Categories
good food

7 สรรพคุณที่มีคุณค่าต่อร่างกายของกระเจี๊ยบแดง

น้ำกระเจี๊ยบแดง เครื่องดื่มที่เรานิยมดื่มกันมากในปัจจุบัน มีสีแดงสดๆสวยน่าทาน ส่วนมากแล้วจะนิยมดื่มแบบเย็นๆใส่น้ำแข็ง หรือว่าแช่ตู้เย็นให้เย็นฉ่ำ แล้วค่อยนำมาดื่มแก้กระหายดีมากในเวลาที่อากาศร้อนจัดๆ

มีรสหวานๆอมเปรี้ยวนิดๆอร่อยชื่นใจ แล้วยังมีสรรพคุณที่มีประโยชน์ต่อร่างกายของเราหลายอย่างทีเดียว ในบทนี้จึงขอนำ สรรพคุณที่มีคุณค่าต่อร่างกายของน้ำกระเจี๊ยบมาฝากกัน ใครที่ชอบดื่มน้ำกระเจี๊ยบเป็นประจำเหมือนๆกัน เราต้องมาติดตามกันเลย

  1. กระเจี๊ยบแดงช่วยแก้กระหาย

การดื่มน้ำกระเจี๊ยบแดงเย็นๆ จะช่วยทำให้ร่างกายของเรารู้สึกสดชื่นมากขึ้นได้ และยังช่วยป้องกันการเกิดภาวะขาดน้ำในร่างกายด้วย วิธีการทำน้ำกระเจี๊ยบแดงแบบง่ายๆ เพียงให้เราใช้ดอกกระเจี๊ยบแห้งสักประมาณหม้อเล็กๆ ก็ให้ใช้สัก 4-5 ดอก  นำมาใส่ต้มในน้ำร้อน จนน้ำออกสีแดงสดๆ เติมน้ำตาลนิดหน่อย แต่ถ้าใครไม่อยากทานหวานก็ไม่ต้องใส่ แค่นี้ก็จะได้น้ำกระเจี๊ยบสีแดงๆ ใส่น้ำแข็งเย็นๆทานแล้วชื่นใจเอาไว้ดื่มแล้ว

  • กระเจี๊ยบแดงช่วยลดไขมัน

สำหรับใครที่มีน้ำหนักตัวมากเกินพอดี มีไขมันเยอะ ควรทานน้ำกระเจี๊ยบแดงเป็นประจำ จะช่วยในการป้องกันไม่ให้คอเลสเตอรอลในร่างกายสูงมากจนเกินไป ทั้งยังช่วยบำรุงเลือดได้ด้วย

  • กระเจี๊ยบแดงช่วยป้องกันการเกิดโรคโลหิตจาง

โรคโลหิตจางเกิดได้กับคนทุกเพศทุกวัย  การทานน้ำกระเจี๊ยบแดงเป็นประจำ จะช่วยป้องกันการเกิดโรคนี้ได้ เพราะสรรพคุณของกระเจี๊ยบแดงนั้น มีธาตุเหล็กที่เป็นแร่ธาตุสำคัญต่อร่างกาย ในการช่วยไม่ให้ร่างกายของเราเกิดภาวะโลหิตจางได้

  • กระเจี๊ยบแดงช่วยป้องกันการเกิดนิ่ว

การที่เราทานน้ำกระเจี๊ยบแดงเป็นประจำ จะช่วยให้ร่างกายสามารถลดความเสี่ยงต่อการเกิดนิ่วในท่อปัสสาวะ และโรคไตได้ เพราะในกระเจี๊ยบแดงจะมีสารที่ช่วยขับกรดบางชนิด ที่เป็นสาเหตุของการเกิดนิ่วได้ เช่น กรดยูริก แคลเซียม และโพแทสเซียม

  • กระเจี๊ยบแดงช่วยในการรักษาแผล

หากว่าเรามีแผลต่างๆตามร่างกายที่เป็นแผลสด ให้เรานำใบสดๆของต้นกระเจี๊ยบแดง มาล้างทำความสะอาดให้ดี จากนั้นก็นำมาบดให้ละเอียดจนเป็นน้ำ แล้วก็นำมาพอกตรงแผลที่เราเป็นอยู่  จะช่วยทำให้เลือดแข็งตัว และก็ทำให้แผลของเราหายเร็วยิ่งขึ้นนั่นเอง

  • กระเจี๊ยบแดงช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ

กระเจี๊ยบแดงนั้นถือเป็นสมุนไพรที่มีคุณสมบัติพิเศษ อย่างหนึ่ง คือ จะมีฤทธิ์ช่วยยับยั้งความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจได้ เนื่องจาก สารแอนโธไซยานิน ที่มีอยู่ในกระเจี๊ยบแดง เป็นสารที่จะช่วยทำให้เลือดไม่แข็งตัว และไม่ไปเกาะกับหลอดเลือดที่จะเป็นสาเหตุของการเกิดโรคหัวใจ จึงทำให้ระบบไหลเวียนเลือดมีความสมดุลมากขึ้น การที่เราดื่มน้ำกระเจี๊ยบแดงเป็นประจำ ก็เท่ากับการลดความเสี่ยงของการเป็นโรคหัวใจไปด้วยนั่นเอง

  • กระเจี๊ยบแดงช่วยบรรเทาอาการไข้

การทานใบกระเจี๊ยบแดงในตอนที่เรากำลังป่วยเป็นไข้ จะช่วยทำให้ร่างกายเรารู้สึกดีขึ้นได้ นอกจากนี้ยังช่วยละลายเสมหะในลำคอได้อีกด้วย

นี่ก็คือ 7 สรรพคุณของกระเจี๊ยบแดงที่มีคุณค่าต่อร่างกายของเราที่นำมาฝากกันในบทนี้ ใครที่ไม่ค่อยชอบทาน ต้องรีบหันไปทานกระเจี๊ยบแดงให้มากขึ้นกันเลย  แล้วในบทหน้าเรามาพบกันใหม่กับเรื่องสุขภาพที่น่ารู้ใกล้ตัวที่จะนำมาฝากกันอีกในทุกสัปดาห์ จะเป็นเรื่องอะไรนั้น ต้องรอติดตามกันต่อ

ติดตามบทความ good food ในทุกสัปดาห์ได้ที่ howto-healthy.com

Categories
good food

แปรงฟันอย่างไรให้ฟันมีสุขภาพที่ดี

การแปรงฟันถือว่าเป็นกิจวัตรประจำวันของเราทุกคนที่ต้องทำเป็นประจำทุก ๆ วันเพื่อให้สุขภาพของความมีสุขภาพที่ดีและช่วยลดปัญหาในช่องปาก โดยพวกเราทุกคนอาจจะแปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้งตอนเช้าและก่อนนอนแต่สำหรับบางคนอาจจะมีการเพิ่มการแปรงฟันช่วงกลางวันหลังจากรับประทานอาหารเสร็จอีก 1 ครั้ง

