล้ามเนื้อในช่องปากได้อีกด้วย ในบางครั้งควรจะเล่นแบบเบา ๆ เพื่อลดอาการบาดเจ็บเหล่านั้น พวกเขาจะได้อยู่กับคุณได้ไปนาน ๆ นี้เป็นข้อมูลจากทางสัตวแพทย์จึงอยากแนะนำ 

3. ควรหมั่นพยายามตรวจสอบช่องปากของสัตว์เลี้ยงคุณเป็นประจำ 

สิ่งนี้ไม่น่าจะยากเกินไปสำหรับคนที่เป็นเจ้าของสัตว์เลี้ยง ไม่ว่าจะเป็นน้องหมาหรือน้องแมว การตรวจสอบความผิดปกติของช่องปากสัตว์เลี้ยงคุณนั้นเป็นเรื่องที่จำเป็นมาก ซึ่งถ้าหากคุณพบเจออะไรที่ผิดสังเกตเราขอแนะนำให้คุณนั้นเข้าไปปรึกษาสัตวแพทย์โดยทันที ซึ่งวิธีนี้จะลดอาการอักเสบ และอาการติดเชื้อได้ในอนาคต แน่นอนว่าถ้าคุณดูแลอย่างใส่ใจน้องหมาหรือน้องแมวของคุณนั้นจะมีอายุยืนยาว และอยู่เล่นกับคุณได้นานกว่าเดิมอย่างแน่นอน 

สรุป 

สำหรับใครที่คิดว่าการเลี้ยงหมาแมวเป็นเรื่องที่ง่าย ก็บอกเลยว่ามันก็ง่ายอยู่นะ แต่คุณต้องเข้าใจหลักการในการดูแล การเล่นกับ ถ้าไม่เช่นนั้นคุณอาจจะต้องเผชิญกับการเลี้ยงดูที่ลำบาก ซึ่งบอกเลยว่าไม่สนุกอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นแล้วใส่ใจสักนิดก่อนช่วงนี้ แล้วคุณจะมีความสุขกับสุนัขหรือแมวไปอีกนานอย่างแน่นอน

รูปภาพประกอบจาก  https://pixabay.com/

ติดตามบทความ good health ในทุกสัปดาห์ได้ที่ howto-healthy.com

Categories
good health

เช็ค 8 อาการคนท้อง

    เมื่อเราเริ่มตั้งครรภ์ จะมีอาการของคนตั้งครรภ์ ต่างๆนานา ที่เราสามารถสังเกตได้ ตั้งแต่สัปดาห์แรกจะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องร่างกาย พฤติกรรมการรับประทานอาหาร ชอบกินอาหารรสเปรี้ยวมากขึ้น บางคนมีอาการแพ้ท้องเมื่ออายุครรภ์ 9 สัปดาห์ นอกจากนี้จะมีอาการอะไรอีกบ้างก็ลองมาดูกันนะคะ ดังนี้เลย

1. ความชอบและการรับประทานอาหารจะเปลี่ยนไปส่วนใหญ่อยากรับประทานอาหารมากขึ้นเพื่อเตรียมสำรองอาหารให้ตนเองและลูกน้อยในครรภ์  บางครั้งมีอาการอยากรับประทานอาหารแปลกๆ อาหารหรือผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว

Cr.pic: https://www.freepik.com/

2. ขาดประจำเดือน ให้คุณลองสังเกตประจำเดือนครั้งสุดท้ายว่ามาตรงกำหนดหรือไม่ ปริมาณเลือดเท่ากับปริมาณตามปกติไหม เนื่องจากอาจไม่ใช่ประจำเดือนแต่เป็นเลือดที่ออกจากโพรงมดลูกในขณะที่ไข่ฝังตัวในเยื่อบุโพรงมดลูกซึ่งจะมีเลือดออกทางช่องคลอดปริมาณเล็กน้อยในช่วงแรกของการตั้งครรภ์นั่นเอง นอกจากนี้ภาวะขาดประจำเดือนอาจเกิดจากสาเหตุอื่น เช่น ภาวะไข่ไม่ตก ภาวะเครียด ร่างกายเหนื่อยล้า หรือโรคเรื้อรัง เป็นต้น และประวัติการใช้ยาคุมกำเนิดอาจมีผลทำให้ประจำเดือนคลาดเคลื่อนหรือขาดหายไปได้

