Categories
good health

  4 ผลิตภัณฑ์ยาแก้ท้องเสีย หาซื้อง่าย ราคาย่อมเยาว์

           เมื่อเกิดอาการท้องร่วงกินยาอะไรช่วยบรรเทาได้บ้าง สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการท้องร่วงนั้นส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียจากการรับประทานอาหารที่ไม่สะอาดตามสุขอนามัย หรืออาหารที่ไม่ปรุงสุก หมูดิบ ตับดิบ เมื่อเกิดอาการท้องร่วงขึ้นเราควรจะบรรเทาอาการอย่างไรได้บ้าง กระทู้นี้มีคำตอบ จะกิน ยาแก้ท้องเสีย ให้ปลอดภัย ทำอย่างไร ก่อนที่คุณจะกินยาแก้ท้องเสีย ควรอ่านคำแนะนำการใช้ยาบนฉลากให้ดีก่อน ซึ่งจะมีคำแนะนำกำกับไว้ว่า ควรกินในปริมาณเท่าใด ยาสามัญประจำบ้านรักษาอาการท้องเสียที่ควรมีติดบ้านไว้คือ

1.ผงถ่าน charcoal

สรรพคุณ ช่วยดูดซับสารพิษได้ ไม่ให้เข้าสู่ร่างกาย เหมาะสำหรับถ่ายไม่เยอะ

วิธีการรับประทาน 1-2ครั้ง ไม่มีไข้ไม่อาเจียน ช่วยหยุดถ่ายได้น้อย ปลอดภัยด้วย กินซ้ำได้ทุก 3-4 ชั่วโมง ตามความรุนแรงของอาการ

ข้อเสีย ผงถ่านอาจไปดูดซับยาตัวอื่นได้ จำเป็นต้องทานยาคาร์บอน ควบคู่กับการดื่มน้ำเกลือแร่เพื่อชดเชยน้ำที่เสียไปจากการถ่ายเพื่อป้องกันอาการช็อกจากการขาดน้ำ หากถ่ายบ่อย หรือถ่ายเป็นน้ำให้กินยาให้ถี่ขึ้น ไม่ควรใช้เกิน 16 เม็ดต่อวัน

ราคา 25-30 บาท

Cr.pic:www.pobpad.com

2.Loperamind

ช่วยลำไส้หยุดบีบตัว ช่วยหยุดถ่ายได้เหมาะสำหรับ กรณีถ่ายเยอะรุนแรง 8-10ครั้ง ระหว่างลำไส้ที่หยุดบีบตัว หยุดถ่าย เชื้อหรือสะสมอยู่ได้เพราะไม่ได้ถ่ายออกมา สามารถนำไปสู่การติดเชื้อในกระแสเลือดได้ ถ้าใช้ยาตัวนี้ อาจมีการใช้ยาฆ่าเชื้อร่วมด้วย ขึ้นอยู่กับแพทย์หรือเภสัชแนะนำยาตัวนี้จะช่วยให้อาการท้องเสียดีขึ้น เนื่องจากอุจจาระจะเป็นรูปเป็นทรงเพิ่มมากขึ้น ไม่ได้เหลวเป็นน้ำเหมือนที่ผ่านมา

วิธีการรับประทาน ขนาดการใช้ยาในผู้ใหญ่ ให้เริ่มต้นรับประทาน 2 แคปซูล หลังจากนั้นให้รับประทาน

ครั้งละ 1 แคปซูล ราคา 220-350บาท

Cr.pic: www.pobpad.com

3. ยาธาตุน้ำขาว มีตัวยาฆ่าเชื้ออ่อนๆ ช่วยขับลมเหมาะสำหรับ รักษาท้องเสีย เมื่อเริ่มต้นมีอาการได้ ไม่มีส่วนช่วยลดกรดและรักษาแผลในกระเพาะ

ข้อเสีย ช่วยหยุดถ่ายรุนแรงไม่ได้

วิธีการรับประทาน ผู้ใหญ่ ให้รับประทานครั้งละ 1 ช้อนโต๊ะ วันละ 3 ครั้ง หลังอาหารเช้า กลางวัน และเย็น หรือทุก 4-6 ชั่วโมง ราคา 56 บาท

Cr.pic: www.pobpad.com

4.ผงเกลือแร่โออาร์เอส

ชดเชยการสูญเสียน้ำและเกลือแร่ ชง 1 ซอง ผสมน้ำสะอาดตามปริมาณที่ระบุไว้ที่ซองยาดื่มจนหมด หรือค่อยๆจิบถ้ามีอาการคลื่นไส้ หากมีอาการท้องเสียค่อย ๆ จิบผงน้ำตาลเกลือแร่เพื่อป้องกันอาการขาดน้ำไปในระหว่างที่มีผู้อาการท้องเสียร่วมกับอาการอ่อนเพลียราคาซองละ 7-8 บาท

        ข้อแนะนำหลังมีอาการท้องเสีย รับประทานอาหารอ่อนๆ ย่อยง่าย เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก งดอาหารรสจัด เช่น เผ็ดจัด เปรี้ยวจัด ของหมักดองด่างๆ และหากมีอาการ คลื่นไส้ อาเจียน อุจจาระมีมูกเลือดมีไข้สูงกว่า 38.5 องศาเซลเซียส แนะนำให้รีบไปพบแพทย์ จากกระทู้เบื้องต้นสรุปได้ว่า  ถ้าอาการน้อยไม่รุนแรงใช้ผงถ่านและยาธาตุน้ำขาวได้ อาการรุนแรงถ่ายเยอะ ควรใช้ Loperamind แต่ควรปรึกษาเภสัชหรือแพทย์ร่วมด้วย เมื่อมีอาการท้องเสียควรกินเกลือแร่เพิ่มเติมด้วย เนื่องจากเสียน้ำในร่างกาย

ติดตามบทความ good health ในทุกสัปดาห์ได้ที่ howto-healthy.com

Categories
good health

เช็ค 8 อาการคนท้อง

    เมื่อเราเริ่มตั้งครรภ์ จะมีอาการของคนตั้งครรภ์ ต่างๆนานา ที่เราสามารถสังเกตได้ ตั้งแต่สัปดาห์แรกจะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องร่างกาย พฤติกรรมการรับประทานอาหาร ชอบกินอาหารรสเปรี้ยวมากขึ้น บางคนมีอาการแพ้ท้องเมื่ออายุครรภ์ 9 สัปดาห์ นอกจากนี้จะมีอาการอะไรอีกบ้างก็ลองมาดูกันนะคะ ดังนี้เลย

1. ความชอบและการรับประทานอาหารจะเปลี่ยนไปส่วนใหญ่อยากรับประทานอาหารมากขึ้นเพื่อเตรียมสำรองอาหารให้ตนเองและลูกน้อยในครรภ์  บางครั้งมีอาการอยากรับประทานอาหารแปลกๆ อาหารหรือผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว

Cr.pic: https://www.freepik.com/

2. ขาดประจำเดือน ให้คุณลองสังเกตประจำเดือนครั้งสุดท้ายว่ามาตรงกำหนดหรือไม่ ปริมาณเลือดเท่ากับปริมาณตามปกติไหม เนื่องจากอาจไม่ใช่ประจำเดือนแต่เป็นเลือดที่ออกจากโพรงมดลูกในขณะที่ไข่ฝังตัวในเยื่อบุโพรงมดลูกซึ่งจะมีเลือดออกทางช่องคลอดปริมาณเล็กน้อยในช่วงแรกของการตั้งครรภ์นั่นเอง นอกจากนี้ภาวะขาดประจำเดือนอาจเกิดจากสาเหตุอื่น เช่น ภาวะไข่ไม่ตก ภาวะเครียด ร่างกายเหนื่อยล้า หรือโรคเรื้อรัง เป็นต้น และประวัติการใช้ยาคุมกำเนิดอาจมีผลทำให้ประจำเดือนคลาดเคลื่อนหรือขาดหายไปได้

3.อาการคลื่นไส้ อาเจียน ในระยะแรกของการตั้งครรภ์สตรีตั้งครรภ์จะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ส่วนใหญ่จะมีมีอาการในช่วงเข้าที่เรียกว่า อาการแพ้ท้อง และหายไปใน 14-16 สัปดาห์ อาการเหล่านี้จะสัมพันธ์กับฮอร์โมน HCG และหลังจากนั้นจะค่อยลดลงเรื่อยๆ อาการคลื่นไส้อาเจียนไม่จำเพาะกับการตั้งครรภ์ สามารถพบได้ในภาวะอื่น เช่น ความผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร โรคเรื้อรัง ความเครียด เป็นต้น

Cr.pic: https://www.freepik.com/

4. มีการเปลี่ยนแปลงของเต้านม เต้านมจะมีขนาดใหญ่ขึ้น รู้สึกเจ็บคัดตึงเต้า บริเวณลานนมและหัวนมจะมีสีเข้มขึ้น

รวมถึง ผิวหนังมีเม็ดสีเพิ่มขึ้น เช่น ฝ้า บางคนมีสิวขึ้น แต่บางทีอาจเกิดจากสตรีที่รับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวมแล้วมีฝ้าเกิดขึ้น

5 ปัสสาวะบ่อย มดลูกที่มีขนาดใหญ่มากขึ้นจะกดเบียดกระเพาะปัสสาวะ ทำให้ความจุของกระเพาะปัสสาวะลดลง ส่งผลให้ว่าที่คุณแม่มือใหม่ปัสสาวะบ่อยขึ้นนั่นเอง

6. อ่อนเพลีย ในระยะแรกของการตั้งครรภ์ เราจะมีความรู้สึกอ่อนเพลียอย่างเห็นได้ชัด และหายไปเมื่อตั้งครรภ์ประมาณ 20 สัปดาห์

Cr.pic: https://www.freepik.com/

7 รู้สึกว่าเด็กดิ้น การดิ้นของทารกในครรภ์ที่ผู้หญิงอย่างเราๆรู้สึกได้เป็นครั้งแรกเมื่ออายุครรภ์ 18-20 สัปดาห์ ส่วนในผู้หญิงท้องหลังหรือท้องลูกคนที่สองเป็นต้นไป จะเริ่มรู้สึกว่าลูกดิ้นตั้งแต่อายุครรภ์ 16-18 สัปดาห์

8 หน้าท้องขยายขนาดขึ้น เป็นผลมาจากมดลูกที่ขยายขนาดขึ้น โดยจะเริ่มคลำได้ทางหน้าท้องเหนือหัวหน่าว เมื่ออายุครรภ์ 12 สัปดาห์ และจะโตขึ้นเรื่อยๆจนครรภ์ครบกำหนด ในครรภ์หลังจะสังเกตเห็นได้ชัดกว่าครรภ์แรก เนื่องจากกล้ามเนื้อหน้าท้องหย่อน

    หลังจากเราทารบว่าตนเองตั้งครรภ์แล้ว ควรดูแลตัวเองให้ดี ทั้งสุขภาพร่างกาย และจิตใจให้นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายเบาๆ เช่น เดิน วิ่ง  รับประทานอาหารให้ครบ5หมู รับประทานอาหารเสริมธาตุเหล็กและแคลเซียมดในปริมาณที่เหมาะสม และเลือกผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่น่าเชื่อถือ

ติดตามบทความ good health ในทุกสัปดาห์ได้ที่ howto-healthy.com

Categories
good health

คุณแม่ตั้งครรภ์ ควรทานอาหารเสริมไหม

   คุณแม่ตั้งครรภ์ทุกคนคงอยากให้ลูกน้อยในครรภ์ได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน รวมถึงวิตามินและเกลือแร่ที่ทารกในครรภ์ควรได้รับอย่างเพียงพอ วันนี้เราจะมาแนะนำเกี่ยวกับการรับประทานอาหารชิดไหนที่จะทำให้เราได้รับวิตามินได้เพียงพอ เพื่อให้ลูกน้อยลืมตาดูโลกได้อย่างมีสุขภาพแข็งแรง

  วิตามิน เป็นสิ่งสำคัญต่อร่างกาย ไม่แพ้กัน เริ่มจากวิตามินเอ ช่วยให้เกิดการติดเชื้อได้ยาก ช่วยสร้างเซลล์และเนื้อเยื่อให้กับลูกน้อยในครรภ์ โดยเฉพาะเหงือกและฟัน ไม่ควรรับประทานอาหารเสริมที่มีวิตามินเอสูงเกิน 10,000 ยูต่อวัน อาจทำให้ทารกเกิดความพิการแต่กำเนิดและแท้งได้เลยหล่ะ วิตามินดี มีส่วนช่วยในการดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัสได้มากขึ้น ปกติแล้วเราจะได้รับวิตามินดีจากแสงแดด  วิตามินดีพบมากใน ปลา ตับ ไข่ นม อย่างน้อยควรได้รับวิตามินดี 400 มิลลิกรัมต่อวัน แล้วควรได้รับวิตามินซีเพิ่มเป็น 60 มิลลิกรัมต่อวัน เพราะทำให้ช่วยทารกเจริญเติบโตได้มากขึ้น