แต่ในทุกครั้งที่เราแปรงฟันระยะเวลาที่ใช้ในการแปรงฟันของแต่ละคนก็มีแตกต่างกันออกไปบางคนก็ใช้เวลาไม่ถึง 1 นาทีบางคนก็ใช้เวลานานเกินกว่า 1 นาที แต่เราควรใช้เวลากับการแปรงฟันนานเท่าไหนล่ะถึงจะเหมาะสมและทำให้ฟันของเรามีสุขภาพที่ดีรวมไปถึงสุขภาพช่องปากและเช่นเดียวกัน

ภาพจาก Pexels

ตั้งแต่ในช่วงปี 1970 เป็นต้นมาทันตแพทย์จะมีการแนะนำว่าให้แปรงฟันอย่างน้อยครั้งละ 2 นาทีโดยใช้แปรงสีฟันที่มีขนนุ่ม ถึงจะทำให้มีสุขภาพของช่องปากและสุขภาพฟันที่ดี แต่ดูเหมือนว่าการแปรงฟันอย่างน้อย 2 นาทีต่อ 1 ครั้งอาจจะยังไม่พอถึงแม้ว่าจะทำให้สุขภาพฟันและสุขภาพช่องปากดีขึ้นแต่ว่าก็ยังไม่ได้ดีมากที่สุด

จากงานวิจัยตั้งแต่ในช่วงปี 1990 เป็นต้นมาค้นพบว่าการแปรงฟันเกิน 2 นาทีจะมีประสิทธิภาพในการช่วยลดคราบแบคทีเรียในฟันในระยะยาวได้ดีมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามไม่มีความชัดเจนมากนักว่าผลของการแปรงฟันเกินกว่า 2 นาทีในระยะยาวจะช่วยทำให้สุขภาพของฟันและช่องปากดีมากขึ้นแค่ไหนเพราะว่าเป็นเรื่องยากต่อการทำวิจัยนั้นเอง

ภาพจาก Pexels   

ทุกวันนี้เราแปรงฟันเพื่อที่จะทำความสะอาดฟันเพียงเท่านั้นโดยอาจจะยังไม่ได้มีความละเอียดมากมายมากนักในการแปรงฟันบางครั้งในบริเวณที่แปรงสีฟันไม่สามารถเข้าถึงก็จะมีแบคทีเรียสะสมอยู่ได้ จนก่อเกิดกลายเป็นหินปูนภายในฟันซึ่งจะมีลักษณะเหนียว

ถ้าหากว่าไม่แปรงฟันอย่างถูกวิธีหรือละเลยการแปรงฟันในบางวันก็อาจจะทำให้เกิดปัญหาในช่องปากอย่างเหงือกอักเสบทำให้ในเวลาเราแปรงฟันอาจจะมีเลือดออกตามเหงือกได้ รวมไปถึงทำให้มีกลิ่นปากและฟันผุได้ในที่สุด

ภาพจาก Pexels

ดังนั้นเมื่อเราแปรงฟันในแต่ละครั้งก็ควรที่จะส่องกระจกและแปรงฟันทีละซี่ให้สะอาดให้ได้มากที่สุดโดยระยะเวลาในการแปรงฟันยิ่งเยอะมากเท่าไหร่ก็จะทำให้ฟันเราสะอาดมากขึ้นเท่านั้น รวมไปถึงไม่ควรแปรงมากเกินไปในแต่ละวันเพราะอาจจะทำให้เหงือกอักเสบได้นั่นเองและการใช้แปลงก็มีผลต่อสุขภาพฟันและช่องปากด้วยเช่นเดียวกันเราควรเลือกแปรงสีฟันที่มีความนุ่มของขนแปรงเพื่อถนอมช่องปากของเรา การเลือกแปรงสีฟันที่มีขนแข็งอาจจะทำความเสียหายในบริเวณช่องปากได้ หลังจากที่แปรงฟันเสร็จเรียบร้อยแล้วในบริเวณที่แปรงสีฟันแม่สามารถเข้าไปทำความสะอาดได้อาจจะใช้ไหมขัดฟันในการช่วยในการทำความสะอาดบริเวณดังกล่าวเพื่อลดคราบหินปูนและคราบแบคทีเรีย

ข้อมูลจาก CNN

ติดตามบทความ good food ในทุกสัปดาห์ได้ที่ howto-healthy.com

Categories
good food

7 คุณประโยชน์ของการดื่มน้ำขิงร้อนๆ

น้ำขิงร้อนๆสักแก้ว ในยามบ่ายๆที่เราต้องการเวลาพักผ่อนคลายความเครียดจากการทำงาน หรือว่าภารกิจประจำวันที่เราต้องทำในแต่ละวัน เป็นเวลาอันแสนวิเศษที่บางครั้งเราแทบจะไม่อยากกลับมาทำงาน หรือว่าทำหน้าที่ของเราต่อเลยทีเดียว ในบทนี้จึงขอนำคุณประโยชน์ของน้ำขิงร้อนๆมาฝากกัน ใครที่ชอบดื่มน้ำขิงร้อนๆในยามพักผ่อนเหมือนกัน เราต้องมาติดตามกันเลย

  1. การดื่มน้ำขิงร้อนๆช่วยในการบรรเทาอาการหวัดได้

 การที่เราดื่มหรือจิบน้ำขิงร้อนๆสักแก้ว ในยามที่เราป่วยเป็น     ไข้หวัดอยู่ด้วยนั้น น้ำขิงร้อนๆจะช่วยลดเสมหะและน้ำมูกลงได้ และยังจะช่วยค่อยๆ ทำให้อาการหวัดของเราดีขึ้นด้วย

  • การดื่มน้ำขิงร้อนๆช่วยในการรักษาโรคกรดไหลย้อน

การที่เราดื่มหรือจิบน้ำขิงร้อนๆ ในระหว่างวันในขณะที่เราทำงาน หรือทำกิจวัตรประจำวันไปด้วยบ่อยๆนั้น จะช่วยในการบรรเทาอาการกรดไหลย้อนได้ดี

  • การดื่มน้ำขิงร้อนๆช่วยในการป้องกันมะเร็ง

น้ำขิงร้อนๆที่เราดื่มเข้าไปเป็นประจำนั้น จะมีส่วนในการเข้าไปช่วยกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์ที่มีชื่อว่า กลูตาไธโน-เอส-ทรานสเฟอเรส (Glutathione S-transferase) ที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยป้องกันโรคมะเร็งได้

  • การดื่มน้ำขิงร้อนๆช่วยในการลดระดับน้ำตาลในเลือด

น้ำขิงมีฤทธิ์ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ดี จึงเป็นเครื่องดื่มที่เหมาะกับผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 แต่ว่าอย่างไรก็ตามเราควรดื่มน้ำขิงภายใต้การดูแลของแพทย์ที่ทำการรักษาด้วย

  • การดื่มน้ำขิงร้อนๆลดความเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูง

ในน้ำขิงมีโซเดียมต่ำ การที่เราดื่มน้ำขิงร้อนๆเป็นประจำ จึงสามารถช่วยลดระดับความดันโลหิตสูงได้ด้วย

  • การดื่มน้ำขิงร้อนๆช่วยบรรเทาอาการปวดศรีษะไมเกรน

การที่เราจิบน้ำขิงร้อนๆ ก่อนจะถึงช่วงเวลาที่เราทราบว่าไมเกรนจะกำเริบนั้น จะทำให้อาการปวดศรีษะลดน้อยลงได้ เพราะว่าในน้ำขิงนั้นมีสรรพคุณที่ช่วยในการยับยั้งฮอร์โมนเกี่ยวกับอาการอักเสบได้