3.อาการคลื่นไส้ อาเจียน ในระยะแรกของการตั้งครรภ์สตรีตั้งครรภ์จะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ส่วนใหญ่จะมีมีอาการในช่วงเข้าที่เรียกว่า อาการแพ้ท้อง และหายไปใน 14-16 สัปดาห์ อาการเหล่านี้จะสัมพันธ์กับฮอร์โมน HCG และหลังจากนั้นจะค่อยลดลงเรื่อยๆ อาการคลื่นไส้อาเจียนไม่จำเพาะกับการตั้งครรภ์ สามารถพบได้ในภาวะอื่น เช่น ความผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร โรคเรื้อรัง ความเครียด เป็นต้น

Cr.pic: https://www.freepik.com/

4. มีการเปลี่ยนแปลงของเต้านม เต้านมจะมีขนาดใหญ่ขึ้น รู้สึกเจ็บคัดตึงเต้า บริเวณลานนมและหัวนมจะมีสีเข้มขึ้น

รวมถึง ผิวหนังมีเม็ดสีเพิ่มขึ้น เช่น ฝ้า บางคนมีสิวขึ้น แต่บางทีอาจเกิดจากสตรีที่รับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวมแล้วมีฝ้าเกิดขึ้น

5 ปัสสาวะบ่อย มดลูกที่มีขนาดใหญ่มากขึ้นจะกดเบียดกระเพาะปัสสาวะ ทำให้ความจุของกระเพาะปัสสาวะลดลง ส่งผลให้ว่าที่คุณแม่มือใหม่ปัสสาวะบ่อยขึ้นนั่นเอง

6. อ่อนเพลีย ในระยะแรกของการตั้งครรภ์ เราจะมีความรู้สึกอ่อนเพลียอย่างเห็นได้ชัด และหายไปเมื่อตั้งครรภ์ประมาณ 20 สัปดาห์

Cr.pic: https://www.freepik.com/

7 รู้สึกว่าเด็กดิ้น การดิ้นของทารกในครรภ์ที่ผู้หญิงอย่างเราๆรู้สึกได้เป็นครั้งแรกเมื่ออายุครรภ์ 18-20 สัปดาห์ ส่วนในผู้หญิงท้องหลังหรือท้องลูกคนที่สองเป็นต้นไป จะเริ่มรู้สึกว่าลูกดิ้นตั้งแต่อายุครรภ์ 16-18 สัปดาห์

8 หน้าท้องขยายขนาดขึ้น เป็นผลมาจากมดลูกที่ขยายขนาดขึ้น โดยจะเริ่มคลำได้ทางหน้าท้องเหนือหัวหน่าว เมื่ออายุครรภ์ 12 สัปดาห์ และจะโตขึ้นเรื่อยๆจนครรภ์ครบกำหนด ในครรภ์หลังจะสังเกตเห็นได้ชัดกว่าครรภ์แรก เนื่องจากกล้ามเนื้อหน้าท้องหย่อน

    หลังจากเราทารบว่าตนเองตั้งครรภ์แล้ว ควรดูแลตัวเองให้ดี ทั้งสุขภาพร่างกาย และจิตใจให้นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายเบาๆ เช่น เดิน วิ่ง  รับประทานอาหารให้ครบ5หมู รับประทานอาหารเสริมธาตุเหล็กและแคลเซียมดในปริมาณที่เหมาะสม และเลือกผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่น่าเชื่อถือ

ติดตามบทความ good health ในทุกสัปดาห์ได้ที่ howto-healthy.com

Categories
good health

คุณแม่ตั้งครรภ์ ควรทานอาหารเสริมไหม

   คุณแม่ตั้งครรภ์ทุกคนคงอยากให้ลูกน้อยในครรภ์ได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน รวมถึงวิตามินและเกลือแร่ที่ทารกในครรภ์ควรได้รับอย่างเพียงพอ วันนี้เราจะมาแนะนำเกี่ยวกับการรับประทานอาหารชิดไหนที่จะทำให้เราได้รับวิตามินได้เพียงพอ เพื่อให้ลูกน้อยลืมตาดูโลกได้อย่างมีสุขภาพแข็งแรง

