Categories
good health

4 วิธีป้องกันโควิด-19 ช่วงฤดูฝน

    

     โควิด-19  เป็นเชื้อไวรัสที่สามารถติดต่อได้ทางทางเดินหายใจ อาจมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ หรือหากมีอาการรุนแรงกว่านั้น อาจถึงขั้นเสียชีวิตได้เลย เชื้อไวรัสกลายพันธุ์อย่างรวดเร็ว และแพร่กระจายไปทั่วโลก  เพราะฉะนั้นการฉีดวัคซีนเป็นหนทางเดียวที่จะป้องกันอาการจากการติดโควิด-19 ไม่ให้รุนแรง และต้องดูแลลูกหลานที่มีอายุต่ำกว่า 12 ปีให้ปลอดภัยจากโควิด-19 เพราะยังไม่มีวัคซีนป้องกันโควิด-19 สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี

โควิด-19สามารถติดต่อได้ทางไหนบ้าง

                               Cr.pic: https://ddc.moph.go.th/viralpneumonia/info.php#

1.โควิด-19 สามารถตติดต่อได้ผ่านทางเดินหายใจโดยนำเชื้อไวรัสเข้าไปจากผู้ที่มีเชื้อโควิด-19 ผ่านการไอ จาม สารคัดหลั่ง เช่น น้ำมูก น้ำลาย ซึ่งสามารถแพร่กระจายในอากาศได้ไกลถึง2เมตรและเชื้อไวรัสยังคงอยู่ในอากาศได้นาน 5 นาที ควรเว้นระยะห่าง 2 เมตร และสวมหน้ากากผ้าทับหน้ากากอนามัยอีก1ชั้นค่ะ

                               Cr.pic: https://ddc.moph.go.th/viralpneumonia/info.php#

2.โควิด-19 สามารติดต่อได้ผ่านการสัมผัสสิ่งของ อุปกรณ์ เสื้อผ้าที่เราสวมใส่ คุณอาจไม่รู้ว่าเจ้าเชื้อโควิด-19นี้ มันสามารถมีชีวิตอยู่ในลูกบิดประตู โต๊ะ กระดาษทิชชู่ เสื้อผ้าที่ โทรศัพท์ เชื้อไวรัสโควิด-19 ยังแพร่ลงน้ำได้ ส่วนธนบัตรเชื้อคงอยู่นาน 5 วัน เพราะฉะนั้นเราไม่ควรใช้เงินสด ควรใช้การโอนเงินผ่านพร้อมเพย์จะดีที่สุดค่ะ แต่ถ้าอากาศมีอุณหภูมิต่ำกว่า 4 องศา อย่างตู้เย็นอาจอยู่ได้นานถึง 1 เดือนเชียวค่ะ จึงไม่ควรอยู่ในสถานที่ที่แออัดและเป็นระบบปิด เป็นห้องแอร์ที่มีอากาศไม่ถ่ายเทค่ะ ซึ่งหลังสัมผัสสิ่งของที่เป็นของสาธารณะ ก่อนรับประทาน หลังรับประทานอาหาร  ควรล้างมือให้ถูกวิธี 7 ขั้นตอนด้วยน้ำสะอาดและสบู่ หรือด้วยเจลแอลกอฮอล์เพื่อฆ่าเชื้อ และไม่ควรใช้มือสัมผัสใบหน้า ไม่ควรขยี้ตา/แคะจมูก ไม่ควรใช้รถสาธารณะ

                               Cr.pic: https://ddc.moph.go.th/viralpneumonia/info.php#

3.สังเกตอาการ จากการสำรวจผู้ป่วยที่ติดควิด-19 ภายใน 14 วัน พบว่ามีอาการ ดังนี้ มีไข้สูงกว่า 37.5 องศาเซลเซียส มีน้ำมูก ไอจามแห้งๆ อ่อนเพลีย เสมหะ หายใจไม่ออก เจ็บคอเพราะเชื้ออาจลงคอไปแล้ว ปวดศรีษะ ครั่นเนื้อครั่นตัว หนาวสั่น อาเจียน หากมีอาการเหล่านี้ให้รีบแจ้ง 1669เพื่อรับตัวส่งรพ. กลุ่มเสี่ยงที่ต้องเผ้าระวัง คือ ผู้สูงอายุ 70 ปีขึ้นไป ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี

                               Cr.pic: https://ddc.moph.go.th/viralpneumonia/info.php#

4.ฤดุฝน อาจทำให้เกิดโรคที่มีอาการใกล้เคียงกับโควิด-19 อาจทำให้เกิดไข้หวัดใหญ่ ป้องกันได้ด้วยการฉีดววัคซีนฟรี ปีละ 1 ครั้ง และไข้เลือดออก ป้องกันด้วยการเก็บบ้าน เก็บขยะ กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายในน้ำขังที่อยู่ภายในบ้าน จึงต้องหมั่นสังเกตอาการ และไม่ตื่นตระหนก

Categories
good health

5 วิธีแก้ปัญหาท้องผูก

cr.pic: https://www.lovefitt.com/

     การดูแลการขับถ่ายให้เป็นปกติ เป็นนอีกหนึ่งนิสัยที่เราต้องฝึกขับถ่ายให้เป็นเวลา โดยปกติลำไส้ใหญ่ของเราจะทำงานในช่วงเวลา 5.00-7.00น. ของทุกวัน เพราะฉะนั้นเราควรขับถ่ายเวลานี้มากที่สุด การขับถ่ายยังส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกัน และสุขภาพของเราดีขึ้นอีก การที่เราจะลดอาการท้องผูก เราก็ต้องปรับพฤติกรรมการกินอาหาร ดื่มน้ำ การออกำลังกาย ลดพฤติกรรมที่เป็นปัจจัยเสี่ยงให้เกิดโรคริดสีดวงอีกด้วย

วันนี้เรานำเคล็ดลับในการแก้ปัญหาท้องผูก มา 5 วิธีด้วยกัน จะมีอะไรบ้าง เราไปดูกันเลยค่ะ

cr.pic: https://www.lovefitt.com/

ขับถ่ายดี สำคัญอย่างไร

อาการท้องผูก ทำให้เราไม่สบายตัว เช่น ท้องอืดแน่นท้อง สิวขึ้น ส่งผลต่อสภาพจิตใจอีก แถมถ้าท้องผูกเรื้อรังยังส่งผลต่อสุขภาพโดยรวมของร่างกาย ระบบภูมิคุ้มกันอาจเกิดปัญหาได้