  • . การดื่มน้ำขิงร้อนๆช่วยในการลดอาการท้องอืด

น้ำขิงนั้นเป็นสมุนไพรฤทธิ์ร้อน จึงสามารถช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบการขับถ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้อาการท้องอืดของเราดีขึ้นได้นั่นเอง

นี่ก็คือ 7 คุณประโยชน์ในการดื่มน้ำขิงร้อนๆที่นำมาฝากกันในบทนี้ การดื่มน้ำขิงร้อนๆนั้นจะดีกว่าการดื่มน้ำขิงแบบเย็นๆใส่น้ำแข็ง เพราะว่าน้ำขิงแบบเย็นๆนั้นจะช่วยดับกระหายน้ำให้เราได้เพียงอย่างเดียว คุณประโยชน์อย่างอื่นที่กล่าวมาจะอยู่ในน้ำขิงร้อนๆ เท่านั้น ทราบแล้วก็ขอให้เราดื่มน้ำขิงร้อนๆกันให้บ่อยขึ้น แล้วในบทหน้าเรามาพบกันใหม่กับเรื่องสุขภาพที่น่ารู้ใกล้ๆตัวเราที่จะนำมาฝากกันอีกได้ในทุกสัปดาห์ จะเป็นเรื่องอะไรกันบ้าง ต้องรอติดตามกันต่อ

ติดตามบทความ good food ในทุกสัปดาห์ได้ที่ howto-healthy.com

Categories
good food

7 อาหารช่วยต้านโรคหวัด

โรคหวัด ไม่ใช่เฉพาะในหน้าฝนเท่านั้น ที่เราจะสามารถติดเชื้อหวัดได้ ในยุคสมัยปัจจุบันนี้ พวกเราสามารถติดเชื้อโรคหวัดได้อยู่เสมอ จากสภาพแวดล้อม ที่มีแต่มลพิษแทบทุกแห่งบนโลก แถมในตอนนี้ยังมีโรคระบาดโควิด-19 อีกต่างหาก แหล่งเสื่อมโทรม ที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ

ที่เป็นแหล่งกระจายเชื้อโรคได้อย่างดี ในบทนี้จึงขอนำ 7 อาหารที่ช่วยต้านโรคหวัดมาฝากทุกคนกัน เพื่อจะได้ทราบว่าในแต่ละวันเราควรจะทานอาหารอะไรบ้าง เพื่อช่วยป้องกันเชื้อโรคหวัด อย่างน้อยก็จะทำให้เรามีภูมิต้านทานเชื้อโรคต่างๆได้มากขึ้น ใครอยากจะทราบกันแล้ว เรามาติดตามกันเลย ว่ามีอาหารอะไรบ้างนะ

  1. ผลไม้ตระกูลส้ม

ลูกกลมๆสีส้มๆสวยสดใส มีหลายพันธุ์ให้เราเลือกทานไม่ว่าจะเป็นส้มเขียวหวานหรือส้มพันธุ์อื่นๆ ที่อุดมไปด้วยวิตามินซีสูงมาก การทานส้ม จึงช่วยป้องกันร่างกายไม่ให้เป็นหวัดได้ง่าย นอกจากนี้ส้มยังเป็นผลไม้ที่ช่วยแก้อาการไอ ขับเสมหะ และยังมีไฟเบอร์สูง ซึ่งช่วยในเรื่องของการย่อยอาหารได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

  • โยเกิร์ต

ในโยเกิร์ตนั้นอุดมไปด้วยจุลินทรีย์ขนาดเล็กนับล้านๆตัว การทานโยเกิร์ตจึงสามารถช่วยเพิ่มการทำงานของเม็ดเลือดขาว และช่วยเพิ่มสารแอนติบอดี้บางชนิดในร่างกายได้ ทำให้ช่วยในการบรรเทาอาการหวัดและภูมิแพ้ได้ด้วย

  • เมนูยำรสเด็ด

เพราะว่าในส่วนประกอบของยำแต่ละประเภทนั้นมักจะมีส่วนประกอบไปด้วยหอมหัวใหญ่ พริกขี้หนู กระเทียม ซึ่งล้วนมีคุณสมบัติในการป้องกันโรค เช่น แก้หวัด คัดจมูก แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ เหมาะที่จะทานมากๆในช่วงที่สภาพอากาศเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็น ยำวุ้นเส้น ยำรวมมิตร ยำทะเล เป็นต้น

  • น้ำผลไม้สมูทตี้ และน้ำสมุนไพร

โบกมือลาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แล้วเปลี่ยนมาเป็นการดื่มน้ำผักผลไม้ หรือน้ำสมุนไพรแทน เช่น น้ำส้ม น้ำมะนาว ที่อุดมไปด้วยวิตามินซี ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันโรคหวัดได้ดี โดยเฉพาะเมื่อตอนที่เป็นหวัดแล้ว ควรดื่มน้ำมะนาวผสมน้ำเปล่าอุ่นๆ จะช่วยลดน้ำมูกและช่วยบรรเทาอาการหวัด หรือน้ำสมุนไพร เช่น น้ำตะไคร้ น้ำสมุนไพรที่เราทำเองได้ง่ายๆมีประโยชน์มากๆโดยเฉพาะกับผู้ที่มีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล จากโรคหวัด ให้นำต้นตะไคร้มาหั่นเป็นท่อนๆ แบบบุบพอแตก ต้มกับน้ำเปล่าให้เดือด ดื่มหรือจิบบ่อยๆ จะช่วยในการบรรเทาอาการหวัดได้ แต่ถ้ายังไม่เป็นหวัดก็สามารถต้มน้ำตะไคร้ดื่มแบบเย็นๆได้เช่นกัน ถือเป็นเครื่องดื่มที่อร่อยและดีต่อสุขภาพ

  • อาหารที่มีวิตามินซีสูง และสารต้านอนุมูลอิสระ

อาหารที่มีวิตามินซีและสารต้านอนุมูลอิสระ หาทานได้ไม่ยาก อยู่รอบตัวเราทั้งนั้น ซึ่งอาหารที่มีสารเหล่านี้จะช่วยเพิ่มภูมิต้านทานโรคและช่วยกำจัดสิ่งแปลกปลอมหรือเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกาย และป้องกันการติดเชื้อได้อีกด้วย เช่น กะหล่ำปลี แครอท ผักใบสีเขียวจัดๆ ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ส้ม ฝรั่ง องุ่น แคนตาลูป มะละกอสุก เป็นต้น

  • ซุปไก่ร้อนๆ

การทานเมนูซุปไก่จะช่วยลดอาการคัดจมูก ควรเติมผักเข้าไปในซุปด้วยจะดีมาก เพื่อเพิ่มสารอาหาร เช่น หอมใหญ่ ขึ้นฉ่าย มะเขือเทศ มันฝรั่ง ซุปไก่ที่ผ่านกระบวนการตุ๋นนานๆ จนโปรตีนย่อยสลายเป็นไดเปปไทด์ จะช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกัน ช่วยให้ร่างกายสดชื่น และยังให้โปรตีนที่ดีต่อร่างกายด้วย แถมยังช่วยลดอาการไอได้ด้วยสิ

