Categories
good food

7 เมนูอาหารช่วยป้องกันโรคหัวใจ

โรคหัวใจ ใครๆก็คงไม่อยากจะเป็นอย่างแน่นอนที่สุด การที่เราสามารถใช้การเลือกทานอาหรที่มีประโยชน์ในการช่วยบำรุงหัวใจของเราให้แข็งแรง และมีสุขภาพที่ดีมากขึ้นได้ จะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการที่เราเป็นโรคหัวใจไปแล้ว ค่อยมาดูแลเรื่องการทานอาหารของเราทีหลังอย่างแน่นอน ในบทนี้จึงขอนำ 7 เมนูอาหารที่ช่วยในการป้องกันโรคหัวใจได้มาฝากทุกคนกัน ใครอยากทราบกันแล้ว เรามาติดตามกันเลย

  1. อัลมอนด์ ช่วยในการลดระดับคอเลสเตอรอล

ในอัลมอนด์มีส่วนประกอบสำคัญอย่างกรดไขมันอยู่ ที่มีความจำเป็นต่อร่างกาย ทั้งกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวและเชิงซ้อน ซึ่งจะช่วยเพิ่มระดับ HDL หรือไขมันดี และลดระดับ LDL ไขมันเลวในร่างกายของเราลง  ทั้งยังช่วยในการลดระดับคอเลสเตอรอล และจำเป็นต่อกระบวนการทำงานของร่างกายด้วย

  • ไฟเบอร์ ช่วยในการลดปริมาณคอเลสเตอรอลในเลือด

ไฟเบอร์ที่ได้จากธัญพืชที่ไม่ขัดสี อย่างเช่น ข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต ข้าวสาลี ธัญพืชชนิดต่างๆ จะช่วยลดปริมาณคอเลสเตอรอลในเลือด ช่วยทำให้หัวใจของเราแข็งแรงขึ้นได้ ทั้งยังช่วยป้องกันความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดในอนาคตได้ด้วย

  • เบอร์รี่ ช่วยในการป้องกันหลอดเลือดอุดตัน

ผลไม้จำพวกเบอร์รี่ที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ทั้ง วิตามินซี กรดโฟลิก โพแทสเซียม ใยอาหาร และแอนโทไซยานิน ที่มีส่วนช่วยป้องกันความเครียด ลดการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่นระหว่างอนุมูลอิสระกับไขมัน (LDL) ช่วยป้องกันการสะสมของไขมันบริเวณผนังหลอดเลือด ที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน ทั้งยังช่วยลดการอักเสบของผนังหลอดเลือด และยับยั้งการแข็งตัวของเลือดได้

  • ผักใบเขียว ช่วยในการปกป้องหลอดเลือดแดง

การที่เราทานผักใบเขียว จะทำให้ร่างกายของเราได้รับปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระ ที่จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ในผักใบเขียวนั้น อุดมไปด้วยวิตามิน แร่ธาตุ และสารต้านอนุมูลอิสระ รวมทั้งมี วิตามินเค ที่มีส่วนช่วยในการปกป้องหลอดเลือดแดงได้นั่นเอง

  • อะโวคาโด ช่วยในการเพิ่มโพแทสเซียม

การที่เราทาน อะโวคาโด ผลไม้ที่อุดมไปด้วยโพแทสเซียม ที่เป็นสารอาหารจำเป็นต่อสุขภาพของหัวใจของเรา ในอะโวคาโด 1 ลูก จะมีโพแทสเซียมอยู่สูงถึง 975 มิลลิกรัม หรือประมาณ 28% ของปริมาณโพแทสเซียมที่ร่างกายต้องการในหนึ่งวัน หากว่าเราได้รับโพแทสเซียมในปริมาณที่เพียงพอ ก็จะสามารถช่วยลดความดันโลหิตที่เป็นสาเหตุสำคัญของโรคหัวใจได้

  • น้ำมันจากถั่วเปลือกแข็ง ช่วยลดความเสี่ยงความดันโลหิตสูง

น้ำมันจากถั่วเปลือกแข็งและเมล็ดพืชที่มีกรดแอลฟา-ลิโนเลนิกสูง อย่างเช่น น้ำมันคาโนลา วอลนัต น้ำมันถั่วเหลือง ช่วยลดความเสี่ยงความดันโลหิตสูงได้ แต่เราไม่ควรกินมากจนเกินไป เพราะว่าน้ำมันประเภทนี้จะให้พลังงานที่สูง จะทำให้เราน้ำหนักเพิ่มขึ้นได้ง่าย หรือว่าอ้วนนั่นเอง

  • ปลาทะเล ช่วยลดการอักเสบหลอดเลือดแดง

เราควรทานปลาทะเล อย่างเช่น ปลาแซลมอน ปลาทู ปลาซาร์ดีน อย่างน้อย 2 ครั้ง/สัปดาห์ เพราะเป็นปลาที่มีไขมันโอเมก้า 3 ช่วยลดการอักเสบของหลอดเลือดแดง ที่เป็นอาการเริ่มต้นสู่การเป็นโรคหัวใจได้

นี่ก็คือ 7 เมนูอาหารที่ช่วยป้องกันโรคหัวใจที่นำมาฝากกัน ลองนำไปเป็นแนวทางในการเลือกทานอาหารเพื่อป้องกันโรคหัวใจกัน แล้วในบทหน้าเรามาพบกันใหม่กับเรื่องสุขภาพที่จะนำมาฝากกันต่อในทุกสัปดาห์ จะเป็นเรื่องอะไรบ้าง ต้องติดตามกันต่อ

ติดตามบทความ good food ในทุกสัปดาห์ได้ที่ howto-healthy.com

Categories
good health

มะเร็ง โรคร้ายของผู้หญิง ที่ป้องกันได้

มะเร็ง โรคร้ายของผู้หญิง ที่ป้องกันได้

    มะเร็งปากมดลูก เป็นภัยร้ายใกล้ตัวของผู้หญิงอย่างเราๆ ที่ไม่มีใครอยากเป็น เพราะถ้าเป็นแล้ว อาจสายเกินแก้ เพราะมักมีสัญญาณเตือน เช่น ตกขาวมีเลือดปน เบื่ออาหาร เพลีย เลือดออกทางช่องคลอด  เราจึงควรรู้วิธีป้องกันโรคร้ายด้วย วิธีเหล่านี้

1.อาหารการกิน คนที่ร่างกายแข็งแรง ก็ต้องกินอาหารให้ ครบ5หมู่ และทานอาหารให้หลากหลาย ร่างกายก็จะได้รับสารอาหารที่เพียงพอ พอร่างกายแข็งแรงภูมิคุ้มกันโรคของเราจะดี