cr.pic: https://www.lovefitt.com

ท้องผูก เพราะสาเหตุอะไร

  คนที่มีอาการท้องผูก มักเกิดจากการพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่ไม่ถูกต้อง เช่น รับประทานอาหารที่มีเส้นใยอาหารน้อยทำให้ลำอุจจาระเล็กจะส่งผลให้ลำไส้เคลื่อนตัวช้ากว่าปกติ ดื่มน้ำน้อยทำให้อุจาระแข็งตัว กินอาหารน้อยเกินไป ทำให้อุจาระลำเล็กจนลำไส้บีบตัวช้าลงและชอบกลั้นการขับถ่าย หรือใช้ยาถ่ายเป็นประจำ ภาวะเครียดทำให้ลดความอยากอาหารลง นอนไม่หลับ ก็จะส่งผลต่อการขับถ่ายเช่นกัน การตั้งครรภ์ การรับประทานยาบางชนิดที่ลดการบีบตัวของลำไส้ เช่น ยาคลายเครียด ยาลดความดันโลหิต ยาลดกรดในกระเพาะ  

cr.pic: https://www.lovefitt.com

ป้องกันอาการท้องผูกด้วยวิธีไหนดี

     ลองสำรวจตัวเองดูว่า มีพฤติกรรมที่เป็นปัจจัยเสี่ยงทำให้ท้องผูกไหม แล้วปรับพฤติกรรมที่ทำให้ด้วยการกินอาหารที่มีใยอาหารสูง ควรทานผัก ผลไม้ ธัญพืชที่มีไฟเบอร์สูง เช่น ถั่วแดง ควรเคี้ยวอาหารให้ละเอียดเพื่อทำให้ระบบย่อยอาหารไม่ต้องทำงานหนัก จิบน้ำทีละน้อยๆ ดื่มน้ำอย่างน้อย 8 แก้วต่อวัน ออกกำลังกายเป็นประจำอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง เพื่อให้ร่างกายได้เคลื่อนไหว จะส่งผลให้ลำไส้

เคลื่อนไหวด้วยเช่นกัน การรับประทานอาหารที่มีส่วนช่วยให้ลำไส้ทำงานได้ดีขึ้น เช่น ยาคูลย์หรือนมเปรี้ยว นอกจากนี้ยังมีสมุนไพรที่ช่วยเรื่องการขับถ่าย เช่น เพชรสังฆาต เหมาะสำหรับคนที่มีอาการท้องผูก รวมถึงคนที่เป็ดริดสีดวงทวารเพราะช่วยกระตุ้นการขับถ่าย กระชายขาวช่วยขับลม ลดอาการท้องอืด ส้มแขก เป็นยาระบาย ช่วยเผาผลาญไขมัน ทำให้ลดความอ้วนได้อีกด้วยและมะขามแขกช่วยป้องกัน และรักษาอาการท้องผูก

ออกฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆ ควรงดกินอาหารหมักดอง เช่น ส้มตำ ลดปริมาณหรืองดเครื่องดื่มที่เป็นชากาแฟ เพราะคาร์เฟอีนมีฤทธิ์ทำให้ขับปัสสาวะ ทำให้ร่างกายเกิดภาวะขาดน้ำมากขึ้น ไม่ควรซื้อยาระบายมากินเองหรือควรใช้ยาระบายที่ทำมาจากสมุนไพร เช่น มะขามแขก แต่ไม่ควรรับประทานบ่อย เพราะอาจทำให้ระบบการขับถ่ายไม่สามารถขับเคลื่อนอุจจาระออกมาได้เองได้  ระบบขับถ่ายจะเกิดความเคยชิน

     การขับถ่ายดี ขึ้นอยู่กับการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตทั้งการรับประทานอาหารและดื่มน้ำ การฝึกการขับถ่าย พักผ่อนให้เพียงพอ และไม่เครียด ควรปรับพฤติกรรมตามที่เราแนะนำไป หากใครที่อยากกินอาหารเสริมควรตรวจดูส่วนผสมว่าได้มาตรฐาน แบรนด์น่าเชื่อถือไหม และปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร

ติดตามบทความ good health ในทุกสัปดาห์ได้ที่ howto-healthy.com

Categories
good health

4 วิธีแก้ไขสุขภาพจิต เคล็ดลับแบบง่ายเริ่มต้นได้ที่บ้าน 

ในช่วงนี้ทุก ๆ คนน่าจะสูญเสียพลังทางด้านความรู้สึกในแง่บวกกันอย่างแน่นอน เพราะส่วนใหญ่นั้นมีแต่คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยปัญหาสุขภาพ โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับเชื้อไวรัส covid 19 แต่คุณเชื่อไหมว่ายังมีอีกโลกหนึ่งที่คนไทยกำลังพบเจอกันเป็นจำนวนมาก คือ สุขภาพจิต และความเครียด ไม่สามารถปฏิเสธได้เลยว่าสิ่งเหล่านี้สะสมอยู่ในความรู้สึกของทุกคนอย่างแน่นอน โดยเฉพาะคนที่อาศัยอยู่ที่บ้าน และไม่สามารถออกไปไหนได้ เราจึงอยากจะแนะนำให้คุณรู้จักกับวิธีการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ด้วยตัวคุณเองแบบง่าย ๆ เริ่มต้นได้ที่บ้าน

1. การคลายความเครียดด้วยการออกกำลังกาย 

วิธีนี้ได้ผลดีมากสำหรับคนที่รู้สึกว่าตัวเองนั้นหดหู่เศร้าหมอง และไม่ค่อยอยากจะทำอะไรในปัจจุบัน อยากแนะนำให้คุณนั้นพยายามออกกำลังกายด้วยการเต้นแอโรบิค ภายในบ้านหรือหาอุปกรณ์แบบง่าย ๆ ไม่ว่าจะเป็นผ้าขนหนู ขวดน้ำหรือว่าจะเป็นหนังสือเล่มใหญ่ ๆ ก็สามารถนำมาใช้เป็นอุปกรณ์ออกกำลังกายได้เช่นเดียวกัน ซึ่งจะทำให้คุณรู้สึกผ่อนคลายเป็นอย่างมาก ลดความเครียดได้ และยังทำให้คุณนั้นมีสุขภาพดีได้ง่าย ๆ โดยที่คุณไม่จำเป็นจะต้องออกไปออกกำลังกายภายนอก 

2. เปลี่ยนแปลงบรรยากาศของห้องและบ้านของคุณให้น่าอยู่มากยิ่งขึ้น 

สำหรับช่วงเวลาที่คุณรู้สึกเครียดหรือเบื่อที่คุณจะต้องใช้ชีวิตอยู่บ้าน ขอแนะนำให้คุณจัดแจงพื้นที่บ้านใหม่ ไม่ว่าจะเป็นมุมห้องที่ตกแต่งแล้วดูดีมีสไตล์ หรือจะเป็นการเคลื่อนที่ของเฟอร์นิเจอร์ภายในบ้านที่ทำให้คุณรู้สึกได้ว่าบ้านของคุณนั้นมีการเปลี่ยนแปลง และองค์ประกอบให้เหมือนเดิมจะทำให้คุณผ่อนคลายได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ชาวต่างชาตินิยมใช้เป็นอย่างมาก เพื่อที่จะเปลี่ยนแปลงสภาพบรรยากาศรอบตัวสามารถช่วยลดอาการซึมเศร้า และวิธีนี้ก็สามารถช่วยทำให้คุณนั้นผ่อนคลายได้เช่นเดียวกัน 