  • อาหารรสเผ็ด

อาหารที่มีรสเผ็ดจะช่วยให้เรารู้สึกจมูกโล่ง หายคัดจมูกได้ ก็คือเมนูอาหารรสเผ็ดร้อนอะไรก็ตามที่มีพริกเป็นส่วนประกอบ ไม่ว่าจะเป็น พริกขี้หนู พริกชี้ฟ้า พริกแห้ง รวมไปถึงพริกไทย และสมุนไพรรสเผ็ดร้อนอื่น ๆ เมนูง่ายๆที่มีพริกเป็นส่วนประกอบเช่น พริกขี้หนูในต้มยำ พริกชี้ฟ้าในผัดเผ็ด พริกไทยในแกงเลียง พริกแห้งในลาบ หรือใครที่ทานเผ็ดไม่ได้ แนะนำให้ทำน้ำขิงร้อนๆดื่มแทนก็ได้ ก็จะช่วยให้ระบบการหายใจทำงานคล่องขึ้นเช่นกัน

นี่ก็คือ 7 อาหารช่วยต้านโรคหวัด ที่นำมาฝากกันในบทนี้ ลองนำไปเป็นหลักในการเลือกทานเมนูอาหารที่ช่วยต้านโรคหวัดเหล่านี้กัน ในมื้ออาหารที่เราต้องทานในแต่ละวัน แล้วในบทหน้าเรามาพบกันใหม่กับเคล็ดลับเรื่องสุขภาพที่จะไปสรรหามาฝากกันอีกได้ในทุกสัปดาห์ จะเป็นเคล็ดลับสุขภาพเรื่องอะไรกันบ้าง เราต้องมาติดตามกันต่อ

ติดตามบทความ good food ในทุกสัปดาห์ได้ที่ howto-healthy.com

Categories
good food

7 สรรพคุณของบลูเบอร์รี่ ผลไม้ที่ดีต่อสุขภาพ

บลูเบอร์รี่ ผลไม้ที่มีสีม่วงสวยสดเข้มๆ เป็นผลไม้จากเมืองนอก ที่มีจำหน่ายอยู่ทั่วไปในบ้านเราตามซุปเปอร์มาร์เกตห้างสรรพสินค้า ในปัจจุบันนี้มีการนำเอาบลูเบอร์รี่มาทำเป็นผลิตภัณฑ์บรรจุกระป๋อง

โหลแก้ว หลายประเภท หลายยี่ห้อ ทั้งจากเมืองนอก และในบ้านเราเอง มีการนำผลบลูเบอร์รี่ไปผสมกับนม โยเกิร์ต มากมายหลายชนิด หลายยี่ห้อเช่นกัน ในบทนี้จึงขอนำสรรพคุณที่มีดีต่อสุขภาพของบลูเบอร์รี่มาฝากทุกคนกัน ใครที่ชอบทานผลิตภัณฑ์อาหารที่มีส่วนผสมหรือว่าทำมาจากผลบลูเบอร์รี่เหมือนๆกัน เรามาติดตามกันเลย

  1. การทานบลูเบอร์รี่ช่วยในการบำรุงเลือด บำรุงผิวพรรณ ในบลูเบอร์รี่มีสารแอนโทไซยานิน (Anthocyanin) อยู่ เป็นสารจำพวกฟลาโวนอยด์ที่มีสีแดงอมม่วง สารนี้จะมีส่วนในการช่วยทำให้หลอดเลือดแข็งแรง ทำให้การไหลเวียนของเลือดอยู่ในระดับที่เล็กมากขึ้น
  2. ช่วยในการทำงานของกระบวนการเมตาบอลิซึ่มของเซลล์เรตินา ทั้งยังอุดมไปด้วยวิตามินซี ที่จะช่วยในการบำรุงผิวพรรณของเราให้สดใส เปล่งปลั่ง และแก้มแดงมีเลือดฝาด ดูผิวสวยแบบสุขภาพดีขึ้น
  3. การทานบลูเบอร์รี่ช่วยในการบำรุงหัวใจ การทานอย่างเป็นประจำต่อเนื่อง ช่วยลดการแข็งตัวของเลือดและไตรกีเซอไรด์ลงได้ ในคนที่มีภาวะโรคหัวใจ ผู้ป่วยบางรายแพทย์อาจจ่ายยาที่มีแอสไพรินเพื่อลดการแข็งตัวของเลือด การทานยาประเภทนี้อาจมีผลข้างเคียงกับร่างกายหลายอย่าง หากทานบลูเบอร์รี่อย่างต่อเนื่องได้ก็จะช่วยต่อต้านการเกิดภาวะดังกล่าวได้
  • การทานบลูเบอร์รี่ช่วยให้ระบบย่อยอาหารและระบบขับถ่ายดีขึ้น บลูเบอร์รี่มีไฟเบอร์อยู่สูงมาก จึงมีส่วนช่วยให้ระบบขับถ่ายของเราทำงานได้ดีขึ้น และถ้าในบางวันที่เราทานเนื้อสัตว์เข้าไปเยอะๆ อาจทำให้เรามีภาวะจุกเสียดแน่นท้องได้ เพราะว่าอาหารไม่ย่อย ให้เราลองทำน้ำบลูเบอร์รี่สมูทตี้ ดื่มตามมื้ออาหาร สาร Actinide ที่อยู่ในบลูเบอร์รี่จะเป็นตัวช่วยย่อยโปรตีนได้ดี
  • การทานบลูเบอร์รี่ช่วยบำรุงสมอง อีกหนึ่งคุณประโยชน์ที่สำคัญมากๆ ของบลูเบอร์รี่ ก็คือ บลูเบอร์รี่สามารถช่วยบำรุงระบบประสาทได้ ทำให้สมองทำงานได้เต็มที่ ทำให้ความจำดีขึ้น ถ้าทานอย่างต่อเนื่องยังสามารถป้องกันโรคความจำเสื่อมในวัยสูงอายุได้ด้วย
  • การทานบลูเบอร์รี่ช่วยในการลดน้ำหนักได้อย่างดี ในผลบลูเบอร์รี่ มีกากใยสูงถึง 3.6 กรัม และยังมีแคลอรี่ต่ำ จะทำให้เรารู้สึกอิ่มนานขึ้น ช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดีขึ้น ถือเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ดีมากๆ สำหรับคนที่ต้องการลดน้ำหนัก
  • การทานบลูเบอร์รี่ช่วยในการชะลอเซลล์มะเร็งได้ การที่เราทานบลูเบอร์รี่เป็นประจำ จะมีส่วนช่วยในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งภายในร่างกายของเราได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะมะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ และมะเร็งต่อมลูกหมาก
  • บลูเบอร์รี่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ บลูเบอร์รี่มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระอยู่สูงมาก มากที่สุดในผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ การที่เราทานบลูเบอร์รี่จึงช่วยต่อต้านสารอนุมูลอิสระต่างๆ ที่จะมาทำลายผิวให้เกิดริ้วรอย และยังช่วยขจัดเซลล์ผิวเก่าที่เสื่อมสภาพแล้วให้หลุดออกไป พร้อมเผยผิวใหม่ที่สดใสกว่าเดิมออกมาอีกด้วย