Cr.pic; https://www.nationtv.tv/

2. การออกกำลังกาย นอกจากจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรง และเป็นการเบิร์นไขมันส่วนเกินแล้ว ยังไม่น่าเชื่อว่าจะช่วยป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้ เพราะการที่ร่างกายแข็งแรง ทำให้ภูมิคุ้มกันดี ทำให้ไม่เสี่ยงติดโรคทางเพศสัมพันธ์และลดความเสี่ยงติดเชื้อทางโรคติดต่อ และเราแนะนำว่า ให้ออกกำลังกายวันละ 30-45 นาทีต่อวัน หรือสัปดาห์ละอย่างน้อย 3-5 วัน

3. การพักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ อย่างน้อย 7-8 ชั่วโมง และควรเข้านอน ตั้งแต่ 4 ทุ่มเป็นต้นไป เพราะกว่าเราจะนอนหลับลึก ก็ใช้เวลาเป็นชั่วโมง เพื่อให้โกรกฮอร์โมนหลั่งออกมามากในช่วงตี 1 -ตี2 และทำให้ร่างกายได้ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ

4. สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันในยุคนี้ คือ การจัดการความเครียด เพราะทุกคนล้วนแต่มีความเครียดส่วนตัว แต่ขึ้นอยู่กับแต่ละคนว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเครียด ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนความเครียดที่เรียกว่า คอร์ติซอล ความเครียดจะไปกดภูมิคุ้มกัน ทำให้ร่างกายของเราเจ็บป่วยง่าย สังเกตได้จากคนที่เป็นโรคกระเพาะ และคนที่ท้องผูก แสดงว่าเป็นสัญญาณเตือนว่าเรานั้นเครียดโดยไม่รู้ตัว

Cr.pic; https://www.bangkokhospital.com/

5. ควันบุหรี่ ไม่ว่าจะเป็นการสูดดมควันที่สูบบุหรี่เองหรือบุหรี่มือสอง มือสาม บุหรี่มือสอง คือ มาจากการสูดดมควันบุหรี่ที่คนอื่นสูบ ทำให้คนที่ได้รับควันบุหรี่ได้รับสารพิษเต็มๆ เพราะขณะที่เราสูดดมไม่มีตัวกรองสารพิษ ส่วนบุหรี่มือสาม คือ ควันบุหรี่ที่ติดมากับเสื้อผ้า สิ่งของผู้สูบ ควันบุหรี่ทำให้เรามีภูมิคุ้มกันต่ำ และยังมีงานวิจัยพบว่า ควันบุหรี่ทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูกมากกว่าคนที่ไม่สูบบุหรี่ถึง 2 เท่า

6. ฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก แบ่งเป็น วัคซีนตัวหนึ่งสามารถป้องกันเชื้อ HPV สายพันธุ์ 16 และ 18  ส่วนวัคซีน อีกชนิดสามารถป้องกันการติดเชื้อ HPV ได้ถึง 4 สายพันธุ์ นั่นคือ สองสายพันธุ์ที่ทำให้เกิดหูดหงอนไก่ แนะนำให้ฉีดช่วงอายุ10-14ปี จะมีปะสิทธิภาพสูงสุด เพราะเป็นการป้องกันการติดเชื้อHPV ก่อนเริ่มมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก วัคซีนนี้จะฉีดทั้งหมด 3 เข็ม ได้แก่ เข็มแรก ฉีดที่กล้ามเนื้อ เข็มที่สอง ฉีดห่างจากเข็มแรก 2 เดือน เข็มที่สามฉีดห่างจากเข็มแรก 6 เดือน แต่หากสาวๆคนไหนที่อายุเกินแล้ว แต่ยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ ก็มีประสิทธิภาพเช่นกัน หลังจากฉีดวัคซีนแล้ว ควรตรวจคัดกรองทุกปี

Cr.pic; https://ch9airport.com/

7. ผู้หญิงที่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์ หรือมีอายุถึง 30 ปีขึ้นไป ควรตรวจคัดกรอง มะเร็งปากมดลูกทุกปี อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง  แต่ถ้าอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป ควรมาตรวจคัดกรอง ปีละ 2 ครั้ง สำหรับวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก ราคา เริ่มต้นที่3000 บาท สามารถป้องกันได้ถึง 4 สายพันธุ์ ฉีดได้ที่โรงพยาบาลยันฮี

8. หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง เช่น มีคู่นอนหลายคน การมีเพศสัมพันธ์ตอนอายุยังน้อย งดการสูบบุหรี่ เพราะเป็นพฤติกรรมเสี่ยงเหล่านี้ อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดเชื้อก่อโรคจนกลายเป็นโรคร้ายได้

    เราจึงควรดูแลสุขภาพให้ดีอยู่เสมอ และควรตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี หากคุณผู้หญิงอายุมากกว่า 30 ปี ควรตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกอย่างน้อย ปีละ 1 ครั้ง เพราะมะเร็งปากมดลูก สามารถรักษาให้หายขาดได้ รวมถึงปัจจุบันมีวัคซีน 2 ชนิดที่สามารถป้องกันโรคนี้ได้

ติดตามบทความ good health ในทุกสัปดาห์ได้ที่ howto-healthy.com

Categories
good health

7 อาหารช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์

7 อาหารช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์

การทานอาหารของเราในทุกมื้อ และ ทุกๆวันนั้นสามารถจะมีส่วนช่วยในการป้องกันการเป็นอัลไซเมอร์ก่อนวัยอันควรได้ เราจะต้องทานอาหารประเภทไหนบ้าง มีกี่ประเภท ต้องทานให้เหมาะสมอย่างไร ในบทนี้จึงขอนำ 7 อาหารที่ช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์มาฝากกัน ใครที่อยากจะทราบกันแล้ว เรามาติดตามกันเลย

  1. องุ่น ไวน์แดง และดาร์กช็อกโกแลต

สารสกัด Resveratrol เป็นสารโพลีฟีนอลชนิดหนึ่ง ที่พบในองุ่น, ไวน์แดง และดาร์กช็อกโกแลต มีสรรพคุณช่วยลดความเสี่ยงของโรคต่าง ๆ ที่มีส่วนสัมพันธ์กับอายุของเรา  เช่น ปัญหาที่เกี่ยวกับระบบประสาท ชะลออาการของโรคอัลไซเมอร์ และภาวะสมองเสื่อม รวมทั้งโรคมะเร็ง และเบาหวาน