3. พยายามเปิดเมนูอาหารทำเอง 

การทำอาหารก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ได้ผลดีสำหรับการผ่อนคลายสุขภาพจิตใจของตัวเอง โดยเฉพาะผู้ที่มีความเครียดสะสมเมื่อเวลาเราอยู่บ้านเป็นเวลานาน ๆ แล้วไม่ได้ออกไปไหนเลย คุณก็สามารถใช้วิธีนี้ได้จะทำให้คุณรู้สึกผ่อนคลายมากยิ่งขึ้น และเปลี่ยนอาหารจานเด่นของคุณให้กลายเป็นรสชาติที่แปลกใหม่ จะมีประโยชน์มากกับคนขี้เบื่อ นอกจากนี้ยังสามารถช่วยเพิ่มสีสันในชีวิตประจำวันคุณได้รับรองได้งานนี้คุณคงจะไม่บ่นกับเรื่องอาหารที่ซ้ำซากจำเจอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นขอแนะนำให้คุณหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตเพิ่มเติมนะเมนูเพียบเลย 

4. หาทางพูดคุย และทางระบายความรู้สึก 

นี่อาจจะเป็นวิธีการสุดท้ายที่อยากจะแนะนำ แต่เป็นสิ่งที่จำเป็นจริง ๆ สำหรับคนที่มีสุขภาพจิตย่ำแย่ และต้องการระบายความเครียดออกมา การที่เราได้เล่าให้ใครสักคนหนึ่งฟังในสิ่งที่เรารู้สึกไม่ดีอยู่ในปัจจุบัน เป็นวิธีการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ แต่ก็ได้ผลดีมากที่สุดที่สามารถช่วยลดความเครียดได้อย่างทันท่วงที ขอแนะนำให้คุณพูดคุยกับเพื่อนสนิทหรือถ้าหากไม่มีก็สามารถติดต่อทางด้านทีมแพทย์โดยตรงได้ที่กรมสุขภาพจิตก็จะสามารถช่วยทำให้คุณรู้สึกผ่อนคลายได้มากเช่นเดียวกัน 

สรุป 

การดูแลสุขภาพจิตของตัวเองหรือคนที่คุณรักอยู่ในครอบครัวในช่วงเวลาที่โรคระบาด covid-19 กำลังคุกคามเข้ามาในชีวิตของคนไทย อยากแนะนำให้คุณนั้นดูแล และใส่ใจสุขภาพ แน่นอนไม่ว่าจะเป็นสุขภาพร่างกายแต่คุณก็ไม่ควรละเลยการดูแลสุขภาพจิตเช่นเดียวกัน หวังว่าข้อมูลเหล่านี้จะทำให้ทุกคนรู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาบ้าง กับโรคระบาดครั้งนี้ขอให้ทุกคนโชคดี 

ขอขอบคุณภาพประกอบโดย https://pixabay.com/

ติดตามบทความ good health ในทุกสัปดาห์ได้ที่ howto-healthy.com

Categories
good health

4 วิธีการหลีกเลี่ยงปัญหาสุขภาพ จากการใช้ห้องน้ำรวม

             ห้องน้ำรวมหรือห้องน้ำสาธารณะ คือสถานที่ที่มีคนใช้ขับถ่ายของเสียทั้งหนัก-เบาร่วมกัน และในห้องน้ำสาธารณะที่ขาดการดูแลอย่างเหมาะสม อาจจะเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรคได้เป็นอย่างดี ซึ่งก็ทำให้หลาย ๆ คนมีความกังวลใจเกี่ยวกับเรื่องของการติดเชื้อ โดยเฉพาะเกี่ยวกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ซึ่งอวัยวะเพศกับท่อปัสสาวะเป็นส่วนที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ จากห้องน้ำสาธารณะมากที่สุด ห้องน้ำสาธารณะแหล่งรวมเชื้อโรค

             สำหรับห้องน้ำสาธารณะแล้วไม่เพียงแค่ชักโครกเท่านั้นที่เป็นแหล่งรวมของเชื้อโรค ทั้งลูกบิดประตู และก๊อกน้ำ ก็เป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคด้วยเช่นกัน

เข้าห้องน้ำสาธารณะเสี่ยงต่อโรคจริงหรือ

             โรคที่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ก็เป็นโรคหนึ่งที่หลาย ๆ คนมีความกังวลเกี่ยวกับการใช้ห้องน้ำสาธารณะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับห้องน้ำที่ไม่ได้ทำความสะอาดอย่างเหมาะสม แม้ว่าโดยความเป็นจริงแล้ว โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ที่จะเกิดจากการใช้ห้องน้ำร่วมกันนั้นเป็นไปได้น้อยมาก อย่างหนองในแท้,หนองในเทียม,เริม, เอชพีวี, ซิฟิลิส, ไวรัสตับอักเสบบี และการติดเชื้อแบคทีเรียในช่องคลอด ไม่สามารถที่จะติดต่อกันได้โดยการใช้ห้องน้ำร่วมกัน จึงทำให้หลาย ๆ คนอาจสบายใจขึ้นได้ในระดับหนึ่ง

โรคพยาธิในช่องคลอด

             แต่สำหรับพยาธิในช่องคลอดนั้นได้รับการยกเว้น  เพราะถ้าติดต่อผ่านการสัมผัสฝารองนั่งที่เปียกน้ำ และสกปรก ซึ่งอาจพบในเพศชายได้ด้วย โรคพยาธิในช่องคลอดนั้น ทำให้เกิดอาการคัน และอักเสบระคายเคืองบริเวณอวัยวะเพศ ซึ่งจะทำให้เจ็บปวดในขณะปัสสาวะ มีอาการตกขาวมีกลิ่นเหม็นคาว และมีสีที่เปลี่ยนไป ในเพศชายนั้นอาจจะมีหนอง หรือของเหลวไหลออกจากท่อปัสสาวะ และถ้ามีอาการเหล่านั้นควรไปพบแพทย์ทันทีเพื่อทำการรักษา ซึ่งโรคนี้พบได้บ่อย และรักษาให้หายขาดได้

สิ่งที่ควรทำ เมื่อเข้าห้องน้ำสาธารณะ

             สำหรับหลาย ๆ คนเมื่อเข้าห้องน้ำสาธารณะ ต้องทำการเช็ดทำความสะอาดฝารองนั่งก่อนเสมอ ถึงแม้จะมีพนักงานทำความสะอาดอยู่เป็นประจำก็ตาม และสิ่งที่ต้องระวังมากกว่า คือ สิ่งสกปรกที่อยู่ใต้ฝารองนั่ง ที่ทำความสะอาดไม่ทั่วถึง โดยเฉพาะผู้ชายแล้วอาจจะมีความเสี่ยงในการติดเชื้อโรคได้ จากการใช้มือยกฝารองนั่งขึ้นเพื่อปัสสาวะ