  วิตามิน เป็นสิ่งสำคัญต่อร่างกาย ไม่แพ้กัน เริ่มจากวิตามินเอ ช่วยให้เกิดการติดเชื้อได้ยาก ช่วยสร้างเซลล์และเนื้อเยื่อให้กับลูกน้อยในครรภ์ โดยเฉพาะเหงือกและฟัน ไม่ควรรับประทานอาหารเสริมที่มีวิตามินเอสูงเกิน 10,000 ยูต่อวัน อาจทำให้ทารกเกิดความพิการแต่กำเนิดและแท้งได้เลยหล่ะ วิตามินดี มีส่วนช่วยในการดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัสได้มากขึ้น ปกติแล้วเราจะได้รับวิตามินดีจากแสงแดด  วิตามินดีพบมากใน ปลา ตับ ไข่ นม อย่างน้อยควรได้รับวิตามินดี 400 มิลลิกรัมต่อวัน แล้วควรได้รับวิตามินซีเพิ่มเป็น 60 มิลลิกรัมต่อวัน เพราะทำให้ช่วยทารกเจริญเติบโตได้มากขึ้น

มีกระดูกที่แข็งแรง ช่วยเสริสร้างภูมิคุ้มกัน สามารถรับวิตามินซีได้จากผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว ผักใบเขียว เช่น มะขามป้อม มะนาว มะขาม ส้ม มะเขือเทศ  ผักคะน้า ตำลึง วิตามินบี มีส่วนช่วยบรรเทาอาการหน็บชา วิตามินบี1ช่วยให้ระบบการย่อยอาหารของคุณแม่ต้งครรภ์ดีขึ้น ช่วยในการเผาผลาญ พบมากในธัญพืช ข้าวซ้อมมือ เนื้อหมูที่ไม่มีมัน ตับ นม  วิตามินบี2 ช่วยในการดูดซึมกรดอะมิโน ช่วยให้ทารกได้รับกรดอะมิโนที่เพียงพอต่อร่างกาย พบมากใน นม เนื้อสัตว์  อย่างน้อยวันละ 1.5-2 มิลลิกรัมต่อวันในครรภ์ โดยเฉพาะคุณแม่ตั้งครรภ์วัยรุ่น คุณแม่ที่อายุมาก มีครรภ์แฝด วิตามินบี12 เพราะช่วยสร้างกรดนิวคลิอิค สร้างเม็ดเลือดแดง ทำให้ป้องกันการเกิดภาวะโลหิตจาง  ควรได้รับเพิ่มขึ้นวันละ 1 มิลลิกรัม พบในเนื้อสัตว์

Cr.pic; www.huggies.co.th

           ต่อมาเป็นเกลือแร่ที่คุณแม่ตั้งครรภ์ควรได้รับพวกแคลเชียมและฟอสฟอรัสเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะ 3 เดือนก่อนคลอด ควรดื่มนมสดให้ได้ 3 แก้วต่อวัน ควรรับประทานอาหารเสริมธาตุเหล็ก เพื่อการสร้างเม็ดเลือดและการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ ดังนั้นคุณแม่ตั้งครรภ์จึงควรรับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง เช่น ตับ ไข่แดง ผักใบเขียว เช่น ผักขม ผักตำลึง และอาหารประเภทเนื้อสัตว์ทุกชนิด โดยเฉพาะเนื้อสัตว์ที่มีสีแดง สตรีตังครรภ์ควรได้รับธาตุเหล็กเสริมวันละ 30 มิลลิกรัม หากมีคนในครอบครัวเป็นภาวะโลหิตจาง

ก็ควรได้รับยาเพิ่มขึ้นเป็นวันละ 60-120 มิลลิกรัม ควรทานยาเสริมธาตุเหล็กช่วงท้องว่าง ทำให้ดูดซึมได้ดี  กรดโฟลิค ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของระบบประสาท คุณแม่ตั้งครรภ์ควรได้รับเพิ่มขึ้น 3-5 เท่าเพื่อใช้ในการเจริญเติบโตของทารก และช่วยในการดูดซึมธาตุเหล็ก ช่วยลดการเกิดโลหิตจาง และภาวะพิการในเด็กแรกเกิด พบในผักใบเขียว  เครื่องในสัตว์ นอกจากการให้กรด และควรได้รับไอโอดีน  แมกนีเชีย โปตัสเซียม