  • ถั่วลิสง และเนยถั่ว

ถือเป็นแหล่งไขมันดีอุดมไปด้วยวิตามินอี ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพหัวใจ และการทำงานของสมอง รวมไปถึง ถั่วอัลมอนด์ และฮาเซลนัท  ที่มี ดร.Maria C.Carrillo ผู้อำนวยการอาวุโสทางด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์แห่งสมาคมอัลไซเมอร์ ยืนยันว่า มีงานวิจัยที่ค้นพบว่าอาหารที่มีไขมันดีสูง มีไขมันอิ่มตัวต่ำ และไขมันทรานส์ต่ำ หรือกลุ่มอาหารที่อุดมไปด้วยธัญพืช ผักใบเขียว และถั่วนั้น มีประโยชน์ต่อสุขภาพหัวใจ และสมอง

  • ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่

จากผลของการวิจัยล่าสุด ที่เปิดเผยหลังการประชุมของ The American Chemical Society ที่กรุงบอสตัน ระบุว่าผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ เช่น บลูเบอร์รี่, สตรอว์เบอร์รี่,  และอาซาอิเบอร์รี่ (Acai Berries) มีคุณสมบัติในการช่วยหยุดภาวะเสื่อมถอยของความจำ ซึ่งเป็นผลมาจากอายุของเราที่เพิ่มขึ้นได้

  • อะโวคาโด ผลไม้เนื้อครีม

อุดมชุ่มฉ่ำไปด้วยไขมันดี วิตามินอีสูง และมีสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งพบว่ามีส่วนสัมพันธ์ในการลดความเสี่ยงที่จะนำไปสู่โรคอัลไซเมอร์ได้ การที่เราทานอะโวคาโดเป็นประจำ ยังช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ เพิ่มปริมาณไขมันดี (HDL) และลดไขมันไม่ดี (LDL) หรือคอเลสเตอรอลในร่างกายลง เมื่อไหร่ก็ตามที่ไขมันทั้งสองอยู่ในระดับสมดุล ก็จะทำให้ระบบการทำงานของหลอดเลือด และหัวใจทำงานได้ดีขึ้นด้วย

  • พืชผักใบเขียว

ผักแคล (Kale), คะน้า, ผักโขม และบล็อกโคลี่ ถือเป็นแหล่งอาหารที่มีวิตามินอีและโฟเลทสูง โดยผักโขมดิบ 1 ถ้วย ให้วิตามินอี 15% และผักโขมต้มสุก  ½  ถ้วย ให้วิตามินอีสูงถึง 25% ในขณะที่กรดโฟลิก มีการศึกษาที่ผ่านมา ค้นพบว่ามีส่วนช่วยเผาผลาญกรดโฮโมซีสเตอีน (Homocysteine) ซึ่งหากร่างกายมีระดับโฮโมซีสเตอีนในเลือดสูง อาจส่งผลให้เซลล์ประสาทในสมองตาย รวมทั้งยังเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ได้ด้วย

  • การทานปลาได้ไขมันดี

ทั้ง ปลาแซลมอน, ปลาแมคคาเรล, ทูน่า และปลาชนิดอื่น ๆ ที่ให้กรดไขมันโอเมก้า 3 และมีกรดไขมัน DHA (Docosahexaenoic Acid) เป็นกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัว จะมีส่วนช่วยในการพัฒนาสมอง โดยเฉพาะส่วนของความจำ และการเรียนรู้ ในกรดไขมัน DHA พบว่าเป็นไขมันที่เป็นส่วนประกอบของเซลล์สมองถึง  65%  และร่างกายไม่สามารถสร้างเองได้ ต้องได้รับจากการทานปลา

  • น้ำสลัดที่มีส่วนประกอบของน้ำมันจากพืช

Martha Clare Morris ผู้อำนวยการฝ่ายโภชนาการ และระบาดวิทยา แห่งมหาวิทยาลัย Rush ในชิคาโก ระบุเอาไว้ว่าการทานอาหารที่อุดมด้วยวิตามินอีสูง  เช่น น้ำสลัดที่มีส่วนประกอบพื้นฐานของน้ำมันผักอย่างน้ำมันมะกอก เมล็ดพืช ถั่ว และธัญพืช จะประกอบไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ที่จะช่วยในการปกป้องเซลล์ประสาทได้ดี

นี่คือ 7 อาหารที่ช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์ที่นำมาฝากกัน ลองนำไปเป็นหลักในการเลือกทานอาหารเพื่อช่วยป้องกันอัลไซเมอร์กันดู แล้วในบทหน้าเรามาพบกันใหม่กับเรื่องสุขภาพที่จะนำมาฝากกันต่อได้ในทุกสัปดาห์ จะเป็นเรื่องอะไรบ้างนั้น ต้องรอติดตามกันต่อ

ติดตามบทความ good food ในทุกสัปดาห์ได้ที่ howto-healthy.com

Categories
good health

7 วิธีดูแลสุขภาพ “หนีโควิด” เมื่อกลับถึงบ้าน

ช่วงการระบาดของ COVID-19 ที่สามารถแพร่กระจายได้อย่างง่ายดายแต่เราทุกคนก็ต้องออกไปทำงานและดำเนินชีวิตต่อไปไม่มีวันหยุด เราจึงจำเป็นที่จะต้องรู้จักวิธีการป้องกันโควิด-19ที่สามารถทำได้ง่ายๆ หรือแม้แต่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการใช้ชีวิตประจำวันเพื่อให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบันก็เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งวิธีที่เราควรทำเพื่อป้องกันหลีกหนีจากเชื้อโควิด-19 ตัวนี้ ถึงแม้จะไม่ได้เป็นการหลีกเลี่ยงได้ 100% ก็ตาม แต่ก็ถือเป็นวิธีที่ดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ในสถานการณ์แบบนี้

1.ถอดหน้ากากอนามัย และคัดแยกออกจากถังขยะที่คนในบ้านใช้เป็นประจำ มัดแยกออกมาทิ้งไว้อย่างมิดชิด และควรทำความสะอาดมือด้วยสบู่ น้ำสะอาดหรือเจลแอลกอฮอล์ทันทีหลังจากจับหน้ากากอนามัยที่ใช้แล้ว

2.ควรเช็ดทำความสะอาดของใช้ส่วนตัวหลังจากกลับมาถึงบ้านโดยทันที โดยเฉพาะกุญแจรถ โทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต นาฬิกาข้อมือ กระเป๋าสตางค์ เป็นต้น ซึ่งเป็นของที่เราทุกคนใช้และจับอยู่เป็นประจำในชีวิตประจำวัน

3.ควรล้างมืออย่างน้อย 20 วินาทีขึ้นไปก่อนสัมผัสสิ่งของหรือราวบันได กลอนประตูในบ้าน และก่อนไปนอนบนเตียงนอน หรือใกล้ชิดผู้สูงอายุ เด็กเล็กในบ้าน ควรอาบน้ำ สระผม ทำความสะอาดร่างกายให้สะอาดก่อน ทางที่ดีควรทำทันทีและทำให้เป็นกิจวัตรประจำวันหลังจากถึงบ้าน