การป้องกันการติดเชื้อจากห้องน้ำสาธารณะ

            คนส่วนใหญ่ที่ใส่ใจต่อสุขภาพอนามัยของตน ต้องรู้จักล้างมือทำความสะอาดบ่อย ๆ เพื่อที่จะชำระสิ่งสกปรก หรือเชื้อโรคก่อนสัมผัสกับร่างกายในส่วนต่าง ๆ เช่น การขยี้ตา, การจับปากจับจมูก และในการล้างมือให้สะอาดนั้นก็เป็นการช่วยป้องกันเชื้อโรคได้ในระดับหนึ่ง หรืออาจต้องใช้วิธีเหล่านี้เพื่อให้ปลอดภัยจากโรค

1.  ควรเข้าห้องน้ำที่โถชักโครกดูสะอาดที่สุด ๆ

2.  ก่อนการทำธุระควรปิดฝา และกดชักโครก 1 ครั้งก่อนเพื่อทำความสะอาด

            3. ให้หลีกเลี่ยงห้องที่ฝารองนั่งยังเปียกน้ำอยู่ หรือห้องที่สกปรกมีสิ่งปฏิกูลของคนอื่นค้างอยู่

            4. ให้ทำความสะอาดในบริเวณที่จะนั่ง โดยใช้แอลกอฮอล์แบบพกพา ฉีดแล้วเช็ดทำความสะอาดให้เรียบร้อย และเช็ดให้แห้งสนิท หรือจะใช้กระดาษชำระรองนั่ง โดยฝาชักโครกจะต้องแห้งสนิท

            ในการเข้าห้องน้ำสาธารณะไม่ว่าจะเป็นที่ใดก็ตาม โรงพยาบาล,ห้างสรรพสินค้า, หรือตามปั๊มน้ำมันก็ตาม สิ่งหนึ่งเลยที่ไม่ควรจะลืม นั่นก็คือกระดาษทิชชูที่จะนำมาใช้ทำความสะอาด และยังช่วยในการป้องกันเชื้อโรคได้ระดับหนึ่งอีกด้วย หากจะให้ดีที่สุดควรที่จะเตรียมกระดาษสำหรับรองนั่งด้วย เพื่อใช้ป้องกันโรคต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ

ติดตามบทความ good health ในทุกสัปดาห์ได้ที่ howto-healthy.com

ขอบคุณภาพโดย https://pixabay.com/

Categories
good health

   การดูแลสุขภาพจิตและกาย ช่วงการระบาดของโควิด19

       สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด19 ไปทั่วโลกที่ยาวนานถึง 2 ปี ทำให้เศรษฐกิจย่ำแย่ และมีผู้ติดเชื้อรายวันสูงมาก ทำให้เราต้องระมัดระวังตัวเป็นพิเศษ และทำให้สุขภาพกาย สุขภาพจิตของเราเสีย หลายคนรู้สึกท้อกับปัญหาและอุปสรรคส่วนตัวในช่วงนี้ เราจึงมี 10 วิธี ดูแลสุขภาพจิตและกายในช่วงนี้

Cr.pic; https://www.scholarship.in.th/

1.ออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 30 นาทีทุกวันหรืออาทิตย์ละ 3 วัน  นั่งพักผ่อนหย่อนใจหามุม สบายๆ นั่งพักถ้านั่งทานทั้งวัน  ควรเดินยืดเส้นยืดสายบ้าง หลังเลิกงานหากิจกรรมที่ชอบทำ

2. ใช้คำพูดที่ชวนฟังช่วยสร้างบรรยากาศที่ดีในการทำงาน  และมีน้ำใจ คอยช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

การดูแลสุขภาพจิตและกาย ช่วงการระบาดของโควิด-19

Cr.pic; https://www.scholarship.in.th/

3. จัดการอารมณ์อย่างเหมาะสม ตั้งสติ ไตร่ตรองถึงสิ่งที่เกิดขึ้น คิดถึงผลดี ผลเสียที่จะตามมา

4. สร้างสัมพันธภาพที่ดีกับเพื่อนร่วมงาน ยิ้มแย้ม แจ่มใส เอื้อเพื่อเพื่อแผ่ ช่วยเหลือชึ่งกันและกัน

การดูแลสุขภาพจิตและกาย ช่วงการระบาดของโควิด-19

Cr.pic; https://th.jobsdb.com/

5. รู้จักบริหารเวลา แบ่งเวลาอย่างเหมาะสม เช่น ทำงานที่สำคัญหรือเร่อด่วนก่อน แล้วจึงทำงานอื่นภายหลัง

6. แสดงความคิดเห็นในทางสร้างสรรค์ กล้าบอกความต้องการของตนเอง ตามสิทธิที่ควรจะได้รับ และไม่ทำให้ใครเดือดร้อน เพื่อให้มีความสุขในการทำงาน

การดูแลสุขภาพจิตและกาย ช่วงการระบาดของโควิด-19

Cr.pic; https://th.jobsdb.com/

7. สร้างความเข้มแข็งทางจิตใจให้ตนเอง ให้กำลังใจและชื่นชมตนเอง เมื่อทำอะไรสำเร็จ

8. รู้จักเก็บออม ฝึกให้เป็นนิสัย การมีเงินออมจะทำให้มีความรู้สึกมั่นคงทางจิตใจ

การดูแลสุขภาพจิตและกาย ช่วงการระบาดของโควิด-19

Cr.pic; https://th.jobsdb.com/

9. รู้จักแก้ไขปัญหาอย่างถูกวิธี หาสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหา และแก้ที่ อย่าแก้ปัญหาถ้วยอารมณ์หรือขอรับการปรึกชาทางโทรศัพท์ที่สายด่วนสุขภาพจิต 1323 ตลอด 24 ชั่วโมง

10   ดูแลสุขภาพกายกันด้วยการตรวจสุขภาพก็เหมือนกับการประเมินสภาพร่างกายของเราว่า ภายในร่างกายเรายังแข็งแรงอยู่หรือไม่หรือมีความเสี่ยงในการเกิดโรคในอนาคตหรือเปล่าและหากตรวจพบว่ามีอาการบางอย่างที่ส่อเค้าว่าอาจพบโรคบางโรคในระยะเริ่มต้น เราจะได้เตรียมปรึกษาคุณหมอเพื่อดูแลและรักษาสุขภาพให้ห่างไกลโรคแต่เนิ่นๆ ส่วนข้อจำกัดในการเลือกว่าจะตรวจสภาพร่างกายลักษณะใดนั้น

สามารถแบ่งองค์ประกอบโดยขึ้นอยู่กับอายุเพศ และความเสี่ยงเป็นหลัก แต่สิ่งที่ควรคำนึงถึง การตรวจสภาพร่างกายมีหลายวิธี หากไม่มีข้อบ่งชี้หรืออาการที่แสดงออกมาก็สมควรที่จะต้องเลือกการตรวจวิเคราะห์สภาพร่างกาย บางอย่าง เพราะการตรวจบางประเภทนั้นมีทั้งข้อดีและข้อเสีย เช่นหากต้องทำ CT Scan ทั้งตัวเพื่อหามะเร็ง คุณอาจจะได้รับรังสีมากจนเกินไปทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งได้ซึ่งเป็นข้อควรระวัง

