Categories
good food

7 สรรพคุณที่มีคุณค่าต่อร่างกายของกระเจี๊ยบแดง

น้ำกระเจี๊ยบแดง เครื่องดื่มที่เรานิยมดื่มกันมากในปัจจุบัน มีสีแดงสดๆสวยน่าทาน ส่วนมากแล้วจะนิยมดื่มแบบเย็นๆใส่น้ำแข็ง หรือว่าแช่ตู้เย็นให้เย็นฉ่ำ แล้วค่อยนำมาดื่มแก้กระหายดีมากในเวลาที่อากาศร้อนจัดๆ

มีรสหวานๆอมเปรี้ยวนิดๆอร่อยชื่นใจ แล้วยังมีสรรพคุณที่มีประโยชน์ต่อร่างกายของเราหลายอย่างทีเดียว ในบทนี้จึงขอนำ สรรพคุณที่มีคุณค่าต่อร่างกายของน้ำกระเจี๊ยบมาฝากกัน ใครที่ชอบดื่มน้ำกระเจี๊ยบเป็นประจำเหมือนๆกัน เราต้องมาติดตามกันเลย

  1. กระเจี๊ยบแดงช่วยแก้กระหาย

การดื่มน้ำกระเจี๊ยบแดงเย็นๆ จะช่วยทำให้ร่างกายของเรารู้สึกสดชื่นมากขึ้นได้ และยังช่วยป้องกันการเกิดภาวะขาดน้ำในร่างกายด้วย วิธีการทำน้ำกระเจี๊ยบแดงแบบง่ายๆ เพียงให้เราใช้ดอกกระเจี๊ยบแห้งสักประมาณหม้อเล็กๆ ก็ให้ใช้สัก 4-5 ดอก  นำมาใส่ต้มในน้ำร้อน จนน้ำออกสีแดงสดๆ เติมน้ำตาลนิดหน่อย แต่ถ้าใครไม่อยากทานหวานก็ไม่ต้องใส่ แค่นี้ก็จะได้น้ำกระเจี๊ยบสีแดงๆ ใส่น้ำแข็งเย็นๆทานแล้วชื่นใจเอาไว้ดื่มแล้ว

  • กระเจี๊ยบแดงช่วยลดไขมัน

สำหรับใครที่มีน้ำหนักตัวมากเกินพอดี มีไขมันเยอะ ควรทานน้ำกระเจี๊ยบแดงเป็นประจำ จะช่วยในการป้องกันไม่ให้คอเลสเตอรอลในร่างกายสูงมากจนเกินไป ทั้งยังช่วยบำรุงเลือดได้ด้วย

  • กระเจี๊ยบแดงช่วยป้องกันการเกิดโรคโลหิตจาง

โรคโลหิตจางเกิดได้กับคนทุกเพศทุกวัย  การทานน้ำกระเจี๊ยบแดงเป็นประจำ จะช่วยป้องกันการเกิดโรคนี้ได้ เพราะสรรพคุณของกระเจี๊ยบแดงนั้น มีธาตุเหล็กที่เป็นแร่ธาตุสำคัญต่อร่างกาย ในการช่วยไม่ให้ร่างกายของเราเกิดภาวะโลหิตจางได้

  • กระเจี๊ยบแดงช่วยป้องกันการเกิดนิ่ว

การที่เราทานน้ำกระเจี๊ยบแดงเป็นประจำ จะช่วยให้ร่างกายสามารถลดความเสี่ยงต่อการเกิดนิ่วในท่อปัสสาวะ และโรคไตได้ เพราะในกระเจี๊ยบแดงจะมีสารที่ช่วยขับกรดบางชนิด ที่เป็นสาเหตุของการเกิดนิ่วได้ เช่น กรดยูริก แคลเซียม และโพแทสเซียม

  • กระเจี๊ยบแดงช่วยในการรักษาแผล

หากว่าเรามีแผลต่างๆตามร่างกายที่เป็นแผลสด ให้เรานำใบสดๆของต้นกระเจี๊ยบแดง มาล้างทำความสะอาดให้ดี จากนั้นก็นำมาบดให้ละเอียดจนเป็นน้ำ แล้วก็นำมาพอกตรงแผลที่เราเป็นอยู่  จะช่วยทำให้เลือดแข็งตัว และก็ทำให้แผลของเราหายเร็วยิ่งขึ้นนั่นเอง

  • กระเจี๊ยบแดงช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ

กระเจี๊ยบแดงนั้นถือเป็นสมุนไพรที่มีคุณสมบัติพิเศษ อย่างหนึ่ง คือ จะมีฤทธิ์ช่วยยับยั้งความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจได้ เนื่องจาก สารแอนโธไซยานิน ที่มีอยู่ในกระเจี๊ยบแดง เป็นสารที่จะช่วยทำให้เลือดไม่แข็งตัว และไม่ไปเกาะกับหลอดเลือดที่จะเป็นสาเหตุของการเกิดโรคหัวใจ จึงทำให้ระบบไหลเวียนเลือดมีความสมดุลมากขึ้น การที่เราดื่มน้ำกระเจี๊ยบแดงเป็นประจำ ก็เท่ากับการลดความเสี่ยงของการเป็นโรคหัวใจไปด้วยนั่นเอง

  • กระเจี๊ยบแดงช่วยบรรเทาอาการไข้

การทานใบกระเจี๊ยบแดงในตอนที่เรากำลังป่วยเป็นไข้ จะช่วยทำให้ร่างกายเรารู้สึกดีขึ้นได้ นอกจากนี้ยังช่วยละลายเสมหะในลำคอได้อีกด้วย

นี่ก็คือ 7 สรรพคุณของกระเจี๊ยบแดงที่มีคุณค่าต่อร่างกายของเราที่นำมาฝากกันในบทนี้ ใครที่ไม่ค่อยชอบทาน ต้องรีบหันไปทานกระเจี๊ยบแดงให้มากขึ้นกันเลย  แล้วในบทหน้าเรามาพบกันใหม่กับเรื่องสุขภาพที่น่ารู้ใกล้ตัวที่จะนำมาฝากกันอีกในทุกสัปดาห์ จะเป็นเรื่องอะไรนั้น ต้องรอติดตามกันต่อ