4.ควรแยกเสื้อผ้าที่ใส่ไปทำงานหรือไปข้างนอกบ้าน แยกลงตระกร้าคนละตระกร้ากับเสื้อผ้าที่ใส่ในบ้าน เพื่อเป็นการจะได้แยกการทำความสะอาด และไม่ให้เป็นการสะสมเชื้อ

5.เวลารับประทานอาหารควรมีช้อนกลางในการรับประทานอาหารร่วมกันในครอบครัว ไม่ควรใช้ช้อนทานอาหารส่วนตัวไปตักอาหารส่วนร่วม เพื่อเป็นการป้องกันโรค

6.เมื่อกลับมาถึงบ้านควรเก็บรองเท้าไว้ข้างนอกบ้าน หรือนอกห้องแอร์ ทางที่ดีไม่ควรนำมาไว้ในบ้านยิ่งเป็นช่วงสถานการณ์โคโรน่าไวรัส ควรรักษาความสะอาดให้ดีเป็นสองเท่า

7.ถึงแม้จะเป็นข้าวของเครื่องใช้ภายในบ้านก็ควรดูแลรักษาความสะอาด ควรทำความสะอาดของใช้ส่วนรวมเป็นประจำ โดยเฉพาะที่จุดอับ หรือจุดที่ต้องใช้มือจับบ่อยๆอย่างกลอนประตู บานหน้าต่าง ราวบันได ประตูรั้ว ประตูห้องต่างๆ ควรใช้แอลกอฮอล์เช็ดทำความสะอาดเป็นประจำเพื่อความปลอดภัยและเพื่อความสะอาดอีกด้วย

7 วิธีการดูแลสุขภาพ “หนีโควิด” เมื่อกลับถึงบ้าน ที่เราได้แนะนำกันไปนี้เรียกได้ว่าไม่ยากที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตเพื่อความปลอดภัยของคุณและคนในครอบครัวที่คุณรักเลยใช่ไหมล่ะ! ถ้าเราทุกคนหันมาใส่ใจ ดูแลความสะอาด ต่อสู้กับเจ้าไวรัสนี้ เชื่อว่าเราจะสามารถต่อสู้และดำรงชีวิตอยู่ร่วมกันได้

ติดตามบทความ good health ในทุกสัปดาห์ได้ที่ howto-healthy.com

Categories
good food

6 คุณประโยชน์ของขนมปังโฮลวีทที่ดีต่อสุขภาพ

ขนมปังโฮลวีท ที่เรามักหาซื้อทานกันได้ตามห้างสรรพสินค้าและซุปเปอร์มาร์เกตทั่วไป ที่จะทำมาจากแป้งโฮลวีทจะมีเนื้อขนมปังสีน้ำตาลอ่อนๆ ราคาอาจจะแพงกว่าขนมปังธรรมดาทั่วไปสักหน่อย แต่ว่าเราหลายคนก็ชอบทานกัน ด้วยรสชาติที่อร่อยกว่า และเราจะรู้สีกว่ามีคุณค่าทางอาหารที่มากกว่าขนมปังแบบธรรมดา ในบทนี้จึงขอนำคุณประโยชน์ของขนมปังโฮลวีทมาฝากทุกคนกัน ใครที่ชอบทานขนมปังโฮลวีทเป็นประจำเหมือนกัน เรามาติดตามกันไปพร้อมๆกันเลย

ขนมปังโฮลวีท ขนมปังที่มีเนื้อขนมปังสีน้ำตาลอ่อนๆ เนื้อนุ่มๆหอมๆ แผ่นหนาๆ ส่วนใหญ่ผลิตมาจากแป้งสาลีที่ไม่ฟอกขาว 100% นำมาผสม นวด อบที่อุณหภูมิและเวลาที่เหมาะสม จนได้ขนมปังสุกกลิ่นหอมๆ แล้วนำมาสไลด์แผ่นแบบหนา ที่เราสามารถนำมาดัดแปลงทำได้หลากหลายเมนูอร่อยที่เราต้องการ ไม่ว่าจะเป็น ทาแยม นม เนย แซนวิซ ใส่แฮมไข่ ผักหลายๆอย่างเพิ่มเข้าไปด้วย ตามแต่เมนูที่เราชอบ ถึงแม้ว่ารูปลักษณ์

ภายนอกของขนมปังโฮลวีท อาจจะสีไม่ขาวนวลสวยเหมือนขนมปังขาว แต่ว่าขนมปังโฮลวีทนั้นเต็มไปด้วยเส้นใยอาหาร และวิตามินหลายชนิดอยู่สูง แป้งที่มีอยู่ในขนมปังชนิดนี้ ร่างกายจะค่อยๆ ดูดซึมเพื่อนำมาใช้เป็น

พลังงาน เมื่อเราทานแล้วจะรู้สึกอิ่มท้อง ได้นานขึ้น ขนมปังโฮลวีทจึงเป็นที่นิยมสำหรับคนรักสุขภาพ และคนที่ต้องการควบคุมน้ำหนักอย่างเราๆเป็นอย่างที่สุด เราจึงยอมจ่ายเพิ่มนิดหน่อย เพื่อขนมปังโฮลวีทของเรานั่นเอง พอเราทราบถึงประโยชน์เบื้องต้นเช่นนี้แล้ว ทีนี้เราก็มาดู 6 คุณประโยชน์ของขนมปังโฮลวีทที่ดีต่อสุขภาพของเรากันเลย

  1. การทานขนมปังโฮลวีทจะช่วยให้เรารู้สีกผ่อนคลายจากความเครียดได้ และก็จะช่วยให้เรานอนหลับพักผ่อนได้สนิทและสบายขึ้นด้วย นั่นก็จะทำให้ร่างกายของเรารู้สึกสดชื่นสดใสไม่อ่อนเพลียง่ายๆนั่นเอง
  2. การทานขนมปังโฮลวีทช่วยในการต่อต้านอนุมูลอิสระ เพราะว่ามีวิตามินอยู่หลายชนิด
  3. การทานขนมปังโฮลวีทช่วยให้เราขับถ่ายได้ดีขึ้น และช่วยป้องกันอาการท้องผูกได้ด้วย

  • การทานขนมปังโฮลวีทช่วยในการรักษาระดับน้ำตาลในเลืดภายในร่างกายของเราได้ ด้วยการเข้าไปช่วยชะลอการดูดซับสารคาร์โบไฮเดรตเข้าสู่กระแสเลือดภายในร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ป่วยเบาหวาน
  • การทานขนมปังโฮลวีทช่วยในการป้องกันโรคหัวใจได้ ในขนมปังโฮลวีทมีไฟเบอร์ โพแทสเซี่ยม และฟอสฟอรัสอยู่ในปริมาณที่สูง และสารเหล่านี้ช่วยในการบำรุงหัวใจของเราได้ดี จึงสามารถช่วยป้องกันโรคหัวใจได้
  • ขนมปังโฮลวีทมีปริมาณโซเดียมอยู่น้อย การทานขนมปังโฮลวีทจึงมีส่วนช่วยในการลดระดับความดันโลหิตสูงได้ด้วย