นี่คือ 7 สรรพคุณที่ดีต่อสุขภาพของบลูเบอร์รี่ที่เรานำมาฝากกันในบทนี้ ใครที่ไม่ค่อยได้ซื้อผลิตภัณฑ์บลูเบอร์รี่มาทาน ต้องลองไปหาซื้อผลิตภัณฑ์อาหารที่มีส่วนผสมของบลูเบอร์รี่มาทานกันให้มากขึ้นแล้วล่ะ เพื่อผลดีต่อสุขภาพของเราเอง แล้วในบทหน้าเรามาพบกันใหม่กับเรื่องสุขภาพที่จะนำมาฝากกันต่อได้ในทุกสัปดาห์ ต้องคอยติดตามกันว่าจะเป็นเรื่องอะไรบ้าง

ติดตามบทความ good food ในทุกสัปดาห์ได้ที่ howto-healthy.com

Categories
good food

7 สรรพคุณของน้ำเก๊กฮวยที่ดีต่อสุขภาพ

น้ำเก๊กฮวย ที่เราหาซื้อดื่มได้ทั่วไปตามร้านขายอาหาร หรือว่าในปัจจุบันนี้มีการบรรจุกระป๋องจำหน่ายตามห้างสรรพสินค้าหรือว่าซุปเปอร์มาร์เกตทั่วๆไปด้วย ดื่มน้ำเก๊กฮวยเย็นๆแล้วช่วยดับกระหายน้ำได้ดี มีกลิ่นรสชาติ

ที่หอมหวานอร่อย และนอกจากความหอมหวานเย็นชื่นใจของน้ำเก๊กฮวยแล้ว น้ำเก๊กฮวยยังมีสรรพคุณที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพของเราด้วย บทนี้จึงขอนำสรรพคุณ 7 ข้อของเก๊กฮวยมาฝากกัน ใครที่ชอบดื่มน้ำเก๊กฮวย เรามาติดตามกันเลย

  1. เก๊กฮวยช่วยดับร้อน ดอกเก๊กฮวยนั้นมีฤทธิ์เย็น ช่วยดับพิษร้อนในร่างกายของเราได้ ช่วยแก้อาการร้อนใน แก้กระหาย แก้ไข้ ให้เราใช้ดอกเก๊กฮวยแห้งประมาณ 5-9 กรัมนำมา ต้มกิน หรือทำเป็นชา แล้วดื่มในปริมาณที่เหมาะสม
  2. เก๊กฮวยดีต่อระบบหัวใจของเรา เก๊กฮวยเป็นพืชสมุนไพรที่ดีต่อสุขภาพของหัวใจ เก๊กฮวยมีฤทธิ์ในการช่วยลดระดับความดันโลหิตภายในร่างกายได้ และยังได้รับการยืนยันจากทางมูลนิธิโรคหัวใจแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ระบุว่า เก๊กฮวยช่วยป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือดได้อีกด้วย
  3. เก๊กฮวยช่วยกระตุ้นระบบย่อยอาหาร โดยเฉพาะการที่เราดื่มชาเก๊กฮวยร้อน ๆ จะช่วยทำให้ระบบย่อยอาหารของเราทำงานได้ดีขึ้น ช่วยบรรเทาอาการปวดท้องจากอาหารไม่ย่อยได้ ให้เราใช้ดอกเก๊กฮวยแห้งประมาณ 5-9 กรัม ต้มกิน หรือทำเป็นชา แล้วดื่มในปริมาณที่เหมาะสม
  • เก๊กฮวยช่วยในการแก้วิงเวียนได้ หากว่าเรามีอาการปวดศีรษะ วิงเวียน ตามตำราโบราณนั้นมีสาแหตุเนื่องมาจากการกำเริบของหยางในตับ หรือความสมดุลของตับนั่นเอง เราสามารถใช้เก๊กฮวยร่วมกับโกศสอ น่าจะหาซื้อได้ตามร้านขายยาแผนโบราณ และสมุนไพรฤทธิ์เย็นชนิดอื่นๆเพื่อบรรเทาอาการเหล่านี้ได้
  • เก๊กฮวยช่วยแก้อาการตาบวมแดงได้ มาจากในตำรับยาสมุนไพรของจีนมักใช้ดอกเก๊กฮวยผสมกับใบหม่อน เก๋ากี้ หรือชุมเห็ดไทย รักษาอาการตาบวมแดงจากการตากลม หรือตาบวมแดงจากภาวะตับพร่อง ไฟในตับมาก โดยใช้ดอกสดล้างสะอาด ตำให้แหลก แล้วนำมาประคบที่ดวงตาที่มีอาการ
  • เก๊กฮวยช่วยในการรักษาผมร่วง มาจากตำรับยาจากประเทศเวียดนามใช้ดอกเก๊กฮวยสดตำละเอียดแล้วกลั่นเอาแต่น้ำมาหมักผม โดยชาวเวียดนามเชื่อว่าดอกเก๊กฮวยสามารถช่วยรักษาอาการผมร่วงได้ และยังช่วยให้สีผมดำ เงางามขึ้นด้วย ทั้งยังไม่เปลี่ยนเป็นสีเทาก่อนวัยอันควร
  • เก๊กฮวยช่วยในการรักษาแผลฝีหนอง และแผลบวม โดยให้เราใช้ดอกเก๊กฮวยสด 1 กำมือ ล้างให้สะอาด บดผสมน้ำแล้วดื่ม และจากนั้นก็ให้นำกากดอกเก๊กฮวยที่เหลือจากการต้มน้ำดื่มอยู่นั้นมาพอกตามแผลที่เป็นฝีหนองและแผลบวมด้วย

และนี่ก็คือ 7 สรรพคุณของน้ำเก๊กฮวย ที่เราชอบดื่มกันที่นำมาฝากกันในบทนี้ ใครที่ไม่ค่อยชอบดื่มน้ำเก๊กฮวย ลองหันไปดื่มน้ำเก๊กฮวยดูบ้าง เพื่อประโยชน์สรรพคุณที่ดีต่อสุขภาพของเรา แล้วในบทหน้าเรามาพบกันใหม่กับเรื่องสุขภาพที่จะนำมาฝากกันต่อในทุกสัปดาห์ จะเป็นเรื่องอะไรกันบ้าง ต้องคอยติดตามกันต่อ

ติดตามบทความ good food ในทุกสัปดาห์ได้ที่ howto-healthy.com

Categories
good food

7 ผลไม้ช่วยเคลือบกระเพาะอาหาร

หากว่าเรามีอาการแสบท้อง จากโรคกระเพาะ สิ่งที่เราควรทำก็คือ ไม่ทานอาหารในปริมาณที่มากจนเกินไปในมื้อเดียว ให้ทานน้อยลง แต่ให้เราเพิ่มเป็นวันละ 4-5 มื้อแทน จะช่วยได้ดีกว่า รวมทั้งให้เราทานอาหารที่มีกากใยสูง เช่น ผัก ผลไม้ ให้มากขึ้นด้วย จึงมีผลไม้ที่จะสามารถช่วยในการบรรเทาอาการแสบท้องจากโรคกระเพาะได้ ข้อมูลที่นำมาฝากนี้มาจากข้อมูลทางการแพทย์ที่เชื่อถือได้ ในบทนี้จึงขอนำ 7 ผลไม้ช่วยเคลือบกระเพาะอาหาร มาฝากทุกคนกัน โดยเฉพาะคนที่เป็นโรคกระเพาะอาหาร จะมีผลไม้อะไรบ้าง เรามาติดตามไปพร้อมๆกันเลย