ติดตามบทความ good food ในทุกสัปดาห์ได้ที่ howto-healthy.com

Categories
good health

โรคกระเพาะลำไส้กับหน้าฝน เรื่องใกล้ตัวที่หลายคนควรระวัง 

ปัญหาอีกหนึ่งอย่างที่หลายคน อาจจะได้พบเจออย่างแน่นอน คือปัญหาเกี่ยวกับเรื่องโรคกระเพาะ และลำไส้ในช่วงหน้าฝน สิ่งนี้หลายครั้งอาจจะเกิดขึ้นได้กับตัวคุณ เพราะว่าการรับประทานอาหาร และสถานที่นั้นไม่เอื้ออำนวย ไม่ใช่ว่าอาหารนั้นจะไม่ถูกสุขลักษณะ แต่ในบางทีมันก็มีการปนเปื้อนในช่วงเวลาที่เรากำลังประทานได้เช่นเดียวกัน ซึ่งจะส่งผลเสียต่อสุขภาพของคุณอย่างแน่นอน แต่คุณทราบไหมว่าทุกวันนี้มีวิธีการหลีกเลี่ยงปัญหาเหล่านั้นอยู่ ซึ่งคุณสามารถปฏิบัติตามได้ดังต่อไปนี้ 

1. พยายามหลีกเลี่ยงอาหารที่ปรุงทิ้งเอาไว้เป็นเวลานาน ในช่วงฤดูฝน 

แบคทีเรีย + ความชื้น สิ่งนี้สามารถเพิ่ม และเร่งการเจริญเติบโตได้หลายเท่าตัว แน่นอนว่าจะส่งผลเสียต่อระบบการทำงาน และการย่อยอาหารของคุณ วิธีการหลีกเลี่ยง ควรจะรับประทานอาหารที่ปรุงสดใหม่ ซึ่งจะสามารถช่วยลดอาการท้องเสีย ท้องร่วง ในช่วงนี้ได้เป็นอย่างดี และแน่นอนว่าอาการเหล่านี้นั้นจะไม่เกิดขึ้นกับคุณอย่างแน่นอน แต่ถ้าหากคุณมีอาการ ขอแนะนำสิ่งที่สามารถช่วยคุณได้ น้ำเกลือแร่สามารถช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ได้อย่างแน่นอน 

2. ขอแนะนำให้กระตุ้นภูมิคุ้มกันด้วยการรับประทานวิตามินซีเพิ่ม 

ในช่วงหน้าฝนนี้คุณสามารถเพิ่มภูมิคุ้มกันในร่างกายของคุณได้ด้วยวิตามินซี ซึ่งจะมีประโยชน์ในการสร้างภูมิคุ้มกัน ช่วยแก้ปัญหาเรื่องการเจริญเติบโตของเชื้อไวรัสในร่างกายได้เป็นอย่างดี นอกเหนือจากนี้ยังสามารถทำให้คุณรู้สึกสดชื่นมากยิ่งขึ้น ในช่วงเวลาหน้าฝน และจะลดความเสี่ยงในการเป็นหวัดไข้ไอจามได้อีกด้วย รับรองได้เลยว่ามีประโยชน์มาก ๆ สำหรับคนที่ต้องการกระตุ้นภูมิคุ้มกัน และป้องกันปัญหาเรื่องอาการท้องเสีย อาหารเป็นพิษ ในช่วงหน้าฝนอย่างแน่นอน 

3. ควรจะหลีกเลี่ยงการนั่งรับประทานอาหาร ใกล้บริเวณที่มีละอองฝนตกใส่ 

หลายคนอาจจะยังไม่ค่อยสนใจข้อมูลเหล่านี้มากนัก ละอองฝนนั้นสามารถทำให้แบคทีเรียฟุ้งกระจายขึ้นได้จากพื้นดิน ซึ่งจะมีโอกาสสูงมากในการปนเปื้อนกับอาหารที่คุณรับประทานอยู่  สำหรับคนที่ภูมิต้านทานต่ำก็อาจจะมีอาการท้องเสียหรือท้องร่วงโดยทันที วิธีการหลีกเลี่ยงไม่ควรจะรับประทานใกล้กับบริเวณฝนตก 

หรือถ้าหากมีอาการ ขอแนะนำให้คุณนั้นดื่มน้ำเกลือแร่ เพื่อช่วยบรรเทา แต่ถ้าหากไม่ดีขึ้นจริง ๆ แนะนำให้ไปพบแพทย์ จะสามารถช่วยแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างตรงจุด และทันท่วงที 100% 

สรุป 

ฝนเป็นฤดูกาลที่ชุ่มฉ่ำสำหรับใครหลาย ๆ คน แต่ก็ต้องบอกก่อนเลยว่าแฝงมาด้วยภัยอันตรายเหมือนดาบสองคมเช่นเดียวกัน สำหรับคนที่ไม่ค่อยแข็งแรงทางด้านสุขภาพมาก คุณควรจะต้องระวัง ซึ่งถ้าคุณใช้วิธีการเหล่านี้ในการปกป้อง และดูแลสุขภาพของตัวเอง คุณก็จะ เบาใจจากเดิมได้อย่างแน่นอน 

ขอขอบคุณภาพจาก  https://pixabay.com/

ติดตามบทความ good health ในทุกสัปดาห์ได้ที่ howto-healthy.com

Categories
good food

แปรงฟันอย่างไรให้ฟันมีสุขภาพที่ดี

การแปรงฟันถือว่าเป็นกิจวัตรประจำวันของเราทุกคนที่ต้องทำเป็นประจำทุก ๆ วันเพื่อให้สุขภาพของความมีสุขภาพที่ดีและช่วยลดปัญหาในช่องปาก โดยพวกเราทุกคนอาจจะแปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้งตอนเช้าและก่อนนอนแต่สำหรับบางคนอาจจะมีการเพิ่มการแปรงฟันช่วงกลางวันหลังจากรับประทานอาหารเสร็จอีก 1 ครั้ง

แต่ในทุกครั้งที่เราแปรงฟันระยะเวลาที่ใช้ในการแปรงฟันของแต่ละคนก็มีแตกต่างกันออกไปบางคนก็ใช้เวลาไม่ถึง 1 นาทีบางคนก็ใช้เวลานานเกินกว่า 1 นาที แต่เราควรใช้เวลากับการแปรงฟันนานเท่าไหนล่ะถึงจะเหมาะสมและทำให้ฟันของเรามีสุขภาพที่ดีรวมไปถึงสุขภาพช่องปากและเช่นเดียวกัน

ภาพจาก Pexels

ตั้งแต่ในช่วงปี 1970 เป็นต้นมาทันตแพทย์จะมีการแนะนำว่าให้แปรงฟันอย่างน้อยครั้งละ 2 นาทีโดยใช้แปรงสีฟันที่มีขนนุ่ม ถึงจะทำให้มีสุขภาพของช่องปากและสุขภาพฟันที่ดี แต่ดูเหมือนว่าการแปรงฟันอย่างน้อย 2 นาทีต่อ 1 ครั้งอาจจะยังไม่พอถึงแม้ว่าจะทำให้สุขภาพฟันและสุขภาพช่องปากดีขึ้นแต่ว่าก็ยังไม่ได้ดีมากที่สุด