นี่ก็คือ 6 คุณประโยชน์ของขนมปังโฮลวีทที่นำมาฝากกันในบทนี้ ใครที่ไม่ค่อยชอบซื้อขนมปังโฮลวีทมาทานกัน ลองไปหาซื้อขนมปังโฮลวีทมาทานกันดู เพื่อให้ร่างกายของเราได้รับคุณประโยชน์ที่มีมากกว่า บทหน้าเรามาพบกันใหม่กับเรื่องสุขภาพที่จะนำมาฝากกันในทุกสัปดาห์ จะเป็นเรื่องอะไรกันบ้าง ต้องติดตามกันต่อ

ติดตามบทความ good food ในทุกสัปดาห์ได้ที่ howto-healthy.com

Categories
good health

โรคที่พบบ่อยในช่วง โควิด19 ที่ต้องคอยระวัง

จากการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด 19 ทำให้มีการเฝ้าระวังในหลายๆอย่างที่เกิดจากตัวเราและคนอื่น โดยการ ส้วมหน้ากากอนามัย ถือเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องใช้ในช่วงนี้ เพื่อไม่ให้เกิดการแพร่ระบาด กระจายเชื้อจากผู้อื่นมาสู่เรา หรือ จากเราไปสู่ผู้อื่น เป็นวิธีการป้องกันเบื้องต้นจากการระบาดของเชื้อไวรัสนี้

Cr.pic: www.scgfoundation.org

1.โรคตาที่พบบ่อยที่สุดในช่วง โควิด19

 ตากุ้งยิง

ที่มักจะเกิดที่เปลือกตาล่างอาจเกิดจากการใส่หน้ากากอนามัยที่ไม่สะอาดและการสัมผัสตาด้วยมือที่ไม่สะอาดบริเวณต่อมไขมันเปลือกตาล่างนำมาสู่การติดเชื้อในที่สุด ป้องกันได้โดยใส่หน้ากากให้กระชับกับใบหน้าดูแลเปลือกตาสม่ำเสมอ ทำให้มีอาการเจ็บปวดตรงที่เป็นตุ่มหรือหนอง

Cr.pic: http://www.supremeilasik.com/th/stye/

2.โรคผิวหนังที่พบบ่อยบนใบหน้าหลายชนิด

 เช่นสิว, ผิวหนังอักเสบ , โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง, ที่ล้วนมีวิธีการดูแลรักษาจากสาเหตุและการป้องกันที่แตกต่างกันสาเหตุอาจเกิดจากการใส่แมส ถึงแม้จะช่วยเราป้องกันเชื้อโรค และฝุ่นละอองต่างๆได้ แต่การใส่แมส ก็อาจส่งผลเสียต่อผิวหน้าได้ จะพบปัญหาผิวหน้าที่เกิดจากการใส่แมส

คือ “แพ้แมส” หรือ แพ้หน้ากากอนามัยซึ่งเป็นการเสียดสีของแมสกับผิวหนัง ในเวลาที่เราใส่หน้ากากอนามัย จนทำให้เกิดปัญหาผิวระคายเคือง ผิวบอบบางลง จนทำให้เกิดสิวและผดผื่น ยิ่งหากมีผิวบอบบางแพ้ง่ายอยู่แล้วก็จะเกิดการระคายเคืองได้ง่ายมากยิ่งขึ้น

โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังมักพบบ่อยในวัยเด็ก ซึ่งมีอาการผื่นคันและแดงตามผิวหนัง และมักจะขึ้นบริเวณข้อพับแขน ข้อพับขา และลำคอด้านหน้า เมื่อเกามาก ๆ อาจมีหนองไหลหรือเกิดเป็นสะเก็ดหนองตามมา

วิธีการรักษา การทาเบบี้มายด์ ในบริเวณที่เกิดอาการคันหรือมีผื่นแดงตามผิวหนัง

Cr.pic: https://www.vejthani.com/

3. โรคอ้วน

 เพราะคนอ้วนส่วนใหญ่ไม่ได้มีแค่โรคเดียว แต่มักจะมีโรคร่วมอื่นๆด้วย ทั้งโรคเบาหวาน  ความดันโลหิตสูง  ไขมันในเลือดสูง  ซึ่งอาจเกิดจากการรับประทานอาหารที่มากเกินไป ในระหว่างการ Work from จนทำให้รับประทานเกินความต้องการของร่างกาย รับประทานอาหารที่ให้พลังงานสูง เนื้อสัตว์ ไขมัน แป้ง ของหวาน

home โดยมีสูตร BMI = น้ำหนัก(กิโลกรัม) / ความสูง(เมตรยกกำลัง 2) ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นน้ำหนัก หากคุณคำนวณแล้วพบว่า เกิน 25 กก./ตรม. ถือว่าคุณอ้วน

Cr.pic: https://www.pobpad.com

4.โรคทางประสาท

 เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ทำให้หลายคนมีสภาวะเครียด รวมทำให้เกิด อาการอื่นๆตามมา เช่น มึนศีรษะ ปวดศีรษะ การรับรสหรือรับกลิ่นลดลง อาการปวดเส้นประสาทหรือกล้ามเนื้อได้เลยทีเดียว

Cr.pic:

ติดตามบทความ good health ในทุกสัปดาห์ได้ที่ howto-healthy.com

Categories
good food

5 สมุนไพรไทยที่ควรมีไว้ติดบ้านในช่วงหน้าฝน 

โอกาสที่จะเจ็บไข้ได้ป่วยในช่วงเวลาอากาศเปลี่ยนแปลงนั้นเกิดขึ้นได้บ่อยมาก โดยเฉพาะช่วงเวลาของสภาพอากาศในช่วงหน้าฝน หลาย ๆ คนนั้นก็คงจะคิดว่าคงจะต้องพึ่งพายา หรือคุณหมอเพิ่มเติมอย่างแน่นอนในช่วงนี้ถ้าหากเรามีอาการเจ็บป่วยหรือไม่สบาย แต่อย่างไรก็ตามจะดีกว่าไหม

ถ้าหากรู้จักดูแลสุขภาพ และบำรุงร่างกายรวมไปถึงป้องกันตัวเองล่วงหน้าแบบตำรับไทย ใช่แล้วตอนนี้กำลังจะอธิบายถึงสมุนไพรไทยที่สามารถช่วยทำให้คุณนั้นห่างไกลจากคำว่าป่วยง่าย ๆ ในช่วงหน้าฝน รับรองได้เลยว่า 5 สิ่งนี้มีประโยชน์มาก คุณสามารถหารับประทานได้อย่างแน่นอน 