ที่ผ่านมามีหลายคนที่ตรวจสุขภาพเสร็จแล้วแต่ไม่ทราบว่าต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหรือควรต้องระมัดระวังเรื่องอะไรบ้างแสดงว่าคุณได้ประโยชน์แค่ครึ่งเดียวคือการค้นหาโรคที่อาจจะพบเจอจากการตรวจสุขภาพแต่คุณยังไม่ได้ป้องกันตัวเองจากโรคต่างๆที่อาจะเกิดขั้นภายหลังถ้าคุณไม่พึงระวัง

        ยิ่งมีการแพร่ระบาดของโควิด19 ก็ต้องดูแล ทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจกันให้ดีทั้งตัวคุณเอง และคนที่คุณรัก  หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์นะคะ

ติดตามบทความ good health ในทุกสัปดาห์ได้ที่ howto-healthy.com

FB : Beauthy healthy

Categories
good health

รีวิวเทคนิคการเลิกบุหรี่ภายใน 21 วัน

รีวิวเทคนิคการเลิกบุหรี่ภายใน 21 วัน เห็นผลทันใจจากประสบการณ์ตัวเอง 

สิ่งนี้อาจจะไม่ใช่เรื่องราวที่ใหม่มาก แต่เชื่อเถอะว่าสำหรับผมผู้ที่มาเล่าเรื่องราวนี้มันเป็นเรื่องที่แปลกใหม่จริง ๆ และเปลี่ยนแปลงชีวิตผมไปอย่างถาวร นั่นก็คือปัจจุบันผมเลิกบุหรี่ได้แล้วครับ แน่นอนว่ามันอาจจะเป็นสิ่งที่เล็กน้อยมากสำหรับใครหลาย ๆ คน แต่เชื่อเถอะว่ามันทำให้ชีวิตผมนั้นเปลี่ยนแปลงไปจนหลายคนนั้นสังเกต ซึ่งความเปลี่ยนแปลงลักษณะนี้ผมได้นำเรื่องราวมาเขียนเป็นวรรคเป็นตอน จับใจความสำคัญ ซึ่งจะได้เป็นได้เป็นไกด์ไลน์ให้กับคนที่อยากเลิกบุหรี่ทุกคน 

รีวิวเทคนิคการเลิกบุหรี่
รีวิวเทคนิคการเลิกบุหรี่

1. ช่วงสัปดาห์แรกของการเลิกบุหรี่ 

ในช่วงสัปดาห์แรกนั้นถือว่าเป็นอะไรที่ทรมานเป็นอย่างมากสำหรับการเลิกบุหรี่ ผมได้รับประสบการณ์นั้นมาแบบเต็ม ๆ อาการรู้สึกว่าเหมือนสั่นสะท้านไปทั้งตัว คอแห้ง รสชาติจืดเป็นอย่างมาก สิ่งที่ทำให้ได้รสชาติ และความรู้สึกผ่อนคลายก็มีเพียงแค่ลูกโป่ง ผมขอแนะนำให้ซื้อน้ำหวาน แบบขวดเอาไว้ด้วยเอาไว้ชงดื่มจะสามารถช่วยแก้กระหายได้เป็นอย่างดี และพยายามทำจิตใจให้ผ่อนคลายฟังเพลงด้วยก็จะช่วยได้มากเลยทีเดียว 

รีวิวเทคนิคการเลิกบุหรี่
รีวิวเทคนิคการเลิกบุหรี่

2. เลิกบุหรี่ได้ 14 วัน อาการเริ่มดีขึ้น แต่มีความต้องการ เมื่อพบสิ่งล่อตาล่อใจ 

แน่นอนว่าการเลิกบุหรี่มา 14 วันแล้วมันจะทำให้ความอยากของผมเริ่มลดลง แต่ในช่วงนี้ร่างกายนั้นยังปรับตัวไม่คงที่ ซึ่งถ้าหากคุณเลิกบุหรี่มาถึงช่วงเวลานี้เช่นเดียวกัน คุณจะรู้สึกกระวนกระวายเมื่อมีใคร พูดคุยหรือ ชักชวนออกไปข้างนอก คุณก็อาจจะไปพบเจอกับคนสูบบุหรี่เช่นเดียวกัน ขอแนะนำให้คุณเดินทางออกมาสักหน่อย แล้วใช้วิธีการดื่มกาแฟหรือโกโก้ก็ได้ มันจะช่วยทำให้คุณผ่อนคลายมากยิ่งขึ้นกว่าเดิมได้อย่างแน่นอน 

รีวิวเทคนิคการเลิกบุหรี่
รีวิวเทคนิคการเลิกบุหรี่

3. สภาพร่างกายหลังจากเลิกบุหรี่ ได้ 20 วันแบบต่อเนื่องกัน 

สำหรับผมเมื่อเลิกบุหรี่ได้มา 20 วันเต็ม บอกได้เลยว่าร่างกายนั้นรู้สึกสดชื่นขึ้นเป็นอย่างมาก ระบบการหายใจของผมรู้สึกว่าปวดกระดูกมากยิ่งขึ้น 

ส่วนทางด้านการพักผ่อน บอกเลยว่าหลับสบายมากกว่าเดิมหลายเท่า และทานอาหารได้เยอะมากยิ่งขึ้น ๆด้วย จึงทำให้สีหน้าดูดีมากยิ่งขึ้น และรอยคล้ำใต้ตาก็หายไป ซึ่งสามารถทำให้ผมนั้นฟื้นฟูสภาพปอดได้มากกว่าเดิมหลายเท่าเลยทีเดียว และล่าสุดปัญหาเรื่องความดันโลหิตสูง ผมก็ลดน้อยลงไปมาก จึงเข้าสู่ระดับปกติ แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้น่าจะมาจากการเลิกบุหรี่ผมนั่นเอง 

สรุป 

และนี่ก็คือข้อมูลเกี่ยวกับการเลิกบุหรี่ของผมที่ประสบความสำเร็จทั้งหมดภายในระยะเวลา 21 วัน และแน่นอนปัจจุบันผมไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับบุหรี่อีกเลยตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ซึ่งมันทำให้ผมเปลี่ยนแปลงสุขภาพอย่างมาก และเก็บตังค์ได้มากยิ่งขึ้นอีกด้วย ผมอยากจะเป็นกำลังใจให้กับทุกคนที่คิดอยากจะเลิกบุหรี่ ถ้าหากคุณรู้ถึงข้อดีแบบนี้แล้ว คุณลองวิธีของผมดูนะน่าจะช่วยทุกคนได้ไปพร้อมกันเลยทีเดียวขอให้ทุกคนโชคดี 