   นอกจากเราควรจะเลือกทานอาหารที่มีวิตามินและแร่ธาตุเหล่านี้แล้ว เราควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอด้วย เพื่อสุขภาพที่ดี และควรเลือกผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่น่าเชื่อถือ และได้ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนซื้อมารับประทานทุกครั้ง

ติดตามบทความ good health ในทุกสัปดาห์ได้ที่ howto-healthy.com

Categories
good food

6 อาหารที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกาย

การทานอาหารที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกาย ที่นำมาฝากกันในบทนี้ เพื่อเป็นตัวช่วยในการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และยังสามารถช่วยในการเสริมภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายของเราได้ด้วย จะได้ช่วยทำให้ร่างกายของเรามีภูมิคุ้มกันที่ดีขึ้น สุขภาพแข็งแรงมากขึ้น เชื้อโรคต่างๆที่ในปัจจุบันนี้มีอยู่มากมายรายรอบตัวเราอยู่ทุกสถานที่ ตลอดเวลาเราไม่สามารถทราบได้ว่าเมื่อไรเราจะได้รับเชื้อโรคอะไรกันบ้าง ดังนั้นการทานอาหารที่สามารถช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย จึงมีความจำเป็นมากในยุคปัจจุบันนี้ ใครที่อยากจะทราบกันแล้วว่ามีอาหารอะไรบ้าง เรามาติดตามกันเลยดีกว่า

6 อาหารเสริมเพิ่มภูมิคุ้มกัน

  1. ไขมัน

ไขมัน นั้นช่วยให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย และเป็นสารตั้งต้นในการสร้างฮอร์โมนเพศ และฮอร์โมนต้านความเครียด การบริโภคไขมันชนิดที่ดี ย่อมจะช่วยส่งผลให้ภูมิต้านทานของร่างกายแข็งแรงมากขึ้นได้ ซึ่งไขมันที่มีประโยชน์ พบมากในอาหารจำพวก ปลา อะโวคาโด รำข้าว และธัญพืชต่างๆ

  • วิตามินเอ

วิตามินเอ ช่วยในการสร้างเซลล์เม็ดเลือดขาว และช่วยเพิ่มความแข็งแรงของเม็ดเลือดขาว เราสามารถรับวิตามินเอได้จากอาหารจำพวก ตับปลา แครอท ผักโขม ฟักข้าว มะเขือเทศ เสาวรส บรอคโคลี่ เป็นต้น

  • วิตามินดี

วิตามินดีช่วยในการสร้างสารแคทเธลิซิดิน(Cathelicidin) จากเซลล์ระบบภูมิคุ้มกัน ช่วยทำให้เม็ดเลือดขาวขยันทำงานมากขึ้น เพื่อออกมาต่อสู้โรคได้มากขึ้นด้วยนั่นเอง เราสามารถรับวิตามินดีจากแสงแดด (อ่อนๆในตอนเช้าและเย็นๆ) อาหารจำพวก เห็ดต่างๆ ปลาต่างๆ (โดยเฉพาะปลาแซลม่อน) นม ชีส น้ำส้ม โยเกิร์ต

  • วิตามินซี

วิตามินซี ที่มีอยู่ในอาหารจำพวก ผักและผลไม้รสเปรี้ยว ช่วยในการเสริมสร้างภูมิต้านทานให้แก่ร่างกายได้โดยตรง

  • โปรไบโอติกส์ (Probiotics)

โปรไบโอติกส์ หรือจุลินทรีย์ชนิดที่ดี เช่น ตระกูลของพวก Lactobacillus และ Bifidobacterium ที่มีอยู่ในผลิตภัณฑ์นมเปรี้ยวหรือโยเกิร์ต จะช่วยกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดขาวที่เยื่อบุผนังลำไส้เล็กส่วนปลายให้ตอบสนองต่อภูมิคุ้มกันและการอักเสบได้ดีมากขึ้น