1. หอมแดง 

สมุนไพรไทยพื้นบ้านที่หาได้ง่าย และสามารถรับประทานได้เป็นประจำ การรับประทานอาหารที่มีส่วนผสมของหอมแดงเป็นประจำ จะช่วยลดอาการเป็นหวัดได้เป็นอย่างดี และแน่นอนว่ายังมีประโยชน์ต่อสุขภาพช่วยลดการเจริญเติบโตของเชื้อโรค และแบคทีเรียในลำคอได้อีกด้วย 

2. ใบกะเพรา 

ความโดดเด่นที่เป็นเอกลักษณ์ของใบกะเพรา มีรสชาติที่เผ็ดร้อน สร้างความอบอุ่นในร่างกาย และช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกัน สำหรับการรับประทานในช่วงฤดูฝน จะมีส่วนช่วยเป็นอย่างมากในการช่วยดูแลสุขภาพโดยรวม แต่อย่างไรก็ตาม ขอแนะนำให้รับประทานอย่างพอดีเพื่อบำรุงสุขภาพ ถ้าหากรับประทานมากไปอาจจะเป็นการขับลมก็ได้ อันนี้ควรระวัง 

3. ตะไคร้ 

สามารถช่วยป้องกันปัญหาเรื่องหวัดลงคอได้อย่างยอดเยี่ยม ตะไคร้มีสรรพคุณในการช่วยต่อต้านเชื้อโรคและแบคทีเรีย ซึ่งถ้าหากคุณนำมาชงเป็นชาตะไคร้ดื่มเป็นประจำ ช่วยทำให้ลดอาการระคายเคืองคอได้แบบเห็นผลอย่างรวดเร็ว ภายใน 48 ชั่วโมง จะลดอาการระคายเคืองคอได้อย่างแน่นอน 

4. กระเทียม 

กระเทียมมีสรรพคุณเป็นอย่างมากในการช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันในร่างกาย พร้อมทั้งยังสามารถช่วยป้องกันปัญหาเรื่องเชื้อราบนผิวหนังได้อีกด้วย ซึ่งเหมาะมากสำหรับช่วงเวลาหน้าฝน อยากแนะนำให้คุณรับประทานกระเทียมทุกวัน จะช่วยบำรุงร่างกายของคุณได้มากอย่างแน่นอน 

5. ขิง

รสชาติที่เผ็ดร้อนแต่แฝงไว้ด้วยคุณประโยชน์  มีสรรพคุณที่น่าทึ่งเป็นอย่างมาก ขิงมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่สูง แถมยังช่วยแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับระบบกระเพาะอาหาร และการย่อยในช่วงฤดูฝนได้อีกด้วย สามารถช่วยทำให้คุณนั้นเจริญอาหารมากยิ่งขึ้น และมีประโยชน์ในการช่วยขับลม และระบบการขับถ่าย ซึ่งเป็นสมุนไพรที่ได้รับความนิยมมากตั้งแต่สมัยโบราณอันนี้ขอแนะนำเลย 

สรุป 

สมุนไพร 5 อย่างนี้สามารถช่วยดูแลสุขภาพคุณได้อย่างแน่นอนในช่วงหน้าฝน หาไม่ยาก และสามารถหารับประทานในชีวิตประจำวัน ไว้ประกอบอาหารได้แบบง่าย ๆ ถ้าหากคุณสนใจอยากจะลองนำไปใช้ ขอแนะนำให้นำไปประกอบอาหาร ลองดูเลยนะรับรองได้เลยว่าคุณต้องประทับใจอย่างแน่นอน 

ขอขอบคุณภาพโดย   https://pixabay.com/

ติดตามบทความ good food ในทุกสัปดาห์ได้ที่ howto-healthy.com

Categories
Uncategorized

5 โรคสำหรับเด็ก พบบ่อยมากที่คุณต้องควรระวัง

สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่หลาย ๆ คนกังวลใจ ในช่วงใกล้จะเปิดเทอม นั่นคืออาการป่วยที่พบบ่อยสำหรับเด็ก ๆ โดยเฉพาะเด็กเล็ก ซึ่งมีความเสี่ยงสูงมาก แต่ถ้าหากคุณพ่อคุณแม่ใส่ใจ และป้องกันก้จะไม่เกิด 5 ปัญหาเกี่ยวกับโรคของเด็กดังต่อไปนี้อย่างแน่นอน

โรคของเด็ก

            หมายถึงโรคใด ๆ ก็ตามที่มักเกิดแก่เด็กเล็ก และเด็กวัยเรียนกับอาการของโรคที่พบได้บ่อย ได้แก่อาการเป็นไข้ ซึ่งเป็นอาการที่เด็กจะมีอุณหภูมิที่สูงขึ้นกว่าปกติ และการที่จะทราบว่าเป็นไข้ทำได้โดยการคลำตัวเด็ก และใช้มืออังบนหน้าผาก หากต้องการที่จะทราบแน่นอน

จะต้องวัดอุณหภูมิด้วยปรอทวัดอุณหภูมิ ซึ่งวัดทางปากหรือวัดทางทวารหนักเท่านั้น  อาการที่เจ็บป่วยของลูกน้อยนั้นไม่ว่าจะเกิดขึ้นตอนไหนเมื่อไหร่ก็ตาม มักจะนำความวิตกกังวลมาสู่พ่อกับแม่เป็นอย่างมาก จึงขอรวบรวมข้อมูลของโรคที่มักพบในเด็กมาให้พ่อแม่ได้ศึกษา เพื่อเตรียมพร้อมที่จะรับมือกับโรคที่สุดฮิด เพื่อปกป้องลูกน้อยของคุณ

  1. โรคไข้หวัดใหญ่

โรคไข้หวัดใหญ่ มักจะเกิดขึ้นในช่วงปลายฝนต้นหนาว ซึ่งความชื้นนั้นจะทำให้โรคในกลุ่มของไวรัส เจริญเติบโตได้ดีกว่าปกติ และเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่มีอยู่ด้วยกัน 3 ชนิดคือชนิดเอ,บี และ ซี

อาการและการป้องกัน

อาการของโรคไข้หวัดใหญ่ คือมีไข้หนาวสั่นปวดศีรษะ ปวดตามเนื้อตามตัวอ่อนเพลีย ซึ่งต่อมาจะมีอาการคัดจมูกน้ำมูกไหล ไอ ส่วนการป้องกันนั้นเนื่องจากปัจจุบันมีวัคซีนที่สามารถป้องกันไข้หวัดใหญ่ได้ และฉีดให้กับเด็กอายุ 6 เดือนขึ้นไป