ติดตามบทความ good health ในทุกสัปดาห์ได้ที่ howto-healthy.com

FB : Beauthy healthy

Categories
good health

อาการก่อนเป็นอัมพาต คุณสามารถสังเกตได้

อาการก่อนเป็นอัมพาต คุณสามารถสังเกตได้ รู้ไว้ลดความเสี่ยง

ส่วนใหญ่คุณหมอชั้นนำโดยเฉพาะอายุรเวททางด้านผู้สูงวัย และผู้ที่มีปัญหาสุขภาพ มักจะพบอาการที่ใกล้เคียงกันอยู่เสมอ คือ อาการกล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรงเฉียบพลัน ซึ่งอาการเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้บ่อยครั้งมากสำหรับผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีปัญหาสุขภาพ ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่ออาการอัมพาตในอนาคต แต่ก็ไม่ใช่ว่าอาการเหล่านี้จะไม่แสดงอาการอะไรเลยก่อนที่จะกำเริบ คุณสามารถสังเกตได้ดังต่อไปนี้เพื่อที่จะได้หลีกเลี่ยงปัญหาอาการอัมพาต ซึ่งสามารถลดอัตราความเสี่ยงได้ถึง 50 %  เลยทีเดียว 

อาการก่อนเป็นอัมพาต
อาการก่อนเป็นอัมพาต

1. อาการแน่นหน้าอกหายใจติดขัด เป็นบางครั้ง 

อาการนี้ถือว่าเป็นอาการเบื้องต้นของปัญหาโรคต่าง ๆ เลยทีเดียว อยากจะแนะนำให้คุณนั้นพยายาม หมั่นสังเกตตัวเอง และเมื่อมีอาการให้นั่งพัก และจิบน้ำอุ่น ซึ่งจะมีประโยชน์ในการผ่อนคลายขยายหลอดเลือดมากยิ่งขึ้น และขอแนะนำถ้ามีอาการในช่วงเบื้องต้นให้ไปตรวจสุขภาพ และไปพบแพทย์ ซึ่งจะลดอัตราความเสี่ยง ทางด้านปัญหาสุขภาพได้มากกว่าเดิมหลายเท่าตัวเลยทีเดียว และแน่นอนว่าสามารถป้องกันเรื่องราวเกี่ยวกับอาการอัมพาตได้อีกด้วย 

อาการก่อนเป็นอัมพาต
อาการก่อนเป็นอัมพาต

2. อาการหน้ามืดวิงเวียนอ่อนเพลียอยู่บ่อย ๆ 

อากาศในลักษณะนี้เกิดขึ้นได้จากระบบประสาท และระบบการไหลเวียนของเลือด ซึ่งทั้งสองสิ่งนี้เป็นอาการข้างเคียงของกล้ามเนื้ออ่อนแรงด้วยกันทั้งนั้น ซึ่งวิธีการแก้ไขปัญหาเบื้องต้น คือ การออกกำลังกายแบบเบา ๆ ด้วยการยกมือ ยกขา ในท่านั่งเก้าอี้ ก็จะสามารถช่วยดูแลกล้ามเนื้อของคุณได้มากกว่าเดิมอย่างแน่นอน นอกจากนี้ถ้าคุณมีอาการเพิ่มเติมมากยิ่งขึ้น ขอแนะนำให้คุณนั้นไปปรึกษาแพทย์ ในบางครั้งอาจจะมีอาการแทรกซ้อนทางด้านอื่น คุณจะได้แก้ไขปัญหาสุขภาพได้ทัน และป้องกันอาการอัมพาตในอนาคตได้อีกด้วย 

อาการก่อนเป็นอัมพาต
อาการก่อนเป็นอัมพาต

3. อาการชาตามประสาท และระบบประสาททำงานผิดปกติ 

การตอบสนองที่เชื่องช้าลง สิ่งนี้บอกเลยว่าไม่ใช่เรื่องที่น่าปล่อยไว้โดยที่ไม่ไปพบแพทย์ ขอแนะนำให้คุณไปพบแพทย์โดยทันที ซึ่งระบบประสาทและสมองรวมไปถึงอาการชา ในส่วนต่าง ๆ ของร่างกายนั้นนับได้ว่าเป็นเรื่องที่สำคัญ อาการแบบนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับกลุ่มคนตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานหนักและไม่ค่อยมีเวลาออกกำลังกาย และพักผ่อน  ขอแนะนำให้คุณปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์แต่ละอาการของแต่ละบุคคล อย่างเคร่งครัด ซึ่งจะสามารถช่วยลด และบรรเทาโอกาสความเสี่ยงในการเกิดอาการอัมพาตได้อย่างแน่นอน 

อาการก่อนเป็นอัมพาต
อาการก่อนเป็นอัมพาต

สรุป 

นี่ก็เป็นเพียงแค่อีกส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหา และการดูแลสุขภาพ เพื่อป้องกันปัญหาเรื่องอัมพาตในอนาคต และแน่นอนคุณสามารถปฏิบัติตามวิธีการเหล่านี้ได้โดยทันที ซึ่งบอกได้เลยว่าวิธีการเหล่านี้จะต้องมีประโยชน์กับคุณอย่างแน่นอน

ติดตามบทความ good health ในทุกสัปดาห์ได้ที่ howto-healthy.com

FB : Beauthy healthy

Categories
good health

นอนอย่างไรให้มีส่งผลดีต่อสมอง

เราจะนอนอย่างไรให้มีส่งผลดีต่อสมอง

สมองเป็นอวัยวะที่สำคัญในร่างกายของเรา สมองมีหน้าที่สั่งการร่างกายและยังใช้ในการคิดวิเคราะห์ปัญหาต่าง ๆ รวมถึงใช้ในการรับรู้ข้อมูลที่มากระทบตัวเราดังนั้นสมองแทบจะทำงานตลอดทั้งวันในขณะที่เรารู้สึกตัวช่วงเวลาเดียวที่จะสมองจะได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ก็คือช่วงเวลาที่เราทุกคนนอนหลับ

การนอนมีผลต่อสมองมากเลยทีเดียวยิ่งเรานอนหลับพักผ่อนเพียงพอก็จะทำให้การทำงานของสมองดีขึ้น ซึ่งการทดลองของ Dr. Brendan Lucey ผู้ที่เป็นหัวหน้าของ Sleep Medicine Center ที่มหาวิทยาลัยวอชิงตันในรัฐ St. Louis ได้มีการทดลองติดตามผู้สูงอายุจำนวน 100 คน

นอนอย่างไรให้มีส่งผลดีต่อสมอง
นอนอย่างไรให้มีส่งผลดีต่อสมอง

โดยผู้สูงอายุที่นอนเป็นเวลา 6-8 ชั่วโมงการรับรู้ของสมองนั้นเป็นไปได้อย่างสมดุล แต่สำหรับผู้ที่นอนต่ำกว่า 5 ชั่วโมงนั้นการรับรู้ของสมองนั้นย่ำแย่และนอกจากการนอนน้อยแล้วการนอนด้วยระยะเวลาที่มากกว่า 7 ชั่วโมงขึ้นไปก็มีความเป็นไปได้ที่จะทำให้การรับรู้ของสมองนั้นทำงานได้ไม่ดีด้วยเช่นเดียวกัน