  • เห็ดชนิดต่างๆ

เห็ดมีสารอาหารที่สำคัญมากมาย อาทิ โพลิแซคาไรด์ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการทำงานของเม็ดเลือดขาวได้ดี หรือว่า สารเบต้ากลูแคน จะมีคุณสมบัติในการช่วยต้านมะเร็งและช่วยในการรักษาแผลติดเชื้อได้ด้วย

นี่ก็คือ 6 อาหารที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกาย ที่นำมาฝากกัน ลองนำไปเป็นตัวเลือกในการทานอาหารเพื่อช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกายของเรา เพื่อช่วยเสริมสร้างเกราะปกป้องร่างกายของเราจากเชื้อโรคต่างๆที่มีอยู่อย่างมากมายในสภาพแวดล้อมปัจจุบันนี้ แล้วในบทหน้าเรามาพบกันใหม่กับเคล็ดลับเรื่องสุขภาพที่จะไปสรรหามาฝากกันอีกได้ในทุกสัปดาห์ จะเป็นเคล็ดลับสุขภาพเรื่องอะไรกันบ้าง ต้องมาติดตามกันต่อ

ติดตามบทความ good food ในทุกสัปดาห์ได้ที่ howto-healthy.com

Categories
good health

มะเร็ง โรคร้ายของผู้หญิง ที่ป้องกันได้

มะเร็ง โรคร้ายของผู้หญิง ที่ป้องกันได้

    มะเร็งปากมดลูก เป็นภัยร้ายใกล้ตัวของผู้หญิงอย่างเราๆ ที่ไม่มีใครอยากเป็น เพราะถ้าเป็นแล้ว อาจสายเกินแก้ เพราะมักมีสัญญาณเตือน เช่น ตกขาวมีเลือดปน เบื่ออาหาร เพลีย เลือดออกทางช่องคลอด  เราจึงควรรู้วิธีป้องกันโรคร้ายด้วย วิธีเหล่านี้

1.อาหารการกิน คนที่ร่างกายแข็งแรง ก็ต้องกินอาหารให้ ครบ5หมู่ และทานอาหารให้หลากหลาย ร่างกายก็จะได้รับสารอาหารที่เพียงพอ พอร่างกายแข็งแรงภูมิคุ้มกันโรคของเราจะดี

Cr.pic; https://www.nationtv.tv/

2. การออกกำลังกาย นอกจากจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรง และเป็นการเบิร์นไขมันส่วนเกินแล้ว ยังไม่น่าเชื่อว่าจะช่วยป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้ เพราะการที่ร่างกายแข็งแรง ทำให้ภูมิคุ้มกันดี ทำให้ไม่เสี่ยงติดโรคทางเพศสัมพันธ์และลดความเสี่ยงติดเชื้อทางโรคติดต่อ และเราแนะนำว่า ให้ออกกำลังกายวันละ 30-45 นาทีต่อวัน หรือสัปดาห์ละอย่างน้อย 3-5 วัน

3. การพักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ อย่างน้อย 7-8 ชั่วโมง และควรเข้านอน ตั้งแต่ 4 ทุ่มเป็นต้นไป เพราะกว่าเราจะนอนหลับลึก ก็ใช้เวลาเป็นชั่วโมง เพื่อให้โกรกฮอร์โมนหลั่งออกมามากในช่วงตี 1 -ตี2 และทำให้ร่างกายได้ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ

4. สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันในยุคนี้ คือ การจัดการความเครียด เพราะทุกคนล้วนแต่มีความเครียดส่วนตัว แต่ขึ้นอยู่กับแต่ละคนว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเครียด ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนความเครียดที่เรียกว่า คอร์ติซอล ความเครียดจะไปกดภูมิคุ้มกัน ทำให้ร่างกายของเราเจ็บป่วยง่าย สังเกตได้จากคนที่เป็นโรคกระเพาะ และคนที่ท้องผูก แสดงว่าเป็นสัญญาณเตือนว่าเรานั้นเครียดโดยไม่รู้ตัว