มีกระดูกที่แข็งแรง ช่วยเสริสร้างภูมิคุ้มกัน สามารถรับวิตามินซีได้จากผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว ผักใบเขียว เช่น มะขามป้อม มะนาว มะขาม ส้ม มะเขือเทศ  ผักคะน้า ตำลึง วิตามินบี มีส่วนช่วยบรรเทาอาการหน็บชา วิตามินบี1ช่วยให้ระบบการย่อยอาหารของคุณแม่ต้งครรภ์ดีขึ้น ช่วยในการเผาผลาญ พบมากในธัญพืช ข้าวซ้อมมือ เนื้อหมูที่ไม่มีมัน ตับ นม  วิตามินบี2 ช่วยในการดูดซึมกรดอะมิโน ช่วยให้ทารกได้รับกรดอะมิโนที่เพียงพอต่อร่างกาย พบมากใน นม เนื้อสัตว์  อย่างน้อยวันละ 1.5-2 มิลลิกรัมต่อวันในครรภ์ โดยเฉพาะคุณแม่ตั้งครรภ์วัยรุ่น คุณแม่ที่อายุมาก มีครรภ์แฝด วิตามินบี12 เพราะช่วยสร้างกรดนิวคลิอิค สร้างเม็ดเลือดแดง ทำให้ป้องกันการเกิดภาวะโลหิตจาง  ควรได้รับเพิ่มขึ้นวันละ 1 มิลลิกรัม พบในเนื้อสัตว์

Cr.pic; www.huggies.co.th

           ต่อมาเป็นเกลือแร่ที่คุณแม่ตั้งครรภ์ควรได้รับพวกแคลเชียมและฟอสฟอรัสเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะ 3 เดือนก่อนคลอด ควรดื่มนมสดให้ได้ 3 แก้วต่อวัน ควรรับประทานอาหารเสริมธาตุเหล็ก เพื่อการสร้างเม็ดเลือดและการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ ดังนั้นคุณแม่ตั้งครรภ์จึงควรรับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง เช่น ตับ ไข่แดง ผักใบเขียว เช่น ผักขม ผักตำลึง และอาหารประเภทเนื้อสัตว์ทุกชนิด โดยเฉพาะเนื้อสัตว์ที่มีสีแดง สตรีตังครรภ์ควรได้รับธาตุเหล็กเสริมวันละ 30 มิลลิกรัม หากมีคนในครอบครัวเป็นภาวะโลหิตจาง

ก็ควรได้รับยาเพิ่มขึ้นเป็นวันละ 60-120 มิลลิกรัม ควรทานยาเสริมธาตุเหล็กช่วงท้องว่าง ทำให้ดูดซึมได้ดี  กรดโฟลิค ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของระบบประสาท คุณแม่ตั้งครรภ์ควรได้รับเพิ่มขึ้น 3-5 เท่าเพื่อใช้ในการเจริญเติบโตของทารก และช่วยในการดูดซึมธาตุเหล็ก ช่วยลดการเกิดโลหิตจาง และภาวะพิการในเด็กแรกเกิด พบในผักใบเขียว  เครื่องในสัตว์ นอกจากการให้กรด และควรได้รับไอโอดีน  แมกนีเชีย โปตัสเซียม

   นอกจากเราควรจะเลือกทานอาหารที่มีวิตามินและแร่ธาตุเหล่านี้แล้ว เราควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอด้วย เพื่อสุขภาพที่ดี และควรเลือกผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่น่าเชื่อถือ และได้ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนซื้อมารับประทานทุกครั้ง

ติดตามบทความ good health ในทุกสัปดาห์ได้ที่ howto-healthy.com

Categories
good food

6 อาหารที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกาย

การทานอาหารที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกาย ที่นำมาฝากกันในบทนี้ เพื่อเป็นตัวช่วยในการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และยังสามารถช่วยในการเสริมภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายของเราได้ด้วย จะได้ช่วยทำให้ร่างกายของเรามีภูมิคุ้มกันที่ดีขึ้น สุขภาพแข็งแรงมากขึ้น เชื้อโรคต่างๆที่ในปัจจุบันนี้มีอยู่มากมายรายรอบตัวเราอยู่ทุกสถานที่ ตลอดเวลาเราไม่สามารถทราบได้ว่าเมื่อไรเราจะได้รับเชื้อโรคอะไรกันบ้าง ดังนั้นการทานอาหารที่สามารถช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย จึงมีความจำเป็นมากในยุคปัจจุบันนี้ ใครที่อยากจะทราบกันแล้วว่ามีอาหารอะไรบ้าง เรามาติดตามกันเลยดีกว่า

6 อาหารเสริมเพิ่มภูมิคุ้มกัน

  1. ไขมัน

ไขมัน นั้นช่วยให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย และเป็นสารตั้งต้นในการสร้างฮอร์โมนเพศ และฮอร์โมนต้านความเครียด การบริโภคไขมันชนิดที่ดี ย่อมจะช่วยส่งผลให้ภูมิต้านทานของร่างกายแข็งแรงมากขึ้นได้ ซึ่งไขมันที่มีประโยชน์ พบมากในอาหารจำพวก ปลา อะโวคาโด รำข้าว และธัญพืชต่างๆ

  • วิตามินเอ

วิตามินเอ ช่วยในการสร้างเซลล์เม็ดเลือดขาว และช่วยเพิ่มความแข็งแรงของเม็ดเลือดขาว เราสามารถรับวิตามินเอได้จากอาหารจำพวก ตับปลา แครอท ผักโขม ฟักข้าว มะเขือเทศ เสาวรส บรอคโคลี่ เป็นต้น

  • วิตามินดี

วิตามินดีช่วยในการสร้างสารแคทเธลิซิดิน(Cathelicidin) จากเซลล์ระบบภูมิคุ้มกัน ช่วยทำให้เม็ดเลือดขาวขยันทำงานมากขึ้น เพื่อออกมาต่อสู้โรคได้มากขึ้นด้วยนั่นเอง เราสามารถรับวิตามินดีจากแสงแดด (อ่อนๆในตอนเช้าและเย็นๆ) อาหารจำพวก เห็ดต่างๆ ปลาต่างๆ (โดยเฉพาะปลาแซลม่อน) นม ชีส น้ำส้ม โยเกิร์ต

  • วิตามินซี

วิตามินซี ที่มีอยู่ในอาหารจำพวก ผักและผลไม้รสเปรี้ยว ช่วยในการเสริมสร้างภูมิต้านทานให้แก่ร่างกายได้โดยตรง

  • โปรไบโอติกส์ (Probiotics)

โปรไบโอติกส์ หรือจุลินทรีย์ชนิดที่ดี เช่น ตระกูลของพวก Lactobacillus และ Bifidobacterium ที่มีอยู่ในผลิตภัณฑ์นมเปรี้ยวหรือโยเกิร์ต จะช่วยกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดขาวที่เยื่อบุผนังลำไส้เล็กส่วนปลายให้ตอบสนองต่อภูมิคุ้มกันและการอักเสบได้ดีมากขึ้น