จากงานวิจัยตั้งแต่ในช่วงปี 1990 เป็นต้นมาค้นพบว่าการแปรงฟันเกิน 2 นาทีจะมีประสิทธิภาพในการช่วยลดคราบแบคทีเรียในฟันในระยะยาวได้ดีมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามไม่มีความชัดเจนมากนักว่าผลของการแปรงฟันเกินกว่า 2 นาทีในระยะยาวจะช่วยทำให้สุขภาพของฟันและช่องปากดีมากขึ้นแค่ไหนเพราะว่าเป็นเรื่องยากต่อการทำวิจัยนั้นเอง

ภาพจาก Pexels   

ทุกวันนี้เราแปรงฟันเพื่อที่จะทำความสะอาดฟันเพียงเท่านั้นโดยอาจจะยังไม่ได้มีความละเอียดมากมายมากนักในการแปรงฟันบางครั้งในบริเวณที่แปรงสีฟันไม่สามารถเข้าถึงก็จะมีแบคทีเรียสะสมอยู่ได้ จนก่อเกิดกลายเป็นหินปูนภายในฟันซึ่งจะมีลักษณะเหนียว

ถ้าหากว่าไม่แปรงฟันอย่างถูกวิธีหรือละเลยการแปรงฟันในบางวันก็อาจจะทำให้เกิดปัญหาในช่องปากอย่างเหงือกอักเสบทำให้ในเวลาเราแปรงฟันอาจจะมีเลือดออกตามเหงือกได้ รวมไปถึงทำให้มีกลิ่นปากและฟันผุได้ในที่สุด

ภาพจาก Pexels

ดังนั้นเมื่อเราแปรงฟันในแต่ละครั้งก็ควรที่จะส่องกระจกและแปรงฟันทีละซี่ให้สะอาดให้ได้มากที่สุดโดยระยะเวลาในการแปรงฟันยิ่งเยอะมากเท่าไหร่ก็จะทำให้ฟันเราสะอาดมากขึ้นเท่านั้น รวมไปถึงไม่ควรแปรงมากเกินไปในแต่ละวันเพราะอาจจะทำให้เหงือกอักเสบได้นั่นเองและการใช้แปลงก็มีผลต่อสุขภาพฟันและช่องปากด้วยเช่นเดียวกันเราควรเลือกแปรงสีฟันที่มีความนุ่มของขนแปรงเพื่อถนอมช่องปากของเรา การเลือกแปรงสีฟันที่มีขนแข็งอาจจะทำความเสียหายในบริเวณช่องปากได้ หลังจากที่แปรงฟันเสร็จเรียบร้อยแล้วในบริเวณที่แปรงสีฟันแม่สามารถเข้าไปทำความสะอาดได้อาจจะใช้ไหมขัดฟันในการช่วยในการทำความสะอาดบริเวณดังกล่าวเพื่อลดคราบหินปูนและคราบแบคทีเรีย

ข้อมูลจาก CNN

ติดตามบทความ good food ในทุกสัปดาห์ได้ที่ howto-healthy.com

Categories
good food

7 คุณประโยชน์ของการดื่มน้ำขิงร้อนๆ

น้ำขิงร้อนๆสักแก้ว ในยามบ่ายๆที่เราต้องการเวลาพักผ่อนคลายความเครียดจากการทำงาน หรือว่าภารกิจประจำวันที่เราต้องทำในแต่ละวัน เป็นเวลาอันแสนวิเศษที่บางครั้งเราแทบจะไม่อยากกลับมาทำงาน หรือว่าทำหน้าที่ของเราต่อเลยทีเดียว ในบทนี้จึงขอนำคุณประโยชน์ของน้ำขิงร้อนๆมาฝากกัน ใครที่ชอบดื่มน้ำขิงร้อนๆในยามพักผ่อนเหมือนกัน เราต้องมาติดตามกันเลย

  1. การดื่มน้ำขิงร้อนๆช่วยในการบรรเทาอาการหวัดได้

 การที่เราดื่มหรือจิบน้ำขิงร้อนๆสักแก้ว ในยามที่เราป่วยเป็น     ไข้หวัดอยู่ด้วยนั้น น้ำขิงร้อนๆจะช่วยลดเสมหะและน้ำมูกลงได้ และยังจะช่วยค่อยๆ ทำให้อาการหวัดของเราดีขึ้นด้วย

  • การดื่มน้ำขิงร้อนๆช่วยในการรักษาโรคกรดไหลย้อน

การที่เราดื่มหรือจิบน้ำขิงร้อนๆ ในระหว่างวันในขณะที่เราทำงาน หรือทำกิจวัตรประจำวันไปด้วยบ่อยๆนั้น จะช่วยในการบรรเทาอาการกรดไหลย้อนได้ดี

  • การดื่มน้ำขิงร้อนๆช่วยในการป้องกันมะเร็ง

น้ำขิงร้อนๆที่เราดื่มเข้าไปเป็นประจำนั้น จะมีส่วนในการเข้าไปช่วยกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์ที่มีชื่อว่า กลูตาไธโน-เอส-ทรานสเฟอเรส (Glutathione S-transferase) ที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยป้องกันโรคมะเร็งได้

  • การดื่มน้ำขิงร้อนๆช่วยในการลดระดับน้ำตาลในเลือด

น้ำขิงมีฤทธิ์ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ดี จึงเป็นเครื่องดื่มที่เหมาะกับผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 แต่ว่าอย่างไรก็ตามเราควรดื่มน้ำขิงภายใต้การดูแลของแพทย์ที่ทำการรักษาด้วย

  • การดื่มน้ำขิงร้อนๆลดความเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูง

ในน้ำขิงมีโซเดียมต่ำ การที่เราดื่มน้ำขิงร้อนๆเป็นประจำ จึงสามารถช่วยลดระดับความดันโลหิตสูงได้ด้วย

  • การดื่มน้ำขิงร้อนๆช่วยบรรเทาอาการปวดศรีษะไมเกรน

การที่เราจิบน้ำขิงร้อนๆ ก่อนจะถึงช่วงเวลาที่เราทราบว่าไมเกรนจะกำเริบนั้น จะทำให้อาการปวดศรีษะลดน้อยลงได้ เพราะว่าในน้ำขิงนั้นมีสรรพคุณที่ช่วยในการยับยั้งฮอร์โมนเกี่ยวกับอาการอักเสบได้

  • . การดื่มน้ำขิงร้อนๆช่วยในการลดอาการท้องอืด

น้ำขิงนั้นเป็นสมุนไพรฤทธิ์ร้อน จึงสามารถช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบการขับถ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้อาการท้องอืดของเราดีขึ้นได้นั่นเอง