Cr.pic; https://www.bangkokhospital.com/

5. ควันบุหรี่ ไม่ว่าจะเป็นการสูดดมควันที่สูบบุหรี่เองหรือบุหรี่มือสอง มือสาม บุหรี่มือสอง คือ มาจากการสูดดมควันบุหรี่ที่คนอื่นสูบ ทำให้คนที่ได้รับควันบุหรี่ได้รับสารพิษเต็มๆ เพราะขณะที่เราสูดดมไม่มีตัวกรองสารพิษ ส่วนบุหรี่มือสาม คือ ควันบุหรี่ที่ติดมากับเสื้อผ้า สิ่งของผู้สูบ ควันบุหรี่ทำให้เรามีภูมิคุ้มกันต่ำ และยังมีงานวิจัยพบว่า ควันบุหรี่ทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูกมากกว่าคนที่ไม่สูบบุหรี่ถึง 2 เท่า

6. ฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก แบ่งเป็น วัคซีนตัวหนึ่งสามารถป้องกันเชื้อ HPV สายพันธุ์ 16 และ 18  ส่วนวัคซีน อีกชนิดสามารถป้องกันการติดเชื้อ HPV ได้ถึง 4 สายพันธุ์ นั่นคือ สองสายพันธุ์ที่ทำให้เกิดหูดหงอนไก่ แนะนำให้ฉีดช่วงอายุ10-14ปี จะมีปะสิทธิภาพสูงสุด เพราะเป็นการป้องกันการติดเชื้อHPV ก่อนเริ่มมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก วัคซีนนี้จะฉีดทั้งหมด 3 เข็ม ได้แก่ เข็มแรก ฉีดที่กล้ามเนื้อ เข็มที่สอง ฉีดห่างจากเข็มแรก 2 เดือน เข็มที่สามฉีดห่างจากเข็มแรก 6 เดือน แต่หากสาวๆคนไหนที่อายุเกินแล้ว แต่ยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ ก็มีประสิทธิภาพเช่นกัน หลังจากฉีดวัคซีนแล้ว ควรตรวจคัดกรองทุกปี

Cr.pic; https://ch9airport.com/

7. ผู้หญิงที่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์ หรือมีอายุถึง 30 ปีขึ้นไป ควรตรวจคัดกรอง มะเร็งปากมดลูกทุกปี อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง  แต่ถ้าอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป ควรมาตรวจคัดกรอง ปีละ 2 ครั้ง สำหรับวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก ราคา เริ่มต้นที่3000 บาท สามารถป้องกันได้ถึง 4 สายพันธุ์ ฉีดได้ที่โรงพยาบาลยันฮี

8. หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง เช่น มีคู่นอนหลายคน การมีเพศสัมพันธ์ตอนอายุยังน้อย งดการสูบบุหรี่ เพราะเป็นพฤติกรรมเสี่ยงเหล่านี้ อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดเชื้อก่อโรคจนกลายเป็นโรคร้ายได้

    เราจึงควรดูแลสุขภาพให้ดีอยู่เสมอ และควรตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี หากคุณผู้หญิงอายุมากกว่า 30 ปี ควรตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกอย่างน้อย ปีละ 1 ครั้ง เพราะมะเร็งปากมดลูก สามารถรักษาให้หายขาดได้ รวมถึงปัจจุบันมีวัคซีน 2 ชนิดที่สามารถป้องกันโรคนี้ได้

ติดตามบทความ good health ในทุกสัปดาห์ได้ที่ howto-healthy.com

Categories
good health

7 วิธีดูแลสุขภาพ “หนีโควิด” เมื่อกลับถึงบ้าน

ช่วงการระบาดของ COVID-19 ที่สามารถแพร่กระจายได้อย่างง่ายดายแต่เราทุกคนก็ต้องออกไปทำงานและดำเนินชีวิตต่อไปไม่มีวันหยุด เราจึงจำเป็นที่จะต้องรู้จักวิธีการป้องกันโควิด-19ที่สามารถทำได้ง่ายๆ หรือแม้แต่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการใช้ชีวิตประจำวันเพื่อให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบันก็เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งวิธีที่เราควรทำเพื่อป้องกันหลีกหนีจากเชื้อโควิด-19 ตัวนี้ ถึงแม้จะไม่ได้เป็นการหลีกเลี่ยงได้ 100% ก็ตาม แต่ก็ถือเป็นวิธีที่ดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ในสถานการณ์แบบนี้