  • เห็ดชนิดต่างๆ

เห็ดมีสารอาหารที่สำคัญมากมาย อาทิ โพลิแซคาไรด์ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการทำงานของเม็ดเลือดขาวได้ดี หรือว่า สารเบต้ากลูแคน จะมีคุณสมบัติในการช่วยต้านมะเร็งและช่วยในการรักษาแผลติดเชื้อได้ด้วย

นี่ก็คือ 6 อาหารที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกาย ที่นำมาฝากกัน ลองนำไปเป็นตัวเลือกในการทานอาหารเพื่อช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกายของเรา เพื่อช่วยเสริมสร้างเกราะปกป้องร่างกายของเราจากเชื้อโรคต่างๆที่มีอยู่อย่างมากมายในสภาพแวดล้อมปัจจุบันนี้ แล้วในบทหน้าเรามาพบกันใหม่กับเคล็ดลับเรื่องสุขภาพที่จะไปสรรหามาฝากกันอีกได้ในทุกสัปดาห์ จะเป็นเคล็ดลับสุขภาพเรื่องอะไรกันบ้าง ต้องมาติดตามกันต่อ

ติดตามบทความ good food ในทุกสัปดาห์ได้ที่ howto-healthy.com

Categories
good food

7 เมนูอาหารช่วยป้องกันโรคหัวใจ

โรคหัวใจ ใครๆก็คงไม่อยากจะเป็นอย่างแน่นอนที่สุด การที่เราสามารถใช้การเลือกทานอาหรที่มีประโยชน์ในการช่วยบำรุงหัวใจของเราให้แข็งแรง และมีสุขภาพที่ดีมากขึ้นได้ จะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการที่เราเป็นโรคหัวใจไปแล้ว ค่อยมาดูแลเรื่องการทานอาหารของเราทีหลังอย่างแน่นอน ในบทนี้จึงขอนำ 7 เมนูอาหารที่ช่วยในการป้องกันโรคหัวใจได้มาฝากทุกคนกัน ใครอยากทราบกันแล้ว เรามาติดตามกันเลย

  1. อัลมอนด์ ช่วยในการลดระดับคอเลสเตอรอล

ในอัลมอนด์มีส่วนประกอบสำคัญอย่างกรดไขมันอยู่ ที่มีความจำเป็นต่อร่างกาย ทั้งกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวและเชิงซ้อน ซึ่งจะช่วยเพิ่มระดับ HDL หรือไขมันดี และลดระดับ LDL ไขมันเลวในร่างกายของเราลง  ทั้งยังช่วยในการลดระดับคอเลสเตอรอล และจำเป็นต่อกระบวนการทำงานของร่างกายด้วย

  • ไฟเบอร์ ช่วยในการลดปริมาณคอเลสเตอรอลในเลือด

ไฟเบอร์ที่ได้จากธัญพืชที่ไม่ขัดสี อย่างเช่น ข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต ข้าวสาลี ธัญพืชชนิดต่างๆ จะช่วยลดปริมาณคอเลสเตอรอลในเลือด ช่วยทำให้หัวใจของเราแข็งแรงขึ้นได้ ทั้งยังช่วยป้องกันความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดในอนาคตได้ด้วย

  • เบอร์รี่ ช่วยในการป้องกันหลอดเลือดอุดตัน

ผลไม้จำพวกเบอร์รี่ที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ทั้ง วิตามินซี กรดโฟลิก โพแทสเซียม ใยอาหาร และแอนโทไซยานิน ที่มีส่วนช่วยป้องกันความเครียด ลดการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่นระหว่างอนุมูลอิสระกับไขมัน (LDL) ช่วยป้องกันการสะสมของไขมันบริเวณผนังหลอดเลือด ที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน ทั้งยังช่วยลดการอักเสบของผนังหลอดเลือด และยับยั้งการแข็งตัวของเลือดได้

  • ผักใบเขียว ช่วยในการปกป้องหลอดเลือดแดง

การที่เราทานผักใบเขียว จะทำให้ร่างกายของเราได้รับปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระ ที่จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ในผักใบเขียวนั้น อุดมไปด้วยวิตามิน แร่ธาตุ และสารต้านอนุมูลอิสระ รวมทั้งมี วิตามินเค ที่มีส่วนช่วยในการปกป้องหลอดเลือดแดงได้นั่นเอง

  • อะโวคาโด ช่วยในการเพิ่มโพแทสเซียม

การที่เราทาน อะโวคาโด ผลไม้ที่อุดมไปด้วยโพแทสเซียม ที่เป็นสารอาหารจำเป็นต่อสุขภาพของหัวใจของเรา ในอะโวคาโด 1 ลูก จะมีโพแทสเซียมอยู่สูงถึง 975 มิลลิกรัม หรือประมาณ 28% ของปริมาณโพแทสเซียมที่ร่างกายต้องการในหนึ่งวัน หากว่าเราได้รับโพแทสเซียมในปริมาณที่เพียงพอ ก็จะสามารถช่วยลดความดันโลหิตที่เป็นสาเหตุสำคัญของโรคหัวใจได้

  • น้ำมันจากถั่วเปลือกแข็ง ช่วยลดความเสี่ยงความดันโลหิตสูง

น้ำมันจากถั่วเปลือกแข็งและเมล็ดพืชที่มีกรดแอลฟา-ลิโนเลนิกสูง อย่างเช่น น้ำมันคาโนลา วอลนัต น้ำมันถั่วเหลือง ช่วยลดความเสี่ยงความดันโลหิตสูงได้ แต่เราไม่ควรกินมากจนเกินไป เพราะว่าน้ำมันประเภทนี้จะให้พลังงานที่สูง จะทำให้เราน้ำหนักเพิ่มขึ้นได้ง่าย หรือว่าอ้วนนั่นเอง

  • ปลาทะเล ช่วยลดการอักเสบหลอดเลือดแดง

เราควรทานปลาทะเล อย่างเช่น ปลาแซลมอน ปลาทู ปลาซาร์ดีน อย่างน้อย 2 ครั้ง/สัปดาห์ เพราะเป็นปลาที่มีไขมันโอเมก้า 3 ช่วยลดการอักเสบของหลอดเลือดแดง ที่เป็นอาการเริ่มต้นสู่การเป็นโรคหัวใจได้

นี่ก็คือ 7 เมนูอาหารที่ช่วยป้องกันโรคหัวใจที่นำมาฝากกัน ลองนำไปเป็นแนวทางในการเลือกทานอาหารเพื่อป้องกันโรคหัวใจกัน แล้วในบทหน้าเรามาพบกันใหม่กับเรื่องสุขภาพที่จะนำมาฝากกันต่อในทุกสัปดาห์ จะเป็นเรื่องอะไรบ้าง ต้องติดตามกันต่อ