นี่ก็คือ 7 คุณประโยชน์ในการดื่มน้ำขิงร้อนๆที่นำมาฝากกันในบทนี้ การดื่มน้ำขิงร้อนๆนั้นจะดีกว่าการดื่มน้ำขิงแบบเย็นๆใส่น้ำแข็ง เพราะว่าน้ำขิงแบบเย็นๆนั้นจะช่วยดับกระหายน้ำให้เราได้เพียงอย่างเดียว คุณประโยชน์อย่างอื่นที่กล่าวมาจะอยู่ในน้ำขิงร้อนๆ เท่านั้น ทราบแล้วก็ขอให้เราดื่มน้ำขิงร้อนๆกันให้บ่อยขึ้น แล้วในบทหน้าเรามาพบกันใหม่กับเรื่องสุขภาพที่น่ารู้ใกล้ๆตัวเราที่จะนำมาฝากกันอีกได้ในทุกสัปดาห์ จะเป็นเรื่องอะไรกันบ้าง ต้องรอติดตามกันต่อ

ติดตามบทความ good food ในทุกสัปดาห์ได้ที่ howto-healthy.com

Categories
good health

เร่งรีบแบบนี้…จะรักสุขภาพในยุคปัจจุบันยังไงดี

                อันนี้ปฏิเสธไม่ได้จริงๆ สำหรับภาวะเร่งรีบในยุคที่ต้องรีบเร่งตลอด สังคมโลกในยุคปัจจุบัน เน้นไปที่ความรวดเร็วและการแข่งขัน ทำให้มีเวลาดูแลตัวเองลดน้อยลงๆ ทำให้เกิดปัญหาเรื่องสุขภาพ ก่อให้เกิดโรคต่างๆ ตามมา สาเหตุหลักๆ เกิดจากเรื่องอาหารการกินด้วยกันทั้งสิ้น ปัจจุบันคนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญเรื่องความสะดวกรวดเร็วมากกว่า จึงมองข้ามเรื่องสุขภาพ และอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพของตนเอง

                เราจะรักสุขภาพในยุคเร่งรีบได้อย่างไร โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ มกจะนิยมรับประทานอาหารจานด่วน ให้เวลาในเรื่องอาหารลดลง เพื่อเพิ่มเวลาการทำงานให้มากขึ้น กิจวัตรประจำวันเลยไม่มีความสมดุล เป็นการเปิดโอกาสให้สารพัดโรคตามมา ส่งผลเสียต่อร่างกายของตนเองในที่สุด ทั้งนี้ต้องไม่ลืมว่าสุขภาพเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ต้องเริ่มจากเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ เน้นการรับประทานอาหารพวกผัก

สำหรับใครที่ไม่ชอบกินผัก ใช้วิธีดัดแปลงให้ดูน่ากินหรือกินคู่กับอาหารที่ชอบ จะทำให้กินได้ง่ายมากขึ้นเลยล่ะ เราจะเห็นได้จากเครื่องมือในการทำครัวทำมาเพื่อตอบโจทย์สุขภาพทางเลือกได้มากขึ้น ซึ่งจะเป็นทางออกสำหรับคนรักสุขภาพที่มีความหลากหลายความต้องการ อาจจะเห็นได้จาก

  • เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ช่วยเรื่องการทำอาหาร จะตอบโจทย์ด้านสุขภาพมากขึ้น เช่น เครื่องสกัดน้ำผลไม้แบบทั้งแยกกากและไม่แยกกาก หม้อทอดไร้น้ำมัน
  • เครื่องครัวบางอย่างเน้นความสะอาดในการเก็บล้าง เช่น กระทะหินอ่อน ตะหลิวฉนวนทนร้อน รวมถึงผลิตภัณฑ์เครื่องปรุงที่ออกแบบมาสำหรับ Low-Fat โดยเฉพาะ
  • การทำอาหารแบบเบนโตะ หรือหิ้วปิ่นโต ก็ยังช่วยในเรื่องสุขภาพที่ดี เพราะเรารู้จักเลือกสรรมากขึ้น และประหยัดค่าใช้จ่ายที่จะต้องออกไปทานนอกบ้าน

ปัจจุบันเรามักจะใช้ยาเป็นที่พึ่งเมื่อเจ็บป่วย ไม่สบาย โดยให้เหตุผลว่าดักการเจ็บป่วยในยามรีบเร่งไว้ก่อน แต่ลืมไปว่านั่นคือการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ หากจะรักสุขภาพของตนเองจะต้องเปลี่ยนพฤติกรรมการกินเสียใหม่ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และให้เวลากับตัวเอง พักผ่อนให้เพียงพอ หันมาดูแลสุขภาพด้วยวิธีทางธรรมชาติ เช่น ใช้พืช ผัก สมุนไพรแทนยาแผนปัจจุบัน เพราะยาแผนปัจจุบันบางชนิดอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงตามมา หากร่างกายได้รับในปริมาณมาก หรือต่อเนื่องเป็นเวลานาน ซึ่งมันไม่ใช่ผลดีเลย

                อย่างไรก็ตามเราก็ไม่พ้นการดูแลสุขภาพด้วยวิถีทางธรรมชาติ เพราะเป็นสิ่งที่ร่างกายต้องการอย่างมาก แม้แต่เรายังต้องการสูดอากาศบริสุทธิ์ ทานอาหารให้ครบถ้วนเพียงพอ ให้ร่างกายไก้พักผ่อน จะเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายได้ดีที่สุด ซึ่งมันคือทางออกที่ดีเพียงทางเดียวสำหรับสุขภาพที่ดีในระยะยาว และการพัฒนาที่ยั่งยืนอีกด้วย

ติดตามบทความ good health ในทุกสัปดาห์ได้ที่ howto-healthy.com

Categories
good food

7 อาหารช่วยต้านโรคหวัด

โรคหวัด ไม่ใช่เฉพาะในหน้าฝนเท่านั้น ที่เราจะสามารถติดเชื้อหวัดได้ ในยุคสมัยปัจจุบันนี้ พวกเราสามารถติดเชื้อโรคหวัดได้อยู่เสมอ จากสภาพแวดล้อม ที่มีแต่มลพิษแทบทุกแห่งบนโลก แถมในตอนนี้ยังมีโรคระบาดโควิด-19 อีกต่างหาก แหล่งเสื่อมโทรม ที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ

ที่เป็นแหล่งกระจายเชื้อโรคได้อย่างดี ในบทนี้จึงขอนำ 7 อาหารที่ช่วยต้านโรคหวัดมาฝากทุกคนกัน เพื่อจะได้ทราบว่าในแต่ละวันเราควรจะทานอาหารอะไรบ้าง เพื่อช่วยป้องกันเชื้อโรคหวัด อย่างน้อยก็จะทำให้เรามีภูมิต้านทานเชื้อโรคต่างๆได้มากขึ้น ใครอยากจะทราบกันแล้ว เรามาติดตามกันเลย ว่ามีอาหารอะไรบ้างนะ