  1. กล้วย

ประโยชน์ของกล้วยจะช่วยบรรเทาอาการโรคกระเพาะได้หลายทาง ไม่ว่าจะเป็นการนำสารแทนนินจากกล้วยดิบ (ในรูปแบบผงกล้วยดิบชงดื่ม) มาช่วยเคลือบกระเพาะอาหาร หรือการกินกล้วยน้ำว้า กล้วยหอมสุก เพื่อให้ร่างกายได้รับใยอาหารชนิดละลายน้ำ ที่จะช่วยในการดูดซึมของผนังกระเพาะอาหาร รักษาแผลในกระเพาะอาหารให้หายเร็วขึ้นได้

นอกจากนี้ในกล้วยยังมีสารชนิดพิเศษที่จะเข้าไปช่วยกระตุ้นการแบ่งตัวของเซลล์ในกระเพาะอาหารด้วย เสริมสร้างความแข็งแรงให้กระเพาะอาหารทนกรดได้ดีขึ้น อีกทั้งในกล้วยยังมีทริปโตเฟน ซึ่งเป็นกรดอะมิโนจำเป็นที่เมื่อเราทานเข้าไปแล้ว ร่างกายจะเปลี่ยนให้เป็นเซโรโทนิน สารสื่อประสาทที่จะช่วยกระตุ้นให้กระเพาะอาหารสร้างเยื่อเมือกตามธรรมชาติออกมาเคลือบแผลในกระเพาะ ลดอาการแสบระคายท้อง และเซโรโทนินยังช่วยคลายเครียด ช่วยให้นอนหลับสบายมากขึ้นได้อีกด้วย

แต่อย่างไรก็ตาม คนที่เป็นโรคกระเพาะก็ไม่ควรกินกล้วยตอนท้องว่าง เพราะว่าในกล้วยนั้นมีคาร์โบไฮเดรตที่ร่างกายจำเป็นต้องย่อยเพื่อเปลี่ยนแป้งเป็นน้ำตาล ซึ่งร่างกายจะหลั่งน้ำย่อยออกมามาก และอาจทำให้คนเป็นโรคกระเพาะหรือโรคกรดไหลย้อนอาการกำเริบได้ ดังนั้นถ้าจะกินกล้วยช่วยลดอาการโรคกระเพาะ ก็ให้เราหลังจากมื้ออาหารแล้ว

  • แอ้ปเปิ้ล

ในแอปเปิ้ลนั้นมีสารเพกตินที่จะช่วยในการเคลือบกระเพาะอาหาร เสริมภูมิต้านทานให้เยื่อบุกระเพาะอาหารทนต่อกรดจากน้ำย่อยได้ดีขึ้น และยังช่วยบรรเทาอาการแสบท้องจากโรคกระเพาะอาหารด้วย

  • มะละกอ

มะละกอเป็นผลไม้ที่ดีต่อระบบย่อยอาหาร อีกทั้งในมะละกอยังมีใยอาหารชนิดที่ละลายน้ำได้ รวมไปถึงสารเบต้าแคโรทีน และวิตามินซี ที่มีส่วนช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหาร ทำให้แผลหายเร็วขึ้น ช่วยป้องกันการติดเชื้อ และมะละกอยังช่วยในการขับถ่ายให้ดีขึ้นอีกด้วย

  • แคนตาลูป

แคนตาลูปมีสารเบต้าแคโรทีนอยู่สูง จึงสามารช่วยป้องกันเยื่อบุกระเพาะอักเสบได้ ช่วยเร่งให้แผลในกระเพาะอาหารหายเร็วขึ้นได้ อีกทั้งในแคนตาลูปยังมีวิตามินซีอยู่ไม่น้อย จึงเป็นผลไม้ที่ช่วยป้องกันการติดเชื้อในกระเพาะอาหารได้อีกด้วย

  • ฝรั่ง

ในฝรั่งนั้นมีสารแทนนินอยู่มาก อีกทั้งในผลสุกของฝรั่งยังมีใยอาหารชนิดเพกตินสูง และยังมีวิตามินซีสูงด้วย เรียกได้ว่ารวมสารอาหารสำคัญๆที่จะช่วยดูแลกระเพาะอาหารของเราได้เป็นอย่างดีทีเดียว การทานฝรั่งจึงช่วยสมานแผล และช่วยลดอาการอักเสบของกระเพาะอาหารและลำไส้ของเราได้นั่นเอง

  • มะขามป้อม

มะขามป้อมมีวิตามินซีสูงกว่าส้มประมาณ 20 เท่า นอกจากนี้มะขามป้อมเป็นผลไม้ที่มีรสฝาด ขม จึงมีสรรพคุณรักษาแผลและลดกรดเกินในกระเพาะอาหารได้ อีกทั้งน้ำมะขามป้อมยังช่วยบรรเทาอาการเสียดท้องได้อีกต่างหาก

  • ลูกยอ

ลูกยอจะมีสรรพคุณเด่นในเรื่องช่วยรักษาอาการกรดไหลย้อน และสารที่มีในลูกยอยังจะช่วยเร่งกระบวนการสมานแผลในกระเพาะอาหาร ลดอาการอักเสบเฉียบพลันของกระเพาะอาหารจากแอลกอฮอล์ได้ด้วย

นี่ก็คือ 7 ผลไม้ช่วยเคลือบกระเพาะอาหาร ที่นำมาฝากกัน ลองนำไปเป็นทางเลือกในการเลือกทานผลไม้ ที่จะช่วยเคลือบกระเพาะอาหาร อาการแสบท้อง จากโรคกระเพาะ ในชีวิตประจำวันของเรากัน แล้วในบทหน้าเรามาพบกันใหม่กับเรื่องเคล็ดลับสุขภาพที่จะไปสรรหามาฝากกันอีกได้ในทุกสัปดาห์ จะเป็นเคล็ดลับสุขภาพเรื่องอะไรกันบ้าง ต้องมาติดตามกันต่อ

ติดตามบทความ good food ในทุกสัปดาห์ได้ที่ howto-healthy.com

Categories
good food

คีโตเจนิก

ก่อนหน้านี้ เป็นที่รู้กันดีในกลุ่มผู้รักสุขภาพ และคนที่กำลังลดน้ำหนักว่า การกินอาหาร “คลีน” ซึ่งเป็นอาหารที่ผ่านการปรุงแต่งน้อยถึงน้อยมากๆ จนแทบจะไม่มีไขมันเลยนั้น ดีต่อการควบคุมน้ำหนักมากที่สุด แต่ช่วงหลังๆ มานี้ เรามักจะได้ยินอีกคำหนึ่งบ่อยขึ้น และดูเหมือนว่าจะมาแรงแซงหน้าการกินคลีนไปแล้ว นั่นก็คือการกิน “คีโต”