             2 . โรคไข้เลือดออก

โรคไข้เลือดออกเกิดจากการติดเชื้อไวรัสเดงกี้ โดยมียุงลายเป็นพาหะนำโรค และพบได้ประปรายตลอดปี

3.โรคไวรัส RSV

เกิดจากเชื้อไวรัสในระบบทางเดินหายใจ ซึ่งเป็นสาเหตุของการติดเชื้อในปอด และทางเดินหายใจมีอาการคล้ายไข้หวัดแต่ก่อให้เกิดความรุนแรงถึงขั้นปอดอักเสบได้

            4. โรคมือเท้าปาก

 เกิดจากเชื้อไวรัสกลุ่มเอนเทอโรไวรัส และคอคชาคีไวรัส โดยมักพบในเด็กที่อายุต่ำกว่า 10 ปี และยังพบได้บ่อยในเด็กทารก และเด็กเล็กแต่อาการจะรุนแรงกว่าเด็กโตพบได้ประปรายตลอดทั้งปี ติดต่อกันได้ง่าย ๆ ด้วยการสัมผัสน้ำลาย น้ำมูก และน้ำในตุ่มพองของผู้ป่วย  หรืออาจติดมากับมือ, ของเล่น, การไอจาม, การใช้ภาชนะในการรับประทานอาหารร่วมกัน และโรคนี้มักพบที่สถานเลี้ยงเด็ก และโรงเรียนอนุบาลเป็นส่วนมาก

            5. โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ

เป็นโรคติดเชื้อรุนแรงที่เกิดจากการติดเชื้อในระบบประสาทส่วนกลาง เกิดจากการติดเชื้อหลายตัว ได้แก่การติดเชื้อไวรัส  เชื้อแบคทีเรีย แต่การติดเชื้อชนิดอื่น ๆ สามารถที่จะทำให้เกิดโรคนี้ได้เช่นกัน

สรุป

 เด็กเล็กตั้งแต่แรกเกิดถึง 5 ปี เป็นวัยที่เจ็บป่วยได้ง่าย เพราะมีภูมิคุ้มกันที่ต่ำกว่าผู้ใหญ่ เพราะฉะนั้นจึงขอแนะนำให้ผู้ปกครองดูแล และสังเกตอาการของลูกหลานของท่าน เพราะเด็กเล่นอาจจะบอกอาการที่เจ็บป่วยของตนเองไม่ได้ และหากบุตรหลานของท่านป่วยควรแยกของใช้ส่วนตัว และไม่ให้คลุกคลีกับคนอื่น เพื่อลดการกระจายของเชื้อ เมื่อบุตรหลานของท่านมีอาการดังข้างต้นนั้น ควรพาไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัย และรับการรักษาต่อไป

ขอบคุณภาพโดย  https://pixabay.com/th

ติดตามบทความ good health ในทุกสัปดาห์ได้ที่ howto-healthy.com

Categories
good food

5 เทคนิคการทานอาหารป้องกันโรคหลอดเลือด

โรคหลอดเลือดในสมองนั้น  จากสถิติขององค์การอัมพาตโลก (World Stroke Organization: WSO) ได้มีผลงานการวิจัยรายงานสถานการณ์ของโรคหลอดเลือดสมองทั่วโลกไว้ว่าในแต่ละปีจะมีคนเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดในสมองประมาณ 6 ล้านคนทั่วโลก นั่นหมายความว่า

ทุก ๆ 6 วินาที ทั่วโลกจะมีผู้เสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดในสมองอย่างน้อย 1 คนเลยทีเดียว ซึ่งมากกว่าคนทั่วโลกที่เสียชีวิตด้วยโรคเอดส์ วัณโรค และมาลาเรียรวมกันเสียอีก ถือว่าเป็นโรคที่เราทุกคนค่อนข้างมีความเสี่ยงสูงมากกว่าโรคร้ายแรงอื่นๆเสียอีก

ดังนั้นในบทนี้จึงขอนำ 5 เทคนิคการทานอาหารป้องกันโรคหลอดเลือดมาฝากทุกคนกัน เพื่อจะได้นำไปเป็นเทคนิคในการเลือกทานอาหารที่ถูกต้องและเหมาะสมกันในแต่ละวัน ใครที่อยากจะทราบกันแล้ว เรามาติดตามกันเลย

การทานอาหารของพวกเรานั้นถือว่าเป็นกิจวัตรที่ใกล้ตัวและเราจำเป็นต้องปฏิบัติกันเป็นประจำทุกๆวันอยู่แล้ว จึงอาจจะทำให้เราละเลยที่จะเลือกทานกันให้เหมาะสมกับร่างกายของเรา และส่วนใหญ่ก็จะเลือกทานจากรสชาติอาหารที่เราชอบเสียมากกว่า ไม่ค่อยที่จะมีใครคิดและคำนึงถึงคุณประโยชน์ของอาหารที่เราจะต้องเลือกมาทานกันสักเท่าไหร่

นั่นก็จะกลายเป็นสาเหตุของการเจ็บป่วยด้วยโรคหลอดเลือดในสมองได้นั่นเอง เพราะเมื่อเราทานอาหารเข้าไปแล้วอาหารที่เราทานจะถูกย่อยกลายเป็นสารอาหาร จะถูกส่งผ่านเลือดและหลอดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย ถ้าหากสารอาหารนั้นเป็นพิษ ก็จะส่งผลกระทบต่อเลือดและหลอดเลือดโดยตรงด้วย

ซึ่งอาหารที่เราควรหลีกเลี่ยงเป็นพิเศษนั้น ได้แก่

1. อาหารรสเค็มจัดหรือเผ็ดจัดทุกชนิด เช่น น้ำปลา เกลือ ซอสเค็มปรุงรสต่างๆ การทานอาหารรสชาติเผ็ดจัดๆ ใส่พริกมากๆ พวกอาหารทะเลที่ต้องหมักเกลือ ดองเค็ม กะปิ

2. อาหารประเภทฟาสต์ฟู้ด เช่น ไก่ทอด แฮมเบอร์เกอร์ พิซซ่า

3. อาหารประเภทที่มีคอเลสเตอรอลสูงหรือมีไขมันสัตว์เป็นส่วนประกอบมาก  อาทิ เนื้อสัตว์ติดมัน  เครื่องใน  แกงที่มีส่วนประกอบของกะทิ ไข่แดง