  1. ผลไม้ตระกูลส้ม

ลูกกลมๆสีส้มๆสวยสดใส มีหลายพันธุ์ให้เราเลือกทานไม่ว่าจะเป็นส้มเขียวหวานหรือส้มพันธุ์อื่นๆ ที่อุดมไปด้วยวิตามินซีสูงมาก การทานส้ม จึงช่วยป้องกันร่างกายไม่ให้เป็นหวัดได้ง่าย นอกจากนี้ส้มยังเป็นผลไม้ที่ช่วยแก้อาการไอ ขับเสมหะ และยังมีไฟเบอร์สูง ซึ่งช่วยในเรื่องของการย่อยอาหารได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

  • โยเกิร์ต

ในโยเกิร์ตนั้นอุดมไปด้วยจุลินทรีย์ขนาดเล็กนับล้านๆตัว การทานโยเกิร์ตจึงสามารถช่วยเพิ่มการทำงานของเม็ดเลือดขาว และช่วยเพิ่มสารแอนติบอดี้บางชนิดในร่างกายได้ ทำให้ช่วยในการบรรเทาอาการหวัดและภูมิแพ้ได้ด้วย

  • เมนูยำรสเด็ด

เพราะว่าในส่วนประกอบของยำแต่ละประเภทนั้นมักจะมีส่วนประกอบไปด้วยหอมหัวใหญ่ พริกขี้หนู กระเทียม ซึ่งล้วนมีคุณสมบัติในการป้องกันโรค เช่น แก้หวัด คัดจมูก แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ เหมาะที่จะทานมากๆในช่วงที่สภาพอากาศเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็น ยำวุ้นเส้น ยำรวมมิตร ยำทะเล เป็นต้น

  • น้ำผลไม้สมูทตี้ และน้ำสมุนไพร

โบกมือลาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แล้วเปลี่ยนมาเป็นการดื่มน้ำผักผลไม้ หรือน้ำสมุนไพรแทน เช่น น้ำส้ม น้ำมะนาว ที่อุดมไปด้วยวิตามินซี ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันโรคหวัดได้ดี โดยเฉพาะเมื่อตอนที่เป็นหวัดแล้ว ควรดื่มน้ำมะนาวผสมน้ำเปล่าอุ่นๆ จะช่วยลดน้ำมูกและช่วยบรรเทาอาการหวัด หรือน้ำสมุนไพร เช่น น้ำตะไคร้ น้ำสมุนไพรที่เราทำเองได้ง่ายๆมีประโยชน์มากๆโดยเฉพาะกับผู้ที่มีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล จากโรคหวัด ให้นำต้นตะไคร้มาหั่นเป็นท่อนๆ แบบบุบพอแตก ต้มกับน้ำเปล่าให้เดือด ดื่มหรือจิบบ่อยๆ จะช่วยในการบรรเทาอาการหวัดได้ แต่ถ้ายังไม่เป็นหวัดก็สามารถต้มน้ำตะไคร้ดื่มแบบเย็นๆได้เช่นกัน ถือเป็นเครื่องดื่มที่อร่อยและดีต่อสุขภาพ

  • อาหารที่มีวิตามินซีสูง และสารต้านอนุมูลอิสระ

อาหารที่มีวิตามินซีและสารต้านอนุมูลอิสระ หาทานได้ไม่ยาก อยู่รอบตัวเราทั้งนั้น ซึ่งอาหารที่มีสารเหล่านี้จะช่วยเพิ่มภูมิต้านทานโรคและช่วยกำจัดสิ่งแปลกปลอมหรือเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกาย และป้องกันการติดเชื้อได้อีกด้วย เช่น กะหล่ำปลี แครอท ผักใบสีเขียวจัดๆ ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ส้ม ฝรั่ง องุ่น แคนตาลูป มะละกอสุก เป็นต้น

  • ซุปไก่ร้อนๆ

การทานเมนูซุปไก่จะช่วยลดอาการคัดจมูก ควรเติมผักเข้าไปในซุปด้วยจะดีมาก เพื่อเพิ่มสารอาหาร เช่น หอมใหญ่ ขึ้นฉ่าย มะเขือเทศ มันฝรั่ง ซุปไก่ที่ผ่านกระบวนการตุ๋นนานๆ จนโปรตีนย่อยสลายเป็นไดเปปไทด์ จะช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกัน ช่วยให้ร่างกายสดชื่น และยังให้โปรตีนที่ดีต่อร่างกายด้วย แถมยังช่วยลดอาการไอได้ด้วยสิ

  • อาหารรสเผ็ด

อาหารที่มีรสเผ็ดจะช่วยให้เรารู้สึกจมูกโล่ง หายคัดจมูกได้ ก็คือเมนูอาหารรสเผ็ดร้อนอะไรก็ตามที่มีพริกเป็นส่วนประกอบ ไม่ว่าจะเป็น พริกขี้หนู พริกชี้ฟ้า พริกแห้ง รวมไปถึงพริกไทย และสมุนไพรรสเผ็ดร้อนอื่น ๆ เมนูง่ายๆที่มีพริกเป็นส่วนประกอบเช่น พริกขี้หนูในต้มยำ พริกชี้ฟ้าในผัดเผ็ด พริกไทยในแกงเลียง พริกแห้งในลาบ หรือใครที่ทานเผ็ดไม่ได้ แนะนำให้ทำน้ำขิงร้อนๆดื่มแทนก็ได้ ก็จะช่วยให้ระบบการหายใจทำงานคล่องขึ้นเช่นกัน

นี่ก็คือ 7 อาหารช่วยต้านโรคหวัด ที่นำมาฝากกันในบทนี้ ลองนำไปเป็นหลักในการเลือกทานเมนูอาหารที่ช่วยต้านโรคหวัดเหล่านี้กัน ในมื้ออาหารที่เราต้องทานในแต่ละวัน แล้วในบทหน้าเรามาพบกันใหม่กับเคล็ดลับเรื่องสุขภาพที่จะไปสรรหามาฝากกันอีกได้ในทุกสัปดาห์ จะเป็นเคล็ดลับสุขภาพเรื่องอะไรกันบ้าง เราต้องมาติดตามกันต่อ

ติดตามบทความ good food ในทุกสัปดาห์ได้ที่ howto-healthy.com

Categories
good health

เพิ่มพลังงานให้กับร่างกายอย่างไรเมื่อต้องออกกำลังกาย

พลังงานเป็นสิ่งที่จำเป็นมากเมื่อเราต้องออกกำลังกายซึ่งพลังงานนั้นก็มาจากอาหารที่เราต้องรับประทาน แต่การรับประทานมากไปก็อาจจะส่งผลเสียต่อการออกกำลังกายได้อาจจะทำให้มีอาการจุกขณะที่ออกกำลังกายหรือมีแก๊สมากจนทำให้บางครั้งมีการเรอขณะที่ออกกำลังกาย