หลักของการ กินคีโต คือ การกินไขมัน เพื่อลดไขมัน แต่จะต้องกินไขมันที่ดีเท่านั้น ไม่ใช่ไขมันอะไรก็ได้ ส่วน อาหารคีโต ที่คนทั่วไปเรียกกันนั้น กล่าวโดยสรุปคือ อาหารที่กินเข้าไปแล้ว ทำให้ร่างกายรู้สึกเหมือนเราไม่ได้กินอาหาร จึงไปทำการสลายไขมันที่สะสมอยู่ในร่างกายนั่นเอง

ระยะเวลาเห็นผล

การลดน้ำหนักด้วยวิธีการ กินคีโต หรือ คีโตเจนิก ไดเอท นั้น หากเทียบกับการกินอาหารไขมันต่ำอื่นๆ นับว่ามันดีกว่าจริงๆ แต่จะเห็นผลชัดเจนในระยะสั้น ซึ่งโดยทั่วไปคือในระยะ 6 เดือนแรก แต่ในระยะยาวนับว่าไม่แตกต่างกัน เพราะคนเราจะไม่สามารถทนกินอาหารแบบนี้ไปได้ตลอด

หากกินระยะยาวจะเป็นอย่างไร

เนื่องจากการกินคีโต เป็นการกินที่ได้สารอาหารไม่ครบถ้วน เช่น กินไขมัน กินโปรตีน ผลไม้บางชนิด และผักใบได้ แต่ห้ามกินผักที่เป็นหัว ข้าว แป้ง และน้ำตาลทุกชนิด ฉะนั้น ถ้าเราจะกินคีโตในระยะยาว จึงจำเป็นต้องเสริมสารอาหาร วิตามิน และเกลือแร่ที่ขาดไป และมีสิ่งที่ต้องระวังคือ เมื่อไหร่ที่กลับมากินคาโบร์ไฮเดรตอีก น้ำหนักก็จะกลับมาอย่างรวดเร็ว ซึ่งมีงานวิจัยออกมาว่า คนส่วนใหญ่จะกินคีโตได้ผลดีอยู่ที่ไม่เกิน 2 ปี

ใครบ้างที่ไม่ควรกินคีโต

  • คนที่ห้ามเด็ดขาด คือคนเป็นโรคตับ
  • รองลงมาคือคนที่มีปัญหาเรื่องไต คนที่มีปัญหาเรื่องการเผาผลาญไขมัน มีคอเลสเตอรอลในเลือดสูงมากๆ หรือมีไตรกลีเซอไรด์สูงมากๆ
  •  นอกจากนี้ คนที่มีปัญหาเกี่ยวกับลำไส้ ท้องอืดง่าย มีกรดไหลย้อน หากจะกินคีโต ก็ต้องระวังมากเป็นพิเศษ เพราะอาจจะทำให้อาการเหล่านี้กำเริบได้ง่ายกว่าคนปกติ
  • ส่วนคนที่เป็นเบาหวาน หากอยากจะกินคีโต จะต้องระวังเรื่องของยาที่ใช้ และอาจต้องมีการปรับยา ฉะนั้น ควรปรึกษาแพทย์ประจำตัวที่รักษาอยู่ก่อนกินคีโต

สำหรับคนที่อยากจะลองใช้วิธีกินคีโตเพื่อลดน้ำหนัก สิ่งที่ต้องจำไว้ให้ขึ้นใจคือ จะต้องลดอาหารกลุ่มที่เป็นคาร์โบไฮเดรตทั้งหมด โดยต้องกินให้น้อยกว่า 50 กรัมต่อวัน แต่สามารถกินไขมันเพิ่มได้ และควรต้องสำรวจตัวเองก่อนว่า มีโรคประจำตัวที่เป็นข้อห้ามสำหรับการกินคีโตบ้างหรือไม่

ติดตามบทความ good food ในทุกสัปดาห์ได้ที่ howto-healthy.com

Categories
good food

6 อาหารที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกาย

การทานอาหารที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกาย ที่นำมาฝากกันในบทนี้ เพื่อเป็นตัวช่วยในการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และยังสามารถช่วยในการเสริมภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายของเราได้ด้วย จะได้ช่วยทำให้ร่างกายของเรามีภูมิคุ้มกันที่ดีขึ้น สุขภาพแข็งแรงมากขึ้น เชื้อโรคต่างๆที่ในปัจจุบันนี้มีอยู่มากมายรายรอบตัวเราอยู่ทุกสถานที่ ตลอดเวลาเราไม่สามารถทราบได้ว่าเมื่อไรเราจะได้รับเชื้อโรคอะไรกันบ้าง ดังนั้นการทานอาหารที่สามารถช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย จึงมีความจำเป็นมากในยุคปัจจุบันนี้ ใครที่อยากจะทราบกันแล้วว่ามีอาหารอะไรบ้าง เรามาติดตามกันเลยดีกว่า

6 อาหารเสริมเพิ่มภูมิคุ้มกัน

  1. ไขมัน

ไขมัน นั้นช่วยให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย และเป็นสารตั้งต้นในการสร้างฮอร์โมนเพศ และฮอร์โมนต้านความเครียด การบริโภคไขมันชนิดที่ดี ย่อมจะช่วยส่งผลให้ภูมิต้านทานของร่างกายแข็งแรงมากขึ้นได้ ซึ่งไขมันที่มีประโยชน์ พบมากในอาหารจำพวก ปลา อะโวคาโด รำข้าว และธัญพืชต่างๆ

  • วิตามินเอ

วิตามินเอ ช่วยในการสร้างเซลล์เม็ดเลือดขาว และช่วยเพิ่มความแข็งแรงของเม็ดเลือดขาว เราสามารถรับวิตามินเอได้จากอาหารจำพวก ตับปลา แครอท ผักโขม ฟักข้าว มะเขือเทศ เสาวรส บรอคโคลี่ เป็นต้น

  • วิตามินดี

วิตามินดีช่วยในการสร้างสารแคทเธลิซิดิน(Cathelicidin) จากเซลล์ระบบภูมิคุ้มกัน ช่วยทำให้เม็ดเลือดขาวขยันทำงานมากขึ้น เพื่อออกมาต่อสู้โรคได้มากขึ้นด้วยนั่นเอง เราสามารถรับวิตามินดีจากแสงแดด (อ่อนๆในตอนเช้าและเย็นๆ) อาหารจำพวก เห็ดต่างๆ ปลาต่างๆ (โดยเฉพาะปลาแซลม่อน) นม ชีส น้ำส้ม โยเกิร์ต

  • วิตามินซี

วิตามินซี ที่มีอยู่ในอาหารจำพวก ผักและผลไม้รสเปรี้ยว ช่วยในการเสริมสร้างภูมิต้านทานให้แก่ร่างกายได้โดยตรง

  • โปรไบโอติกส์ (Probiotics)