ซึ่งช่วงเวลาการนอนในแต่ละช่วงวัยก็จะมีความต่างกันสำหรับวัยผู้ใหญ่ควรนอนวันละ 7-8 ชั่วโมง วัยเด็กควรนอนวันละประมาณ 9-12 ชั่วโมง และวัยรุ่นควรนอนอย่างน้อยวันละ 10 ชั่วโมง แต่สำหรับวัยผู้ใหญ่แล้วการที่จะนอนให้ครบ 7 ชั่วโมงคงจะเป็นเรื่องยากด้วยปัญหาทางด้านสุขภาพ

นอนอย่างไรให้มีส่งผลดีต่อสมอง
นอนอย่างไรให้มีส่งผลดีต่อสมอง

การนอนนั้นมีการแบ่งเป็นช่วงด้วยเช่นเดียวกันโดยในช่วงที่ 1 และช่วงที่ 2 นั้นร่างกายจะค่อยๆ ผ่อนคลายการเต้นของหัวใจจะลดลงการหายใจเริ่มเบาลงการขยับของตาก็เริ่มจะช้าลงหลังจากนั้นก็จะเข้าสู่ช่วงการหลับลึกในช่วงนี้เป็นช่วงที่สมองจะได้พักผ่อนอย่างเต็มที่แล้วจะมีการฟื้นฟูมีส่วนต่าง ๆ ด้วย

หลังจากนั้นการนอนก็จะเข้าสู่ช่วง Rapid eye movement sleep (REM) เป็นช่วงที่เราหลับฝันและมีการจัดเรียงของข้อมูลต่าง ๆ หรือประสบการณ์ต่าง ๆ และเก็บไว้เป็นความทรงจำ ซึ่งถ้าหากว่าเราไม่ได้หลับเลยจนถึงช่วง REM ก็อาจจะมีผลความจำและการรับรู้และอาจจะนำมาซึ่งโรคภัยต่าง ๆ

แม้จะรู้ว่าเราต้องนอนหลับให้เพียงพอแต่บางคนก็ประสบปัญหาเรื่องการนอนไม่หลับ บางคนก็สะดุ้งตื่นในช่วงกลางดึก หรือว่าตื่นมาเข้าห้องน้ำซึ่งสิ่งเหล่านี้จะกระทบต่อการนอนทั้งสิ้น และมีผลต่อการพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ

นอนอย่างไรให้มีส่งผลดีต่อสมอง
นอนอย่างไรให้มีส่งผลดีต่อสมอง

ดังนั้นเราควรนอนให้เป็นเวลาและในช่วงเวลาก่อนนอนก็ควรทำกิจกรรมที่ทำให้ร่างกายผ่อนคลายไม่ว่าจะเป็นการอ่านหนังสือ การฟังเพลง ออกกำลังกายอย่างเช่นโยคะ อาบน้ำอุ่น ๆ ไม่ควรเล่นโทรศัพท์ก่อนนอนเพราะแสงสีฟ้าทำให้นอนหลับได้ยากขึ้น ไม่ควรรับประทานอาหารที่มีรสจัดและดื่มแอลกอฮอล์ สิ่งเหล่านี้ก็จะทำให้เราสามารถนอนหลับได้ง่ายมากขึ้นและกลับดึกได้ดีมากขึ้น

ติดตามบทความ good health ในทุกสัปดาห์ได้ที่ howto-healthy.com

FB : Beauthy healthy

Categories
good health

4 วิธีป้องกันโควิด-19

4 วิธีป้องกันโควิด-19 ช่วงฤดูหนาว

โควิด-19 เป็นเชื้อไวรัสที่สามารถติดต่อได้ทางทางเดินหายใจ อาจมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ หรือหากมีอาการรุนแรงกว่านั้น อาจถึงขั้นเสียชีวิตได้เลย เชื้อไวรัสกลายพันธุ์อย่างรวดเร็ว และแพร่กระจายไปทั่วโลก  เพราะฉะนั้นการฉีดวัคซีนเป็นหนทางเดียวที่จะป้องกันอาการจากการติดโควิด-19 ไม่ให้รุนแรง และต้องดูแลลูกหลานที่มีอายุต่ำกว่า 12 ปีให้ปลอดภัยจากโควิด-19 เพราะยังไม่มีวัคซีนป้องกันโควิด-19 สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี

โควิด-19สามารถติดต่อได้ทางไหนบ้าง

วิธีป้องกันโควิด
วิธีป้องกันโควิด

1.โควิด-19 สามารถตติดต่อได้ผ่านทางเดินหายใจโดยนำเชื้อไวรัสเข้าไปจากผู้ที่มีเชื้อโควิด-19 ผ่านการไอ จาม สารคัดหลั่ง เช่น น้ำมูก น้ำลาย ซึ่งสามารถแพร่กระจายในอากาศได้ไกลถึง2เมตรและเชื้อไวรัสยังคงอยู่ในอากาศได้นาน 5 นาที ควรเว้นระยะห่าง 2 เมตร และสวมหน้ากากผ้าทับหน้ากากอนามัยอีก1ชั้นค่ะ

วิธีป้องกันโควิด
วิธีป้องกันโควิด

2.โควิด-19 สามารติดต่อได้ผ่านการสัมผัสสิ่งของ อุปกรณ์ เสื้อผ้าที่เราสวมใส่ คุณอาจไม่รู้ว่าเจ้าเชื้อโควิด-19นี้ มันสามารถมีชีวิตอยู่ในลูกบิดประตู โต๊ะ กระดาษทิชชู่ เสื้อผ้าที่ โทรศัพท์ เชื้อไวรัสโควิด-19 ยังแพร่ลงน้ำได้ ส่วนธนบัตรเชื้อคงอยู่นาน 5 วัน เพราะฉะนั้นเราไม่ควรใช้เงินสด ควรใช้การโอนเงินผ่านพร้อมเพย์จะดีที่สุดค่ะ แต่ถ้าอากาศมีอุณหภูมิต่ำกว่า 4 องศา อย่างตู้เย็นอาจอยู่ได้นานถึง 1 เดือนเชียวค่ะ จึงไม่ควรอยู่ในสถานที่ที่แออัดและเป็นระบบปิด เป็นห้องแอร์ที่มีอากาศไม่ถ่ายเทค่ะ ซึ่งหลังสัมผัสสิ่งของที่เป็นของสาธารณะ ก่อนรับประทาน หลังรับประทานอาหาร  ควรล้างมือให้ถูกวิธี 7 ขั้นตอนด้วยน้ำสะอาดและสบู่ หรือด้วยเจลแอลกอฮอล์เพื่อฆ่าเชื้อ และไม่ควรใช้มือสัมผัสใบหน้า ไม่ควรขยี้ตา/แคะจมูก ไม่ควรใช้รถสาธารณะ