1.ถอดหน้ากากอนามัย และคัดแยกออกจากถังขยะที่คนในบ้านใช้เป็นประจำ มัดแยกออกมาทิ้งไว้อย่างมิดชิด และควรทำความสะอาดมือด้วยสบู่ น้ำสะอาดหรือเจลแอลกอฮอล์ทันทีหลังจากจับหน้ากากอนามัยที่ใช้แล้ว

2.ควรเช็ดทำความสะอาดของใช้ส่วนตัวหลังจากกลับมาถึงบ้านโดยทันที โดยเฉพาะกุญแจรถ โทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต นาฬิกาข้อมือ กระเป๋าสตางค์ เป็นต้น ซึ่งเป็นของที่เราทุกคนใช้และจับอยู่เป็นประจำในชีวิตประจำวัน

3.ควรล้างมืออย่างน้อย 20 วินาทีขึ้นไปก่อนสัมผัสสิ่งของหรือราวบันได กลอนประตูในบ้าน และก่อนไปนอนบนเตียงนอน หรือใกล้ชิดผู้สูงอายุ เด็กเล็กในบ้าน ควรอาบน้ำ สระผม ทำความสะอาดร่างกายให้สะอาดก่อน ทางที่ดีควรทำทันทีและทำให้เป็นกิจวัตรประจำวันหลังจากถึงบ้าน

4.ควรแยกเสื้อผ้าที่ใส่ไปทำงานหรือไปข้างนอกบ้าน แยกลงตระกร้าคนละตระกร้ากับเสื้อผ้าที่ใส่ในบ้าน เพื่อเป็นการจะได้แยกการทำความสะอาด และไม่ให้เป็นการสะสมเชื้อ

5.เวลารับประทานอาหารควรมีช้อนกลางในการรับประทานอาหารร่วมกันในครอบครัว ไม่ควรใช้ช้อนทานอาหารส่วนตัวไปตักอาหารส่วนร่วม เพื่อเป็นการป้องกันโรค

6.เมื่อกลับมาถึงบ้านควรเก็บรองเท้าไว้ข้างนอกบ้าน หรือนอกห้องแอร์ ทางที่ดีไม่ควรนำมาไว้ในบ้านยิ่งเป็นช่วงสถานการณ์โคโรน่าไวรัส ควรรักษาความสะอาดให้ดีเป็นสองเท่า

7.ถึงแม้จะเป็นข้าวของเครื่องใช้ภายในบ้านก็ควรดูแลรักษาความสะอาด ควรทำความสะอาดของใช้ส่วนรวมเป็นประจำ โดยเฉพาะที่จุดอับ หรือจุดที่ต้องใช้มือจับบ่อยๆอย่างกลอนประตู บานหน้าต่าง ราวบันได ประตูรั้ว ประตูห้องต่างๆ ควรใช้แอลกอฮอล์เช็ดทำความสะอาดเป็นประจำเพื่อความปลอดภัยและเพื่อความสะอาดอีกด้วย

7 วิธีการดูแลสุขภาพ “หนีโควิด” เมื่อกลับถึงบ้าน ที่เราได้แนะนำกันไปนี้เรียกได้ว่าไม่ยากที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตเพื่อความปลอดภัยของคุณและคนในครอบครัวที่คุณรักเลยใช่ไหมล่ะ! ถ้าเราทุกคนหันมาใส่ใจ ดูแลความสะอาด ต่อสู้กับเจ้าไวรัสนี้ เชื่อว่าเราจะสามารถต่อสู้และดำรงชีวิตอยู่ร่วมกันได้

ติดตามบทความ good health ในทุกสัปดาห์ได้ที่ howto-healthy.com

Categories
good health

โรคที่พบบ่อยในช่วง โควิด19 ที่ต้องคอยระวัง

จากการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด 19 ทำให้มีการเฝ้าระวังในหลายๆอย่างที่เกิดจากตัวเราและคนอื่น โดยการ ส้วมหน้ากากอนามัย ถือเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องใช้ในช่วงนี้ เพื่อไม่ให้เกิดการแพร่ระบาด กระจายเชื้อจากผู้อื่นมาสู่เรา หรือ จากเราไปสู่ผู้อื่น เป็นวิธีการป้องกันเบื้องต้นจากการระบาดของเชื้อไวรัสนี้