แต่ถ้าหากรับประทานอาหารน้อยไปทำให้ร่างกายไม่มีพลังงานทำให้การออกกำลังกายก็ไม่มีประสิทธิภาพอีกเช่นเดียวกันบางครั้งการออกกำลังกายในขณะที่ท้องว่างก็อาจจะทำให้เกิดอาการปวดหัว เวียนหัวได้นั่นเอง ดังนั้นเราควรรับประทานอาหารให้พอดิบพอดีก่อนออกกำลังกายและช่วงเวลาก็เป็นสิ่งสำคัญด้วยเช่นเดียวกันในการรับประทานอาหารก่อนออกกำลังกาย

ภาพจาก Pexels

เราควรรับประทานอาหารอย่างน้อย 1 ชั่วโมงถึง 4 ชั่วโมงก่อนที่จะออกกำลังกายในแต่ละครั้งเพื่อให้ร่างกายได้มีเวลาการย่อยอาหารที่เพียงพอ และสารอาหารที่รับประทานเข้าไปก็ต้องเพียงพอต่อการออกกำลังกายด้วยเช่นเดียวกันคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาลกลูโคสเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้ร่างกายมีพลังงานในการออกกำลังกายยิ่งออกกำลังกายหนักก็ต้องยิ่งรับประทานอาหารที่มีสารอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาลกลูโคสมากเพื่อให้ร่างกายมีพลังงานมากเพียงพอที่จะออกกำลังกายอย่างหนัก โดยมีการแนะนำว่าในการออกกำลังกายแต่ละครั้งอาจจะมีการรับประทานข้าวโอ๊ต พร้อมกับนมที่มีไขมันต่ำผักผลไม้รวมไปถึงกล้วย จากสารอาหารจำพวกนี้ให้กูโคตรและคาร์โบไฮเดรตสูงรวมไปถึงโปรตีนด้วย คาร์โบไฮเดรตจะช่วยให้พลังงานและโปรตีนจะช่วยซ่อมแซมกล้ามเนื้อ

ภาพจาก Pexels

แต่ถ้าหากเป็นคนที่ชื่นชอบการออกกำลังกายตอนเช้าการรับประทานอาหารก่อนการออกกำลังกาย 1-4 ชั่วโมงอาจจะเป็นเรื่องยาก ดังนั้นในการออกกำลังกายช่วงเช้าก็อาจจะกินอาหารมื้อเล็กๆ ที่ย่อยง่ายตัวอย่างเช่น แอปเปิล, กล้วย หรืออาจจะกินไข่ต้ม ซึ่งจะเหมาะกับการออกกำลังกายในระยะเวลาประมาณ 30 นาที อีกหนึ่งตัวช่วยที่มีในปัจจุบันนี้ที่ทุกคนสามารถหาได้ง่ายนั่นก็คือน้ำผสมโปรตีนหรือนมโปรตีนที่มีขายอยู่ในร้านค้าสะดวกซื้อ สำคัญเลยก็คือการรับประทานอาหารในช่วงเช้าจะช่วยสร้าง metabolism ซึ่งเป็นสารที่ช่วยในการลดน้ำหนัก

ภาพจาก Pexels

อย่างไรก็ตามทั้งหมดเป็นเพียงแค่คำแนะนำ สิ่งที่เราควรทำก็คือเชื่อสิ่งที่ร่างกายเราบอก ถ้าร่างกายฟ้องว่าควรพักก็ควรพักไม่ควรออกกำลังกายหักโหม ถ้าร่างกายบอกว่าไม่เหมาะกับการรับประทานอาหารก่อนออกกำลังกายก็ไม่ควรรับประทาน ร่างกายต้องการการปรับตัวเหมือนกับเราดังนั้นหากจะต้องการเปลี่ยนแปลงหลังสิ่งบางอย่างภายในร่างกายก็ควรที่จะค่อยๆ ปรับเปลี่ยนเพื่อให้ร่างกายนั้นมีความเคยชิน ขอให้ทุกคนออกกำลังกายอย่างมีความสุข

ข้อมูลจาก CNN

ติดตามบทความ good health ในทุกสัปดาห์ได้ที่ howto-healthy.com

Categories
good health

วิธีดูแลตัวเอง เมื่อเข้าสู่วัยทอง

      วัยทองสำหรับผู้หญิงเริ่มต้นที่อายุเท่าไหร่กันนะ หากหมดประจำเดือน ก่อนอายุ 40 ปี ถือว่า หมดประจำเดือนเร็วไป เสี่ยงต่อระบบกล้ามเนื้อ ระบบกระดูก ระบบหัวใจและหลอดเลือดมากขึ้น หากหมดประจำเดือนหลังอายุ 55 ปี หมดประจำเดือนช้าไป ทำให้ร่างกายเสี่ยงต่อโรคมะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่ มะเร็งโพรงมดลูกมากขึ้น แล้วผู้หญิงอย่างเราจะดูแลตัวเองอย่างไร

      อาการวัยทอง เกิดขึ้นเพราะรังไข่หยุดทำงาน จึงไม่มีการสร้างฮอร์โมนเอสโทรเจนและโพรเจสเทอโรนอาการวัยทองแบ่งออกเป็นระยะต่างๆ ดังนี้

Cr.pic; www.freepik.com

1.อาการวัยทองที่เกิดระยะสั้น หลังหมดประจำเดือนไม่นาน มักจะมีอาการร้อนวูบวาบ นอนไม่หลับ เครียด หงุดหงิด อารมณ์แปรปรวน ฟุ้งซ่าน

2.อาการวัยทองที่เกิดระยะปานกลางหลังหมดประจำเดือนไปเป็นปี มักจะมีอาการ ผิวเหี่ยวย่น มีริ้วรอยมากขึ้น ช่องคลอดแห้ง กลั้นปัสสาวะไม่ได้ ปัสสาวะบ่อย

3. อาการวัยทองที่เกิดระยะยาว หลังหมดประจำเดือนไปเป็นสิบปี ได้แก่ กระดูกพรุน  โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคสมองเสื่อม อัลไซเมอร์ มะเร็งลำไส้ใหญ่

    เนื่องจากอาการวัยทองเกิดจากการที่ร่างกายขาดฮอร์โมนเพศหญิง เพราะฉะนั้นการใช้ฮอร์โมนทดแทนระยะสั้นๆ ไม่เกิน 5 ปี จะช่วยลดอาการวัยทองได้ แต่ที่เราแนะนำไม่ให้ฮอร์โมนทดแทนเกิน 5 ปี เพราะเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งเต้านม

    ฮอร์โมนทดแทนการหมดประจำเดือน การจะเลือกใช้แต่ละชนิด ควรปรึกษาเภสัช และแพทย์เพราะขึ้นอยู่กับสภาพร่างกาย อาการ และความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น มี 3 รูปแบบ ดังนี้