ติดตามบทความ good food ในทุกสัปดาห์ได้ที่ howto-healthy.com

Categories
good health

มะเร็ง โรคร้ายของผู้หญิง ที่ป้องกันได้

มะเร็ง โรคร้ายของผู้หญิง ที่ป้องกันได้

    มะเร็งปากมดลูก เป็นภัยร้ายใกล้ตัวของผู้หญิงอย่างเราๆ ที่ไม่มีใครอยากเป็น เพราะถ้าเป็นแล้ว อาจสายเกินแก้ เพราะมักมีสัญญาณเตือน เช่น ตกขาวมีเลือดปน เบื่ออาหาร เพลีย เลือดออกทางช่องคลอด  เราจึงควรรู้วิธีป้องกันโรคร้ายด้วย วิธีเหล่านี้

1.อาหารการกิน คนที่ร่างกายแข็งแรง ก็ต้องกินอาหารให้ ครบ5หมู่ และทานอาหารให้หลากหลาย ร่างกายก็จะได้รับสารอาหารที่เพียงพอ พอร่างกายแข็งแรงภูมิคุ้มกันโรคของเราจะดี

Cr.pic; https://www.nationtv.tv/

2. การออกกำลังกาย นอกจากจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรง และเป็นการเบิร์นไขมันส่วนเกินแล้ว ยังไม่น่าเชื่อว่าจะช่วยป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้ เพราะการที่ร่างกายแข็งแรง ทำให้ภูมิคุ้มกันดี ทำให้ไม่เสี่ยงติดโรคทางเพศสัมพันธ์และลดความเสี่ยงติดเชื้อทางโรคติดต่อ และเราแนะนำว่า ให้ออกกำลังกายวันละ 30-45 นาทีต่อวัน หรือสัปดาห์ละอย่างน้อย 3-5 วัน

3. การพักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ อย่างน้อย 7-8 ชั่วโมง และควรเข้านอน ตั้งแต่ 4 ทุ่มเป็นต้นไป เพราะกว่าเราจะนอนหลับลึก ก็ใช้เวลาเป็นชั่วโมง เพื่อให้โกรกฮอร์โมนหลั่งออกมามากในช่วงตี 1 -ตี2 และทำให้ร่างกายได้ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ

4. สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันในยุคนี้ คือ การจัดการความเครียด เพราะทุกคนล้วนแต่มีความเครียดส่วนตัว แต่ขึ้นอยู่กับแต่ละคนว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเครียด ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนความเครียดที่เรียกว่า คอร์ติซอล ความเครียดจะไปกดภูมิคุ้มกัน ทำให้ร่างกายของเราเจ็บป่วยง่าย สังเกตได้จากคนที่เป็นโรคกระเพาะ และคนที่ท้องผูก แสดงว่าเป็นสัญญาณเตือนว่าเรานั้นเครียดโดยไม่รู้ตัว

Cr.pic; https://www.bangkokhospital.com/

5. ควันบุหรี่ ไม่ว่าจะเป็นการสูดดมควันที่สูบบุหรี่เองหรือบุหรี่มือสอง มือสาม บุหรี่มือสอง คือ มาจากการสูดดมควันบุหรี่ที่คนอื่นสูบ ทำให้คนที่ได้รับควันบุหรี่ได้รับสารพิษเต็มๆ เพราะขณะที่เราสูดดมไม่มีตัวกรองสารพิษ ส่วนบุหรี่มือสาม คือ ควันบุหรี่ที่ติดมากับเสื้อผ้า สิ่งของผู้สูบ ควันบุหรี่ทำให้เรามีภูมิคุ้มกันต่ำ และยังมีงานวิจัยพบว่า ควันบุหรี่ทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูกมากกว่าคนที่ไม่สูบบุหรี่ถึง 2 เท่า

6. ฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก แบ่งเป็น วัคซีนตัวหนึ่งสามารถป้องกันเชื้อ HPV สายพันธุ์ 16 และ 18  ส่วนวัคซีน อีกชนิดสามารถป้องกันการติดเชื้อ HPV ได้ถึง 4 สายพันธุ์ นั่นคือ สองสายพันธุ์ที่ทำให้เกิดหูดหงอนไก่ แนะนำให้ฉีดช่วงอายุ10-14ปี จะมีปะสิทธิภาพสูงสุด เพราะเป็นการป้องกันการติดเชื้อHPV ก่อนเริ่มมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก วัคซีนนี้จะฉีดทั้งหมด 3 เข็ม ได้แก่ เข็มแรก ฉีดที่กล้ามเนื้อ เข็มที่สอง ฉีดห่างจากเข็มแรก 2 เดือน เข็มที่สามฉีดห่างจากเข็มแรก 6 เดือน แต่หากสาวๆคนไหนที่อายุเกินแล้ว แต่ยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ ก็มีประสิทธิภาพเช่นกัน หลังจากฉีดวัคซีนแล้ว ควรตรวจคัดกรองทุกปี

Cr.pic; https://ch9airport.com/

7. ผู้หญิงที่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์ หรือมีอายุถึง 30 ปีขึ้นไป ควรตรวจคัดกรอง มะเร็งปากมดลูกทุกปี อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง  แต่ถ้าอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป ควรมาตรวจคัดกรอง ปีละ 2 ครั้ง สำหรับวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก ราคา เริ่มต้นที่3000 บาท สามารถป้องกันได้ถึง 4 สายพันธุ์ ฉีดได้ที่โรงพยาบาลยันฮี

8. หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง เช่น มีคู่นอนหลายคน การมีเพศสัมพันธ์ตอนอายุยังน้อย งดการสูบบุหรี่ เพราะเป็นพฤติกรรมเสี่ยงเหล่านี้ อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดเชื้อก่อโรคจนกลายเป็นโรคร้ายได้

    เราจึงควรดูแลสุขภาพให้ดีอยู่เสมอ และควรตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี หากคุณผู้หญิงอายุมากกว่า 30 ปี ควรตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกอย่างน้อย ปีละ 1 ครั้ง เพราะมะเร็งปากมดลูก สามารถรักษาให้หายขาดได้ รวมถึงปัจจุบันมีวัคซีน 2 ชนิดที่สามารถป้องกันโรคนี้ได้