Cr.pic: www.scgfoundation.org

1.โรคตาที่พบบ่อยที่สุดในช่วง โควิด19

 ตากุ้งยิง

ที่มักจะเกิดที่เปลือกตาล่างอาจเกิดจากการใส่หน้ากากอนามัยที่ไม่สะอาดและการสัมผัสตาด้วยมือที่ไม่สะอาดบริเวณต่อมไขมันเปลือกตาล่างนำมาสู่การติดเชื้อในที่สุด ป้องกันได้โดยใส่หน้ากากให้กระชับกับใบหน้าดูแลเปลือกตาสม่ำเสมอ ทำให้มีอาการเจ็บปวดตรงที่เป็นตุ่มหรือหนอง

Cr.pic: http://www.supremeilasik.com/th/stye/

2.โรคผิวหนังที่พบบ่อยบนใบหน้าหลายชนิด

 เช่นสิว, ผิวหนังอักเสบ , โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง, ที่ล้วนมีวิธีการดูแลรักษาจากสาเหตุและการป้องกันที่แตกต่างกันสาเหตุอาจเกิดจากการใส่แมส ถึงแม้จะช่วยเราป้องกันเชื้อโรค และฝุ่นละอองต่างๆได้ แต่การใส่แมส ก็อาจส่งผลเสียต่อผิวหน้าได้ จะพบปัญหาผิวหน้าที่เกิดจากการใส่แมส

คือ “แพ้แมส” หรือ แพ้หน้ากากอนามัยซึ่งเป็นการเสียดสีของแมสกับผิวหนัง ในเวลาที่เราใส่หน้ากากอนามัย จนทำให้เกิดปัญหาผิวระคายเคือง ผิวบอบบางลง จนทำให้เกิดสิวและผดผื่น ยิ่งหากมีผิวบอบบางแพ้ง่ายอยู่แล้วก็จะเกิดการระคายเคืองได้ง่ายมากยิ่งขึ้น

โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังมักพบบ่อยในวัยเด็ก ซึ่งมีอาการผื่นคันและแดงตามผิวหนัง และมักจะขึ้นบริเวณข้อพับแขน ข้อพับขา และลำคอด้านหน้า เมื่อเกามาก ๆ อาจมีหนองไหลหรือเกิดเป็นสะเก็ดหนองตามมา

วิธีการรักษา การทาเบบี้มายด์ ในบริเวณที่เกิดอาการคันหรือมีผื่นแดงตามผิวหนัง

Cr.pic: https://www.vejthani.com/

3. โรคอ้วน

 เพราะคนอ้วนส่วนใหญ่ไม่ได้มีแค่โรคเดียว แต่มักจะมีโรคร่วมอื่นๆด้วย ทั้งโรคเบาหวาน  ความดันโลหิตสูง  ไขมันในเลือดสูง  ซึ่งอาจเกิดจากการรับประทานอาหารที่มากเกินไป ในระหว่างการ Work from จนทำให้รับประทานเกินความต้องการของร่างกาย รับประทานอาหารที่ให้พลังงานสูง เนื้อสัตว์ ไขมัน แป้ง ของหวาน

home โดยมีสูตร BMI = น้ำหนัก(กิโลกรัม) / ความสูง(เมตรยกกำลัง 2) ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นน้ำหนัก หากคุณคำนวณแล้วพบว่า เกิน 25 กก./ตรม. ถือว่าคุณอ้วน

Cr.pic: https://www.pobpad.com

4.โรคทางประสาท

 เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ทำให้หลายคนมีสภาวะเครียด รวมทำให้เกิด อาการอื่นๆตามมา เช่น มึนศีรษะ ปวดศีรษะ การรับรสหรือรับกลิ่นลดลง อาการปวดเส้นประสาทหรือกล้ามเนื้อได้เลยทีเดียว

Cr.pic:

ติดตามบทความ good health ในทุกสัปดาห์ได้ที่ howto-healthy.com