โปรไบโอติกส์ หรือจุลินทรีย์ชนิดที่ดี เช่น ตระกูลของพวก Lactobacillus และ Bifidobacterium ที่มีอยู่ในผลิตภัณฑ์นมเปรี้ยวหรือโยเกิร์ต จะช่วยกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดขาวที่เยื่อบุผนังลำไส้เล็กส่วนปลายให้ตอบสนองต่อภูมิคุ้มกันและการอักเสบได้ดีมากขึ้น

  • เห็ดชนิดต่างๆ

เห็ดมีสารอาหารที่สำคัญมากมาย อาทิ โพลิแซคาไรด์ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการทำงานของเม็ดเลือดขาวได้ดี หรือว่า สารเบต้ากลูแคน จะมีคุณสมบัติในการช่วยต้านมะเร็งและช่วยในการรักษาแผลติดเชื้อได้ด้วย

นี่ก็คือ 6 อาหารที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกาย ที่นำมาฝากกัน ลองนำไปเป็นตัวเลือกในการทานอาหารเพื่อช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกายของเรา เพื่อช่วยเสริมสร้างเกราะปกป้องร่างกายของเราจากเชื้อโรคต่างๆที่มีอยู่อย่างมากมายในสภาพแวดล้อมปัจจุบันนี้ แล้วในบทหน้าเรามาพบกันใหม่กับเคล็ดลับเรื่องสุขภาพที่จะไปสรรหามาฝากกันอีกได้ในทุกสัปดาห์ จะเป็นเคล็ดลับสุขภาพเรื่องอะไรกันบ้าง ต้องมาติดตามกันต่อ

ติดตามบทความ good food ในทุกสัปดาห์ได้ที่ howto-healthy.com

Categories
good food

7 เมนูอาหารช่วยป้องกันโรคหัวใจ

โรคหัวใจ ใครๆก็คงไม่อยากจะเป็นอย่างแน่นอนที่สุด การที่เราสามารถใช้การเลือกทานอาหรที่มีประโยชน์ในการช่วยบำรุงหัวใจของเราให้แข็งแรง และมีสุขภาพที่ดีมากขึ้นได้ จะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการที่เราเป็นโรคหัวใจไปแล้ว ค่อยมาดูแลเรื่องการทานอาหารของเราทีหลังอย่างแน่นอน ในบทนี้จึงขอนำ 7 เมนูอาหารที่ช่วยในการป้องกันโรคหัวใจได้มาฝากทุกคนกัน ใครอยากทราบกันแล้ว เรามาติดตามกันเลย

  1. อัลมอนด์ ช่วยในการลดระดับคอเลสเตอรอล

ในอัลมอนด์มีส่วนประกอบสำคัญอย่างกรดไขมันอยู่ ที่มีความจำเป็นต่อร่างกาย ทั้งกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวและเชิงซ้อน ซึ่งจะช่วยเพิ่มระดับ HDL หรือไขมันดี และลดระดับ LDL ไขมันเลวในร่างกายของเราลง  ทั้งยังช่วยในการลดระดับคอเลสเตอรอล และจำเป็นต่อกระบวนการทำงานของร่างกายด้วย

  • ไฟเบอร์ ช่วยในการลดปริมาณคอเลสเตอรอลในเลือด

ไฟเบอร์ที่ได้จากธัญพืชที่ไม่ขัดสี อย่างเช่น ข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต ข้าวสาลี ธัญพืชชนิดต่างๆ จะช่วยลดปริมาณคอเลสเตอรอลในเลือด ช่วยทำให้หัวใจของเราแข็งแรงขึ้นได้ ทั้งยังช่วยป้องกันความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดในอนาคตได้ด้วย

  • เบอร์รี่ ช่วยในการป้องกันหลอดเลือดอุดตัน

ผลไม้จำพวกเบอร์รี่ที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ทั้ง วิตามินซี กรดโฟลิก โพแทสเซียม ใยอาหาร และแอนโทไซยานิน ที่มีส่วนช่วยป้องกันความเครียด ลดการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่นระหว่างอนุมูลอิสระกับไขมัน (LDL) ช่วยป้องกันการสะสมของไขมันบริเวณผนังหลอดเลือด ที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน ทั้งยังช่วยลดการอักเสบของผนังหลอดเลือด และยับยั้งการแข็งตัวของเลือดได้

  • ผักใบเขียว ช่วยในการปกป้องหลอดเลือดแดง

การที่เราทานผักใบเขียว จะทำให้ร่างกายของเราได้รับปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระ ที่จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ในผักใบเขียวนั้น อุดมไปด้วยวิตามิน แร่ธาตุ และสารต้านอนุมูลอิสระ รวมทั้งมี วิตามินเค ที่มีส่วนช่วยในการปกป้องหลอดเลือดแดงได้นั่นเอง

  • อะโวคาโด ช่วยในการเพิ่มโพแทสเซียม

การที่เราทาน อะโวคาโด ผลไม้ที่อุดมไปด้วยโพแทสเซียม ที่เป็นสารอาหารจำเป็นต่อสุขภาพของหัวใจของเรา ในอะโวคาโด 1 ลูก จะมีโพแทสเซียมอยู่สูงถึง 975 มิลลิกรัม หรือประมาณ 28% ของปริมาณโพแทสเซียมที่ร่างกายต้องการในหนึ่งวัน หากว่าเราได้รับโพแทสเซียมในปริมาณที่เพียงพอ ก็จะสามารถช่วยลดความดันโลหิตที่เป็นสาเหตุสำคัญของโรคหัวใจได้

  • น้ำมันจากถั่วเปลือกแข็ง ช่วยลดความเสี่ยงความดันโลหิตสูง

น้ำมันจากถั่วเปลือกแข็งและเมล็ดพืชที่มีกรดแอลฟา-ลิโนเลนิกสูง อย่างเช่น น้ำมันคาโนลา วอลนัต น้ำมันถั่วเหลือง ช่วยลดความเสี่ยงความดันโลหิตสูงได้ แต่เราไม่ควรกินมากจนเกินไป เพราะว่าน้ำมันประเภทนี้จะให้พลังงานที่สูง จะทำให้เราน้ำหนักเพิ่มขึ้นได้ง่าย หรือว่าอ้วนนั่นเอง

  • ปลาทะเล ช่วยลดการอักเสบหลอดเลือดแดง

เราควรทานปลาทะเล อย่างเช่น ปลาแซลมอน ปลาทู ปลาซาร์ดีน อย่างน้อย 2 ครั้ง/สัปดาห์ เพราะเป็นปลาที่มีไขมันโอเมก้า 3 ช่วยลดการอักเสบของหลอดเลือดแดง ที่เป็นอาการเริ่มต้นสู่การเป็นโรคหัวใจได้

นี่ก็คือ 7 เมนูอาหารที่ช่วยป้องกันโรคหัวใจที่นำมาฝากกัน ลองนำไปเป็นแนวทางในการเลือกทานอาหารเพื่อป้องกันโรคหัวใจกัน แล้วในบทหน้าเรามาพบกันใหม่กับเรื่องสุขภาพที่จะนำมาฝากกันต่อในทุกสัปดาห์ จะเป็นเรื่องอะไรบ้าง ต้องติดตามกันต่อ

ติดตามบทความ good food ในทุกสัปดาห์ได้ที่ howto-healthy.com