ติดตามบทความ good health ในทุกสัปดาห์ได้ที่ howto-healthy.com

Categories
good health

7 วิธีดูแลสุขภาพ “หนีโควิด” เมื่อกลับถึงบ้าน

ช่วงการระบาดของ COVID-19 ที่สามารถแพร่กระจายได้อย่างง่ายดายแต่เราทุกคนก็ต้องออกไปทำงานและดำเนินชีวิตต่อไปไม่มีวันหยุด เราจึงจำเป็นที่จะต้องรู้จักวิธีการป้องกันโควิด-19ที่สามารถทำได้ง่ายๆ หรือแม้แต่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการใช้ชีวิตประจำวันเพื่อให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบันก็เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งวิธีที่เราควรทำเพื่อป้องกันหลีกหนีจากเชื้อโควิด-19 ตัวนี้ ถึงแม้จะไม่ได้เป็นการหลีกเลี่ยงได้ 100% ก็ตาม แต่ก็ถือเป็นวิธีที่ดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ในสถานการณ์แบบนี้

1.ถอดหน้ากากอนามัย และคัดแยกออกจากถังขยะที่คนในบ้านใช้เป็นประจำ มัดแยกออกมาทิ้งไว้อย่างมิดชิด และควรทำความสะอาดมือด้วยสบู่ น้ำสะอาดหรือเจลแอลกอฮอล์ทันทีหลังจากจับหน้ากากอนามัยที่ใช้แล้ว

2.ควรเช็ดทำความสะอาดของใช้ส่วนตัวหลังจากกลับมาถึงบ้านโดยทันที โดยเฉพาะกุญแจรถ โทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต นาฬิกาข้อมือ กระเป๋าสตางค์ เป็นต้น ซึ่งเป็นของที่เราทุกคนใช้และจับอยู่เป็นประจำในชีวิตประจำวัน

3.ควรล้างมืออย่างน้อย 20 วินาทีขึ้นไปก่อนสัมผัสสิ่งของหรือราวบันได กลอนประตูในบ้าน และก่อนไปนอนบนเตียงนอน หรือใกล้ชิดผู้สูงอายุ เด็กเล็กในบ้าน ควรอาบน้ำ สระผม ทำความสะอาดร่างกายให้สะอาดก่อน ทางที่ดีควรทำทันทีและทำให้เป็นกิจวัตรประจำวันหลังจากถึงบ้าน

4.ควรแยกเสื้อผ้าที่ใส่ไปทำงานหรือไปข้างนอกบ้าน แยกลงตระกร้าคนละตระกร้ากับเสื้อผ้าที่ใส่ในบ้าน เพื่อเป็นการจะได้แยกการทำความสะอาด และไม่ให้เป็นการสะสมเชื้อ

5.เวลารับประทานอาหารควรมีช้อนกลางในการรับประทานอาหารร่วมกันในครอบครัว ไม่ควรใช้ช้อนทานอาหารส่วนตัวไปตักอาหารส่วนร่วม เพื่อเป็นการป้องกันโรค

6.เมื่อกลับมาถึงบ้านควรเก็บรองเท้าไว้ข้างนอกบ้าน หรือนอกห้องแอร์ ทางที่ดีไม่ควรนำมาไว้ในบ้านยิ่งเป็นช่วงสถานการณ์โคโรน่าไวรัส ควรรักษาความสะอาดให้ดีเป็นสองเท่า

7.ถึงแม้จะเป็นข้าวของเครื่องใช้ภายในบ้านก็ควรดูแลรักษาความสะอาด ควรทำความสะอาดของใช้ส่วนรวมเป็นประจำ โดยเฉพาะที่จุดอับ หรือจุดที่ต้องใช้มือจับบ่อยๆอย่างกลอนประตู บานหน้าต่าง ราวบันได ประตูรั้ว ประตูห้องต่างๆ ควรใช้แอลกอฮอล์เช็ดทำความสะอาดเป็นประจำเพื่อความปลอดภัยและเพื่อความสะอาดอีกด้วย

7 วิธีการดูแลสุขภาพ “หนีโควิด” เมื่อกลับถึงบ้าน ที่เราได้แนะนำกันไปนี้เรียกได้ว่าไม่ยากที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตเพื่อความปลอดภัยของคุณและคนในครอบครัวที่คุณรักเลยใช่ไหมล่ะ! ถ้าเราทุกคนหันมาใส่ใจ ดูแลความสะอาด ต่อสู้กับเจ้าไวรัสนี้ เชื่อว่าเราจะสามารถต่อสู้และดำรงชีวิตอยู่ร่วมกันได้

ติดตามบทความ good health ในทุกสัปดาห์ได้ที่ howto-healthy.com

Categories
good health

โรคที่พบบ่อยในช่วง โควิด19 ที่ต้องคอยระวัง

จากการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด 19 ทำให้มีการเฝ้าระวังในหลายๆอย่างที่เกิดจากตัวเราและคนอื่น โดยการ ส้วมหน้ากากอนามัย ถือเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องใช้ในช่วงนี้ เพื่อไม่ให้เกิดการแพร่ระบาด กระจายเชื้อจากผู้อื่นมาสู่เรา หรือ จากเราไปสู่ผู้อื่น เป็นวิธีการป้องกันเบื้องต้นจากการระบาดของเชื้อไวรัสนี้

Cr.pic: www.scgfoundation.org

1.โรคตาที่พบบ่อยที่สุดในช่วง โควิด19

 ตากุ้งยิง

ที่มักจะเกิดที่เปลือกตาล่างอาจเกิดจากการใส่หน้ากากอนามัยที่ไม่สะอาดและการสัมผัสตาด้วยมือที่ไม่สะอาดบริเวณต่อมไขมันเปลือกตาล่างนำมาสู่การติดเชื้อในที่สุด ป้องกันได้โดยใส่หน้ากากให้กระชับกับใบหน้าดูแลเปลือกตาสม่ำเสมอ ทำให้มีอาการเจ็บปวดตรงที่เป็นตุ่มหรือหนอง

Cr.pic: http://www.supremeilasik.com/th/stye/

2.โรคผิวหนังที่พบบ่อยบนใบหน้าหลายชนิด

 เช่นสิว, ผิวหนังอักเสบ , โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง, ที่ล้วนมีวิธีการดูแลรักษาจากสาเหตุและการป้องกันที่แตกต่างกันสาเหตุอาจเกิดจากการใส่แมส ถึงแม้จะช่วยเราป้องกันเชื้อโรค และฝุ่นละอองต่างๆได้ แต่การใส่แมส ก็อาจส่งผลเสียต่อผิวหน้าได้ จะพบปัญหาผิวหน้าที่เกิดจากการใส่แมส

คือ “แพ้แมส” หรือ แพ้หน้ากากอนามัยซึ่งเป็นการเสียดสีของแมสกับผิวหนัง ในเวลาที่เราใส่หน้ากากอนามัย จนทำให้เกิดปัญหาผิวระคายเคือง ผิวบอบบางลง จนทำให้เกิดสิวและผดผื่น ยิ่งหากมีผิวบอบบางแพ้ง่ายอยู่แล้วก็จะเกิดการระคายเคืองได้ง่ายมากยิ่งขึ้น

โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังมักพบบ่อยในวัยเด็ก ซึ่งมีอาการผื่นคันและแดงตามผิวหนัง และมักจะขึ้นบริเวณข้อพับแขน ข้อพับขา และลำคอด้านหน้า เมื่อเกามาก ๆ อาจมีหนองไหลหรือเกิดเป็นสะเก็ดหนองตามมา

วิธีการรักษา การทาเบบี้มายด์ ในบริเวณที่เกิดอาการคันหรือมีผื่นแดงตามผิวหนัง

Cr.pic: https://www.vejthani.com/

3. โรคอ้วน

 เพราะคนอ้วนส่วนใหญ่ไม่ได้มีแค่โรคเดียว แต่มักจะมีโรคร่วมอื่นๆด้วย ทั้งโรคเบาหวาน  ความดันโลหิตสูง  ไขมันในเลือดสูง  ซึ่งอาจเกิดจากการรับประทานอาหารที่มากเกินไป ในระหว่างการ Work from จนทำให้รับประทานเกินความต้องการของร่างกาย รับประทานอาหารที่ให้พลังงานสูง เนื้อสัตว์ ไขมัน แป้ง ของหวาน

home โดยมีสูตร BMI = น้ำหนัก(กิโลกรัม) / ความสูง(เมตรยกกำลัง 2) ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นน้ำหนัก หากคุณคำนวณแล้วพบว่า เกิน 25 กก./ตรม. ถือว่าคุณอ้วน

Cr.pic: https://www.pobpad.com

4.โรคทางประสาท

 เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ทำให้หลายคนมีสภาวะเครียด รวมทำให้เกิด อาการอื่นๆตามมา เช่น มึนศีรษะ ปวดศีรษะ การรับรสหรือรับกลิ่นลดลง อาการปวดเส้นประสาทหรือกล้ามเนื้อได้เลยทีเดียว

Cr.pic:

ติดตามบทความ good health ในทุกสัปดาห์ได้ที่ howto-healthy.com

Categories
Uncategorized

5 โรคสำหรับเด็ก พบบ่อยมากที่คุณต้องควรระวัง

สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่หลาย ๆ คนกังวลใจ ในช่วงใกล้จะเปิดเทอม นั่นคืออาการป่วยที่พบบ่อยสำหรับเด็ก ๆ โดยเฉพาะเด็กเล็ก ซึ่งมีความเสี่ยงสูงมาก แต่ถ้าหากคุณพ่อคุณแม่ใส่ใจ และป้องกันก้จะไม่เกิด 5 ปัญหาเกี่ยวกับโรคของเด็กดังต่อไปนี้อย่างแน่นอน

โรคของเด็ก

            หมายถึงโรคใด ๆ ก็ตามที่มักเกิดแก่เด็กเล็ก และเด็กวัยเรียนกับอาการของโรคที่พบได้บ่อย ได้แก่อาการเป็นไข้ ซึ่งเป็นอาการที่เด็กจะมีอุณหภูมิที่สูงขึ้นกว่าปกติ และการที่จะทราบว่าเป็นไข้ทำได้โดยการคลำตัวเด็ก และใช้มืออังบนหน้าผาก หากต้องการที่จะทราบแน่นอน

จะต้องวัดอุณหภูมิด้วยปรอทวัดอุณหภูมิ ซึ่งวัดทางปากหรือวัดทางทวารหนักเท่านั้น  อาการที่เจ็บป่วยของลูกน้อยนั้นไม่ว่าจะเกิดขึ้นตอนไหนเมื่อไหร่ก็ตาม มักจะนำความวิตกกังวลมาสู่พ่อกับแม่เป็นอย่างมาก จึงขอรวบรวมข้อมูลของโรคที่มักพบในเด็กมาให้พ่อแม่ได้ศึกษา เพื่อเตรียมพร้อมที่จะรับมือกับโรคที่สุดฮิด เพื่อปกป้องลูกน้อยของคุณ

  1. โรคไข้หวัดใหญ่

โรคไข้หวัดใหญ่ มักจะเกิดขึ้นในช่วงปลายฝนต้นหนาว ซึ่งความชื้นนั้นจะทำให้โรคในกลุ่มของไวรัส เจริญเติบโตได้ดีกว่าปกติ และเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่มีอยู่ด้วยกัน 3 ชนิดคือชนิดเอ,บี และ ซี

อาการและการป้องกัน

อาการของโรคไข้หวัดใหญ่ คือมีไข้หนาวสั่นปวดศีรษะ ปวดตามเนื้อตามตัวอ่อนเพลีย ซึ่งต่อมาจะมีอาการคัดจมูกน้ำมูกไหล ไอ ส่วนการป้องกันนั้นเนื่องจากปัจจุบันมีวัคซีนที่สามารถป้องกันไข้หวัดใหญ่ได้ และฉีดให้กับเด็กอายุ 6 เดือนขึ้นไป

             2 . โรคไข้เลือดออก

โรคไข้เลือดออกเกิดจากการติดเชื้อไวรัสเดงกี้ โดยมียุงลายเป็นพาหะนำโรค และพบได้ประปรายตลอดปี

3.โรคไวรัส RSV

เกิดจากเชื้อไวรัสในระบบทางเดินหายใจ ซึ่งเป็นสาเหตุของการติดเชื้อในปอด และทางเดินหายใจมีอาการคล้ายไข้หวัดแต่ก่อให้เกิดความรุนแรงถึงขั้นปอดอักเสบได้

            4. โรคมือเท้าปาก

 เกิดจากเชื้อไวรัสกลุ่มเอนเทอโรไวรัส และคอคชาคีไวรัส โดยมักพบในเด็กที่อายุต่ำกว่า 10 ปี และยังพบได้บ่อยในเด็กทารก และเด็กเล็กแต่อาการจะรุนแรงกว่าเด็กโตพบได้ประปรายตลอดทั้งปี ติดต่อกันได้ง่าย ๆ ด้วยการสัมผัสน้ำลาย น้ำมูก และน้ำในตุ่มพองของผู้ป่วย  หรืออาจติดมากับมือ, ของเล่น, การไอจาม, การใช้ภาชนะในการรับประทานอาหารร่วมกัน และโรคนี้มักพบที่สถานเลี้ยงเด็ก และโรงเรียนอนุบาลเป็นส่วนมาก

            5. โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ

เป็นโรคติดเชื้อรุนแรงที่เกิดจากการติดเชื้อในระบบประสาทส่วนกลาง เกิดจากการติดเชื้อหลายตัว ได้แก่การติดเชื้อไวรัส  เชื้อแบคทีเรีย แต่การติดเชื้อชนิดอื่น ๆ สามารถที่จะทำให้เกิดโรคนี้ได้เช่นกัน