Cr.pic; www.freepik.com

  1. ชนิดแผ่นแปะ จะเป็นฮอร์โมนเอสโทรเจน ที่สามารถซึมเข้ากระแสเลือดได้เลย เหมือนแผ่นแปะลดปวด ข้อดี คือ ใช้งานง่าย ดูดซึมเร็ว เพราะไม่ต้องผ่านกระบวนการย่อย การดูดซึมเข้าทางเดินอาหารและตับ ดังนั้นจะไม่คลื่นไส้อาเจียน และไม่มีผลต่อการทำงานของตับ

Cr.pic; www.freepik.com

  • ชนิดกิน มีทั้งฮอร์โมนเอสโทรเจนและโพรเจสเทอโรน หลักการคือ หากตัดมดลูกแล้ว สามารถใช้ตัวยาที่มีฮอร์โมนเอสโตรเจนเพียงตัวเดียว แต่ถ้าหากยังมีมดลูกอยู่ แนะนำให้ใช้ฮอร์โมนทั้งสองตัวเพื่อป้องกันมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก

Cr.pic; www.freepik.com

  • ชนิดครีม เป็นฮอร์โมนเอสโทรเจน ใช้ทาช่องคลอด กรณีที่มีปัญหาช่องคลอดแห้งจนเกิดอาการระคายเคือง แสบร้อน

     สำหรับใครที่เข้าสู่วัยทอง เราควรคิดให้เป็นสุข ด้วยการถือว่าช่วงวัยนี้ เป็นช่วงเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ดีๆที่ได้ทำมา  ถือเป็นช่วงโอกาสที่มีสิ่งดีๆเข้ามาในชีวิต จากกการทำงานเพื่อตนเอง ครอบครัว และสังคม ได้ดูแลตนเองและให้รางวัลตนเองเพราะเหนื่อยมาทั้งชีวิต ได้ตรวจเช็กสุขภาพ  ได้ทำงานอดิเรกที่ตนเองรัก อาจจะเป็นอีกช่วงเวลาที่คุณได้เติมเต็มความฝันให้ชีวิต และคืนสิ่งดีๆกลับคืนสู่สังคม

ติดตามบทความ good health ในทุกสัปดาห์ได้ที่ howto-healthy.com

Categories
good food

7 สรรพคุณของบลูเบอร์รี่ ผลไม้ที่ดีต่อสุขภาพ

บลูเบอร์รี่ ผลไม้ที่มีสีม่วงสวยสดเข้มๆ เป็นผลไม้จากเมืองนอก ที่มีจำหน่ายอยู่ทั่วไปในบ้านเราตามซุปเปอร์มาร์เกตห้างสรรพสินค้า ในปัจจุบันนี้มีการนำเอาบลูเบอร์รี่มาทำเป็นผลิตภัณฑ์บรรจุกระป๋อง

โหลแก้ว หลายประเภท หลายยี่ห้อ ทั้งจากเมืองนอก และในบ้านเราเอง มีการนำผลบลูเบอร์รี่ไปผสมกับนม โยเกิร์ต มากมายหลายชนิด หลายยี่ห้อเช่นกัน ในบทนี้จึงขอนำสรรพคุณที่มีดีต่อสุขภาพของบลูเบอร์รี่มาฝากทุกคนกัน ใครที่ชอบทานผลิตภัณฑ์อาหารที่มีส่วนผสมหรือว่าทำมาจากผลบลูเบอร์รี่เหมือนๆกัน เรามาติดตามกันเลย

  1. การทานบลูเบอร์รี่ช่วยในการบำรุงเลือด บำรุงผิวพรรณ ในบลูเบอร์รี่มีสารแอนโทไซยานิน (Anthocyanin) อยู่ เป็นสารจำพวกฟลาโวนอยด์ที่มีสีแดงอมม่วง สารนี้จะมีส่วนในการช่วยทำให้หลอดเลือดแข็งแรง ทำให้การไหลเวียนของเลือดอยู่ในระดับที่เล็กมากขึ้น
  2. ช่วยในการทำงานของกระบวนการเมตาบอลิซึ่มของเซลล์เรตินา ทั้งยังอุดมไปด้วยวิตามินซี ที่จะช่วยในการบำรุงผิวพรรณของเราให้สดใส เปล่งปลั่ง และแก้มแดงมีเลือดฝาด ดูผิวสวยแบบสุขภาพดีขึ้น
  3. การทานบลูเบอร์รี่ช่วยในการบำรุงหัวใจ การทานอย่างเป็นประจำต่อเนื่อง ช่วยลดการแข็งตัวของเลือดและไตรกีเซอไรด์ลงได้ ในคนที่มีภาวะโรคหัวใจ ผู้ป่วยบางรายแพทย์อาจจ่ายยาที่มีแอสไพรินเพื่อลดการแข็งตัวของเลือด การทานยาประเภทนี้อาจมีผลข้างเคียงกับร่างกายหลายอย่าง หากทานบลูเบอร์รี่อย่างต่อเนื่องได้ก็จะช่วยต่อต้านการเกิดภาวะดังกล่าวได้
  • การทานบลูเบอร์รี่ช่วยให้ระบบย่อยอาหารและระบบขับถ่ายดีขึ้น บลูเบอร์รี่มีไฟเบอร์อยู่สูงมาก จึงมีส่วนช่วยให้ระบบขับถ่ายของเราทำงานได้ดีขึ้น และถ้าในบางวันที่เราทานเนื้อสัตว์เข้าไปเยอะๆ อาจทำให้เรามีภาวะจุกเสียดแน่นท้องได้ เพราะว่าอาหารไม่ย่อย ให้เราลองทำน้ำบลูเบอร์รี่สมูทตี้ ดื่มตามมื้ออาหาร สาร Actinide ที่อยู่ในบลูเบอร์รี่จะเป็นตัวช่วยย่อยโปรตีนได้ดี
  • การทานบลูเบอร์รี่ช่วยบำรุงสมอง อีกหนึ่งคุณประโยชน์ที่สำคัญมากๆ ของบลูเบอร์รี่ ก็คือ บลูเบอร์รี่สามารถช่วยบำรุงระบบประสาทได้ ทำให้สมองทำงานได้เต็มที่ ทำให้ความจำดีขึ้น ถ้าทานอย่างต่อเนื่องยังสามารถป้องกันโรคความจำเสื่อมในวัยสูงอายุได้ด้วย
  • การทานบลูเบอร์รี่ช่วยในการลดน้ำหนักได้อย่างดี ในผลบลูเบอร์รี่ มีกากใยสูงถึง 3.6 กรัม และยังมีแคลอรี่ต่ำ จะทำให้เรารู้สึกอิ่มนานขึ้น ช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดีขึ้น ถือเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ดีมากๆ สำหรับคนที่ต้องการลดน้ำหนัก
  • การทานบลูเบอร์รี่ช่วยในการชะลอเซลล์มะเร็งได้ การที่เราทานบลูเบอร์รี่เป็นประจำ จะมีส่วนช่วยในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งภายในร่างกายของเราได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะมะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ และมะเร็งต่อมลูกหมาก
  • บลูเบอร์รี่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ บลูเบอร์รี่มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระอยู่สูงมาก มากที่สุดในผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ การที่เราทานบลูเบอร์รี่จึงช่วยต่อต้านสารอนุมูลอิสระต่างๆ ที่จะมาทำลายผิวให้เกิดริ้วรอย และยังช่วยขจัดเซลล์ผิวเก่าที่เสื่อมสภาพแล้วให้หลุดออกไป พร้อมเผยผิวใหม่ที่สดใสกว่าเดิมออกมาอีกด้วย