4. อาหารทอดต่างๆที่ใช้น้ำมันมากๆ  รวมถึงอาหารปิ้งย่างด้วย

5. เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์และน้ำอัดลมทุกชนิด

อาหารที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ถ้าจะให้เรางดการทานไปเลย ก็คงจะค่อนข้างยากลำบากพอดู เพราะเป็นเมนูอาหารที่พวกเราไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ก็ตามแต่ในสมัยปัจจุบันนี้แทบจะทุกคน ทานกันเป็นประจำอยู่แล้ว เพียงแต่ขอให้เราพยายามลดปริมาณการทานให้น้อยลงมากที่สุดเท่านั้นก็คงจะพอช่วยให้เราห่างไกลจากโรคหลอดเลือดได้บ้าง

เหตุผล คือ อาหารเหล่านี้มีส่วนประกอบของเกลือและผงชูรสสูงมาก เมื่อเราทานเข้าไปมากๆจะทำให้เกลือแร่ไปคั่งอยู่ในน้ำเลือด เรียกว่า ภาวะเลือดข้น ซึ่งส่งผลให้เลือดมีน้ำหนักมากขึ้น ร่างกายจึงต้องเพิ่มความดันในการสูบฉีดเลือดไปยังอวัยวะต่างๆ กลายเป็นสาเหตุของความเสี่ยงที่จะเกิดอาการเส้นเลือด เปราะและภาวะความดันโลหิตสูงได้ง่าย ทั้งยังสามารถเป็นบ่อเกิดของโรคปัจจัยเสี่ยงอื่นๆได้อีกด้วย

นี่ก็คือ 5 เทคนิคในการทานอาหารป้องกันโรคหลอดเลือดที่นำมาฝากกันในบทนี้ ลองนำไปเป็นเทคนิคในการเลือกทานอาหารในแต่ละมื้อของเรากันดู แล้วในบทหน้าเรามาพบกันใหม่กับเรื่องสุขภาพที่เราจะไปสรรหามาฝากกันอีกได้ในทุกสัปดาห์ จะเป็นเรื่องสุขภาพเกี่ยวกับอะไร ต้องติดตามกันต่อ

ติดตามบทความ good food ในทุกสัปดาห์ได้ที่ howto-healthy.com

Categories
good health

การระบาดของเชื้อโอมิครอน BA.2 และโรคฝีดาษลิงที่กำลังระบาดในขณะนี้

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาได้ตรวจสอบพบผู้ติดเชื้อโอมิครอนสายพันธุ์ย่อย BA.2 ที่มาจากนักท่องเที่ยว คนไทยที่กลับมาจากต่างประเทศและเริ่มพบการแพร่เชื้อภายในประเทศ ซึ่งประเทศไทยได้มีการการเฝ้าระวังการกลายพันธุ์ของเชื้อโควิด-19 มาอย่างต่อเนื่องจากการติดตามสถานการณ์ระบาดและการกระจายของเชื้อไวรัสโควิด-19

 ซึ่งลักษณะสำคัญทางพันธุกรรมโอมิครอนสายพันธุ์ย่อย BA.2 ยังไม่พบความแตกต่างจากสายพันธุ์ย่อย BA.1 และ BA.2 มีลักษณะพันธุกรรมบางจุดที่เมื่อถูกจำแนกด้วยการตรวจเชื้อวิธีต่าง ๆ จะทำได้ยากกว่าสายพันธุ์ดั้งเดิม จากข่าวแพร่กระจายในประเทศไทย

ลักษณะสำคัญทางพันธุกรรมของโอมิครอนสายพันธุ์ย่อย BA.2 สามารถในการแพร่เชื้อที่รวดเร็วมากกว่าเชื้อโควิดที่ผ่านๆมา สามารถหลบภูมิคุ้มกันได้ จากการติดเชื้อหรือการได้รับวัคซีนมาก่อน แม้ว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่ดูเหมือนจะมีอาการไม่รุนแรง แต่จำนวนผู้ติดเชื้อซ้ำกลับเพิ่มขึ้นสูงมาก โดยข้อมูลที่บันทึกมาตั้งแต่โควิด-19 ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา

ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนบอกว่า การติดเชื้อซ้ำนั้นเป็นหนึ่งในปัญหาใหญ่ เพราะแม้โอกาสติดเชื้อโควิด-19 จะมีน้อย ทั้งนี้เราต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง มีการเผยศึกษาการวิจัยการเบื่องต้น คณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ว่าวัคซีนต้านโควิดที่มีประสิทธิภาพคือการฉีดโมเดอร์นาหลังฉีดแอสตร้าเซนเนก้า 2 เข็มจะสามารถเพิ่มภูมิคุ้มกัน 29-33 เท่า (มากที่สุด)

กลุ่มที่ได้รับวัคซีน AstraZeneca ยับยั้งได้ลดลง 17 เท่า และ 24 เท่าตามลำดับ รองลงมาคือกลุ่มที่ได้รับวัคซีน Moderna ยับยั้งได้ลดลง 15 เท่า และ 18 เท่า

วันที่ 1 กรกฎาคม 2565 นี้ ยกเลิกรักษาผู้ติดเชื้อโควิดแบบ HI  ในบัตรทอง ส่วนประกันสังคมยกเลิก 4 ก.ค. แต่ยังรักษาตามสิทธิ์คนไข้บัตรทอง ซึ่งไปรักษาที่ไหนก็ได้ในรพ.รัฐ  และยังคงมีการรักษาแบบ(Outpatient with Self Isolation : OPSI)  หรือ “เจอ แจก จบ” ผู้ป่วยนอกยังทำเหมือนเดิม

ต่อมาที่ประชาชนให้ความสนใจไม่แพ้กันคือ ฝีดาษลิง ยืนยันไทยยังไม่พบผู้ป่วยโรคฝีดาษลิง เพราะมีความพร้อมระบบเฝ้าระวัง-ควบคุมโรค มีระยะฟักตัวค่อนข้างยาว  5-21 วัน อาการที่สำคัญ คือ ไข้  ปวดหัว ปวดเมื่อยตามตัว  ไม่ค่อยมีน้ำมูก หลังไข้ 1-3 วันจะมีผื่นขึ้นกระจายลำตัว แขน ขา และใบหน้าได้ ส่วนใหญ่หายเองได้  อาจมีภาวะแทรกซ้อน และเสียชีวิตได้ โดยถ้าเทียบกับโควิด-19 ส่วนใหญ่อาการไม่ค่อยรุนแรง ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตไม่เหมือนเชื้อโควิด-19 

การปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันไวรัส

ผู้คนควรใช้มาตรการเฝ้าระวังอย่างที่เคยทำมาเหมือนเดิม เช่น การฉีดวัคซีนกระตุ้นเพื่อป้องกันโควิด การสวมหน้ากากอนามัย การหลีกเหลี่ยงสถานที่แอดอัด และอยู่บ้านหากรู้สึกว่าไม่สบายและตรวจเชื้อโควิด

ติดตามบทความ good health ในทุกสัปดาห์ได้ที่ howto-healthy.com