สรุป

 เด็กเล็กตั้งแต่แรกเกิดถึง 5 ปี เป็นวัยที่เจ็บป่วยได้ง่าย เพราะมีภูมิคุ้มกันที่ต่ำกว่าผู้ใหญ่ เพราะฉะนั้นจึงขอแนะนำให้ผู้ปกครองดูแล และสังเกตอาการของลูกหลานของท่าน เพราะเด็กเล่นอาจจะบอกอาการที่เจ็บป่วยของตนเองไม่ได้ และหากบุตรหลานของท่านป่วยควรแยกของใช้ส่วนตัว และไม่ให้คลุกคลีกับคนอื่น เพื่อลดการกระจายของเชื้อ เมื่อบุตรหลานของท่านมีอาการดังข้างต้นนั้น ควรพาไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัย และรับการรักษาต่อไป

ขอบคุณภาพโดย  https://pixabay.com/th

ติดตามบทความ good health ในทุกสัปดาห์ได้ที่ howto-healthy.com

Categories
good food

5 เทคนิคการทานอาหารป้องกันโรคหลอดเลือด

โรคหลอดเลือดในสมองนั้น  จากสถิติขององค์การอัมพาตโลก (World Stroke Organization: WSO) ได้มีผลงานการวิจัยรายงานสถานการณ์ของโรคหลอดเลือดสมองทั่วโลกไว้ว่าในแต่ละปีจะมีคนเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดในสมองประมาณ 6 ล้านคนทั่วโลก นั่นหมายความว่า

ทุก ๆ 6 วินาที ทั่วโลกจะมีผู้เสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดในสมองอย่างน้อย 1 คนเลยทีเดียว ซึ่งมากกว่าคนทั่วโลกที่เสียชีวิตด้วยโรคเอดส์ วัณโรค และมาลาเรียรวมกันเสียอีก ถือว่าเป็นโรคที่เราทุกคนค่อนข้างมีความเสี่ยงสูงมากกว่าโรคร้ายแรงอื่นๆเสียอีก

ดังนั้นในบทนี้จึงขอนำ 5 เทคนิคการทานอาหารป้องกันโรคหลอดเลือดมาฝากทุกคนกัน เพื่อจะได้นำไปเป็นเทคนิคในการเลือกทานอาหารที่ถูกต้องและเหมาะสมกันในแต่ละวัน ใครที่อยากจะทราบกันแล้ว เรามาติดตามกันเลย

การทานอาหารของพวกเรานั้นถือว่าเป็นกิจวัตรที่ใกล้ตัวและเราจำเป็นต้องปฏิบัติกันเป็นประจำทุกๆวันอยู่แล้ว จึงอาจจะทำให้เราละเลยที่จะเลือกทานกันให้เหมาะสมกับร่างกายของเรา และส่วนใหญ่ก็จะเลือกทานจากรสชาติอาหารที่เราชอบเสียมากกว่า ไม่ค่อยที่จะมีใครคิดและคำนึงถึงคุณประโยชน์ของอาหารที่เราจะต้องเลือกมาทานกันสักเท่าไหร่

นั่นก็จะกลายเป็นสาเหตุของการเจ็บป่วยด้วยโรคหลอดเลือดในสมองได้นั่นเอง เพราะเมื่อเราทานอาหารเข้าไปแล้วอาหารที่เราทานจะถูกย่อยกลายเป็นสารอาหาร จะถูกส่งผ่านเลือดและหลอดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย ถ้าหากสารอาหารนั้นเป็นพิษ ก็จะส่งผลกระทบต่อเลือดและหลอดเลือดโดยตรงด้วย

ซึ่งอาหารที่เราควรหลีกเลี่ยงเป็นพิเศษนั้น ได้แก่

1. อาหารรสเค็มจัดหรือเผ็ดจัดทุกชนิด เช่น น้ำปลา เกลือ ซอสเค็มปรุงรสต่างๆ การทานอาหารรสชาติเผ็ดจัดๆ ใส่พริกมากๆ พวกอาหารทะเลที่ต้องหมักเกลือ ดองเค็ม กะปิ

2. อาหารประเภทฟาสต์ฟู้ด เช่น ไก่ทอด แฮมเบอร์เกอร์ พิซซ่า

3. อาหารประเภทที่มีคอเลสเตอรอลสูงหรือมีไขมันสัตว์เป็นส่วนประกอบมาก  อาทิ เนื้อสัตว์ติดมัน  เครื่องใน  แกงที่มีส่วนประกอบของกะทิ ไข่แดง

4. อาหารทอดต่างๆที่ใช้น้ำมันมากๆ  รวมถึงอาหารปิ้งย่างด้วย

5. เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์และน้ำอัดลมทุกชนิด

อาหารที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ถ้าจะให้เรางดการทานไปเลย ก็คงจะค่อนข้างยากลำบากพอดู เพราะเป็นเมนูอาหารที่พวกเราไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ก็ตามแต่ในสมัยปัจจุบันนี้แทบจะทุกคน ทานกันเป็นประจำอยู่แล้ว เพียงแต่ขอให้เราพยายามลดปริมาณการทานให้น้อยลงมากที่สุดเท่านั้นก็คงจะพอช่วยให้เราห่างไกลจากโรคหลอดเลือดได้บ้าง

เหตุผล คือ อาหารเหล่านี้มีส่วนประกอบของเกลือและผงชูรสสูงมาก เมื่อเราทานเข้าไปมากๆจะทำให้เกลือแร่ไปคั่งอยู่ในน้ำเลือด เรียกว่า ภาวะเลือดข้น ซึ่งส่งผลให้เลือดมีน้ำหนักมากขึ้น ร่างกายจึงต้องเพิ่มความดันในการสูบฉีดเลือดไปยังอวัยวะต่างๆ กลายเป็นสาเหตุของความเสี่ยงที่จะเกิดอาการเส้นเลือด เปราะและภาวะความดันโลหิตสูงได้ง่าย ทั้งยังสามารถเป็นบ่อเกิดของโรคปัจจัยเสี่ยงอื่นๆได้อีกด้วย

นี่ก็คือ 5 เทคนิคในการทานอาหารป้องกันโรคหลอดเลือดที่นำมาฝากกันในบทนี้ ลองนำไปเป็นเทคนิคในการเลือกทานอาหารในแต่ละมื้อของเรากันดู แล้วในบทหน้าเรามาพบกันใหม่กับเรื่องสุขภาพที่เราจะไปสรรหามาฝากกันอีกได้ในทุกสัปดาห์ จะเป็นเรื่องสุขภาพเกี่ยวกับอะไร ต้องติดตามกันต่อ

ติดตามบทความ good food ในทุกสัปดาห์ได้ที่ howto-healthy.com