นี่คือ 7 สรรพคุณที่ดีต่อสุขภาพของบลูเบอร์รี่ที่เรานำมาฝากกันในบทนี้ ใครที่ไม่ค่อยได้ซื้อผลิตภัณฑ์บลูเบอร์รี่มาทาน ต้องลองไปหาซื้อผลิตภัณฑ์อาหารที่มีส่วนผสมของบลูเบอร์รี่มาทานกันให้มากขึ้นแล้วล่ะ เพื่อผลดีต่อสุขภาพของเราเอง แล้วในบทหน้าเรามาพบกันใหม่กับเรื่องสุขภาพที่จะนำมาฝากกันต่อได้ในทุกสัปดาห์ ต้องคอยติดตามกันว่าจะเป็นเรื่องอะไรบ้าง

ติดตามบทความ good food ในทุกสัปดาห์ได้ที่ howto-healthy.com

Categories
good health

วิธีการป้องกันปัญหาช่องปากอักเสบสำหรับหมาแมวที่คุณรัก และใส่ใจ 

สำหรับการดูแลปัญหาสุขภาพช่องปากสำหรับหมาแมวนั้น หลายคนก็คงจะไม่ค่อยได้ใส่ใจมากนัก ส่วนมากจะเป็นอย่างนั้น เพราะว่าส่วนใหญ่ประมาณ 80% ของหมาแมวที่อายุประมาณ 2 – 3 ปีจะไม่ค่อยพบปัญหาเรื่องนี้มากนัก แต่จะเกิดขึ้นกับหมาแมวที่มีอายุมากกว่า 3 ปีขึ้นไปด้วยกันทั้งนั้น นั่นก็คือการรับประทานอาหารได้น้อยลง และอาการซึมเศร้า เนื่องจากไม่สามารถกินของต่าง ๆ ได้ดี อาการเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่น่ากังวลใจ และส่งผลเสียต่อการเลี้ยงดูพวกเขาในระยะยาว อยากแนะนำวิธีการแก้ไขปัญหาด้วยวิธีการป้องกันตั้งแต่เนิ่น ๆ พวกเขาจะได้มีสุขภาพแข็งแรง และอยู่เล่นกับคุณไปนาน ๆ 

1. เข้าใจทางด้านหลักการ และปัญหาของโรคช่องปากอักเสบ ในสุนัข และน้องแมว 

สิ่งนี้คุณควรเข้าใจก่อนว่าสาเหตุการเกิดปัญหาเรื่องช่องปากนั้นเกิดขึ้นได้หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการที่คุณให้อาหารที่แข็งมากจนเกินไป หรือรับประทานอาหารที่ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการอย่างครบถ้วน ไม่ก็ดูแลความสะอาดในช่องปากที่ไม่เพียงพอ สิ่งเหล่านี้นั้นสามารถแก้ไขได้ด้วยการหมั่นดูแลความสะอาดช่องปาก ให้รับประทานขนมขัดฟัน หรืออาหารเม็ดดเป็นบางครั้งก็จะช่วยได้เป็นอย่างดี 

2. พยายามไม่เล่นกับน้องหมาหรือน้องแมวแบบรุนแรง 

สำหรับการเล่นกับน้องหมาน้องแมวคงจะห้ามไม่ค่อยได้ แต่สำหรับการเล่นบางชนิดที่ออกแรงกระชากหรือแรงกัดอย่างรุนแรงไม่ขอแนะนำให้เป็นกิจกรรมที่น่าเล่นมากสักเท่าไร ซึ่งจะส่งผลเสียต่อระบบเหงือก และฟันของน้องหมา และน้องแมว แถมยังทำให้เกิดอาการอักเสบของกล้ามเนื้อในช่องปากได้อีกด้วย ในบางครั้งควรจะเล่นแบบเบา ๆ เพื่อลดอาการบาดเจ็บเหล่านั้น พวกเขาจะได้อยู่กับคุณได้ไปนาน ๆ นี้เป็นข้อมูลจากทางสัตวแพทย์จึงอยากแนะนำ 

3. ควรหมั่นพยายามตรวจสอบช่องปากของสัตว์เลี้ยงคุณเป็นประจำ 

สิ่งนี้ไม่น่าจะยากเกินไปสำหรับคนที่เป็นเจ้าของสัตว์เลี้ยง ไม่ว่าจะเป็นน้องหมาหรือน้องแมว การตรวจสอบความผิดปกติของช่องปากสัตว์เลี้ยงคุณนั้นเป็นเรื่องที่จำเป็นมาก ซึ่งถ้าหากคุณพบเจออะไรที่ผิดสังเกตเราขอแนะนำให้คุณนั้นเข้าไปปรึกษาสัตวแพทย์โดยทันที ซึ่งวิธีนี้จะลดอาการอักเสบ และอาการติดเชื้อได้ในอนาคต แน่นอนว่าถ้าคุณดูแลอย่างใส่ใจน้องหมาหรือน้องแมวของคุณนั้นจะมีอายุยืนยาว และอยู่เล่นกับคุณได้นานกว่าเดิมอย่างแน่นอน 

สรุป 

สำหรับใครที่คิดว่าการเลี้ยงหมาแมวเป็นเรื่องที่ง่าย ก็บอกเลยว่ามันก็ง่ายอยู่นะ แต่คุณต้องเข้าใจหลักการในการดูแล การเล่นกับ ถ้าไม่เช่นนั้นคุณอาจจะต้องเผชิญกับการเลี้ยงดูที่ลำบาก ซึ่งบอกเลยว่าไม่สนุกอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นแล้วใส่ใจสักนิดก่อนช่วงนี้ แล้วคุณจะมีความสุขกับสุนัขหรือแมวไปอีกนานอย่างแน่นอน

รูปภาพประกอบจาก  https://pixabay.com/

ติดตามบทความ good health ในทุกสัปดาห์ได้ที่ howto-healthy.com