วิธีป้องกันโควิด
วิธีป้องกันโควิด

3.สังเกตอาการ จากการสำรวจผู้ป่วยที่ติดควิด-19 ภายใน 14 วัน พบว่ามีอาการ ดังนี้ มีไข้สูงกว่า 37.5 องศาเซลเซียส มีน้ำมูก ไอจามแห้งๆ อ่อนเพลีย เสมหะ หายใจไม่ออก เจ็บคอเพราะเชื้ออาจลงคอไปแล้ว ปวดศรีษะ ครั่นเนื้อครั่นตัว หนาวสั่น อาเจียน หากมีอาการเหล่านี้ให้รีบแจ้ง 1669เพื่อรับตัวส่งรพ. กลุ่มเสี่ยงที่ต้องเผ้าระวัง คือ ผู้สูงอายุ 70 ปีขึ้นไป ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี

4.ฤดูหนาว อาจทำให้เกิดโรคที่มีอาการใกล้เคียงกับโควิด-19 อาจทำให้เกิดไข้หวัดใหญ่ ป้องกันได้ด้วยการฉีดววัคซีนฟรี ปีละ 1 ครั้ง และไข้เลือดออก ป้องกันด้วยการเก็บบ้าน เก็บขยะ กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายในน้ำขังที่อยู่ภายในบ้าน จึงต้องหมั่นสังเกตอาการ และไม่ตื่นตระหนก

ติดตามบทความ good health ในทุกสัปดาห์ได้ที่ howto-healthy.com

FB : Beauthy healthy

Categories
good health

“โรค” ที่เราสร้างขึ้นเอง

“โรค” ที่เราสร้างขึ้นเอง แต่เรามองข้ามไปหรือเปล่า

ถ้าพูดเรื่องโรคภัยไข้เจ็บนั้น แม้ชีวิตเราจะเต็มไปด้วยความเร่งรีบ ทำงานแข่งกับเวลา เราต้องหันมาใส่ใจดูแลตนเองควบคู่กันไปด้วย เราจะได้มีพลังกายที่แข็งแรง พร้อมรับมือกับสถานการณ์เร่งรีบได้ตลอดเวลา ไม่ต้องเสียเวลารักษาตัวเอง เพราะความเจ็บป่วยให้สิ้นเปลือง ค่ารักษาพยาบาลโดยไม่จำเป็น ซึ่งความเครียดกับงาน กินอาหารไม่มีประโยชน์ และไม่ออกกำลังกาย ส่งผลให้เกิดโรคต่างๆ ตามมา

โรคที่เราสร้างขึ้นเอง
โรคที่เราสร้างขึ้นเอง

               โรคต่างๆ ที่จะพูดถึงนั้น เรียกว่า “โรคที่เราสร้างขึ้นมาเอง” (Non-Communicable Disease) หรือที่เราเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า NCDs มันเป็นโรคที่เราสร้างมันขึ้นมาเอง เป็นกลุ่มโรคไม่ติดต่อ ไม่แพร่กระจายจากคนสู่คนได้เหมือนโรคติดต่อทั่วๆ ไป แต่มันจะเรียกอีกอย่างว่า…โรคไม่ติดต่อ ซึ่งมันเป็นโรคที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องยาวนาน ความเป็นไปของโรคเป็นไปอย่างช้าๆ ซึ่งหากใครเป็นแล้วจะไม่หาย แต่เราสามารถป้องกันการเกิดโรคเหล่านี้ได้ ซึ่งโรคที่เราได้ยินอยู่บ่อยๆ เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจ โรคถุงลมโป่งพอง โรคมะเร็ง โรคอ้วนลงพุง และโรคไต

กลุ่มโรคดังกล่าว เกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่ถูกต้อง ทั้งในด้านโภชนาการและการออกกำลังกาย ร่างกายของเราจึงเกิดสภาวะเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ ดังนี้

  • โรคเบาหวาน เกิดจากการทานอาหารหวานจัด หรือทานอาหารที่มีน้ำตาลมากเกินกว่าที่ร่างกายต้องการ ทำให้อินซูลินทำงานผิดปกติ น้ำตาลในเลือดสูงขึ้น
  • โรคความดันโลหิตสูง เกิดจากชอบทานอาหารที่มีไขมันสูง และเกิดจากความเครียดสะสม
  • โรคหลอดเลือดสมอง เกิดจากการทานอาหารที่มีไขมันสูง และการดื่มสุรา สูบบุหรี่เป็นประจำ
  • โรคหลอดเลือดหัวใจ เกิดจากการอุดตันของไขมันในเลือด
  • โรคถุงลมโป่งพอง และมะเร็งปอด เกิดจากการสูบบุหรี่เป็นระยะเวลานานๆ รวมถึงการรับควันบุหรี่มือสอง และการปล่อยให้มันลุกลาม
  • โรคไต เกิดจากการทานอาหารรสเค็มจัด หรือการกินอาหารที่มีโซเดียมสูงเกิน 2,000 mg ต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลานานๆ ทำให้ไตกรองของเสีย ทำงานหนักมากขึ้น
โรคที่เราสร้างขึ้นเอง
โรคที่เราสร้างขึ้นเอง

               ถึงเวลาที่เราหันมาใส่ใจกับสุขภาพของตนเองได้แล้วหรือยัง? เราสามารถป้องกันโรค NCDs ที่เกิดจากพฤติกรรมของเรา การแก้ปัญหาเราสร้างเองได้ตามหลักการ 3 อ. 2 ส. ซึ่งทำให้เรากลับมาใส่ใจสุขภาพของตนเอง โดยจะอธิบายเพิ่มเติมได้ว่า

  • อ : อาหาร จะต้องรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ หลีกเลี่ยงอาหารรสหวาน มัน เค็มมากเกินไป เช่น ขนมหวาน ทานอาหารรสจัด และดื่มน้ำอัดลม
  • อ : อารมณ์ ฝึกสมาธิ ผ่อนคลายความเครียด เช่น ทำงานอดิเรก ฟังเพลง พบปะเพื่อนๆ
  • อ : ออกกำลังกาย เคลื่อนไหวร่างกายเป็นประจำอย่างน้อยสัปดาห์ละ 5 วัน วันละ 30 นาที ใช้การเดินบันไดแทนการใช้ลิฟต์
  • ส : ไม่สูบ ลด ละ เลิกสูบบุหรี่ ที่เป็นอันตรายต่อตนเอง  และคนรอบข้าง
  • ส : ไม่ดื่มสุรา จะต้องไม่ดื่มสุราหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ไม่ว่าจะยามสุขภาพดีหรือยามเจ็บป่วย
โรคที่เราสร้างขึ้นเอง
โรคที่เราสร้างขึ้นเอง

ติดตามบทความ good health ในทุกสัปดาห์ได้ที่ howto-healthy.com

FB : Beauthy healthy